หุ้นเท็คหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด “ยักษ์” ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” หรือ “Magnificent 7” ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น “เกม” นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น
4
และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “กระแสของ AI” กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อย ๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี “ค่าจ้าง” ต่ำลงเรื่อย ๆ
1
ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง “หยุดได้แล้ว” เพราะคนในโลกจะ “ไม่มีงานทำ” และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ “สูญพันธุ์” ไป และโลกจะมีแต่ “มนุษย์ AI” ที่เป็น “ซิลิคอน” มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ “ไม่ตาย” และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ
และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด
3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ
คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?
1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น
หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ “ฟองสบู่หุ้น AI” แตก