25 พ.ค. เวลา 02:18 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Abang Adik

ดูมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ลง Netflix ตอนนั้นก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี แล้วกลับมาเห็นชื่อหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ก็ยังรู้สึกว่าหนังมีพลังไม่เปลี่ยนไปเลย สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังอยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่เพราะมันพยายามทำตัวเป็นหนังดราม่าเรียกน้ำตา หรือพยายามเอาใจตลาด แต่เป็นเพราะมันเล่าเรื่องของคนตัวเล็กๆ ในสังคมมาเลเซียด้วยความจริงใจอย่างมาก จนแม้คนดูจะไม่ได้มีชีวิตแบบตัวละคร หรือไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกัน ก็ยังเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาได้
หนังเล่าเรื่องของ “อาบัง” และ “อาดิก” สองพี่น้องไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในสลัมของกรุงกัวลาลัมเปอร์ พวกเขาไม่มีเอกสาร ไม่มีสิทธิ ไม่มีอนาคต และต้องคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอยู่ตลอดเวลา ชีวิตของทั้งคู่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง แต่สิ่งที่หนังทำได้ดีมาก คือมันไม่ได้ใช้ความยากจนหรือความทุกข์มาเป็นเครื่องมือบีบอารมณ์คนดูตรงๆ หากแต่ค่อยๆ ใช้ชีวิตประจำวันเล็กๆ ของตัวละคร ทำให้เราผูกพันกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว
อาดิก น้องชายผู้หุนหันพลันแล่น หาเงินด้วยการขายเอกสารปลอมและขายร่างกายตัวเองเพื่อหนีออกจากชีวิตที่อับจน ขณะที่อาบัง พี่ชายผู้พิการทางการได้ยินและการพูด พยายามใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ อดทน และยอมรับชะตากรรม แม้ทั้งคู่จะดูแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ความผูกพันระหว่างพี่น้องกลับลึกซึ้งอย่างมาก และนั่นเองที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของหนัง
ครึ่งแรกของหนังแทบไม่มีเหตุการณ์ใหญ่โตอะไรเลย มันเป็นเพียงการเฝ้ามองชีวิตของสองพี่น้อง การทำงาน หาเงิน กินข้าว ทะเลาะกัน หยอกล้อกัน และใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนคนชายขอบที่เต็มไปด้วยแรงงานข้ามชาติ คนหลบหนีเข้าเมือง NGO เจ้าหน้าที่รัฐ หรือมันนี่ โสเภณีข้ามเพศผู้ทำหน้าที่เหมือนแม่อีกคนของพวกเขา หนังใช้เวลาพาคนดูเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้นจริงๆ จนเรารู้สึกได้ถึงกลิ่น ความชื้น ความแออัด และความเหนื่อยล้าของชีวิตในเมืองใหญ่
สิ่งสำคัญคือ หนังไม่ได้มองคนเหล่านี้ด้วยสายตาสงสาร ทุกคนต่างมีด้านเห็นแก่ตัว มีความรุนแรง มีความผิดพลาด และพร้อมจะทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อเอาชีวิตรอด เพราะในโลกที่ถูกระบบกดทับจนแทบไม่มีทางเลือก ความถูกต้องทางศีลธรรมกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย
หนังใส่ฉากกินข้าวร่วมกันของทั้งสองมาหลายครั้ง โดยเฉพาะฉากที่ผลัดกันเอาไข่ต้มกระเทาะบนหัวของอีกฝ่าย มันเป็นการกระทำเล็กๆ ที่ดูธรรมดามาก แต่กลับเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา และเมื่อหนังเดินทางไปถึงช่วงท้าย ภาพจำเล็กๆ นี้ก็ยิ่งย้อนกลับมาบีบหัวใจอย่างรุนแรง
ในเชิงภาพยนตร์ หนังได้รับอิทธิพลจากงานนีโอเรียลลิสม์อย่างชัดเจน ทั้งการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย การใช้สถานที่จริง และการเน้นชีวิตประจำวันของชนชั้นล่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็มีความร่วมสมัยในการค่อยๆ สะสมแรงกดดันทางอารมณ์อย่างแม่นยำ จนเมื่อหนังเดินไปถึงจุดแตกหัก คนดูจะรู้สึกเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานภาพของหนังเองก็ยอดเยี่ยมมาก สลัมที่ทรุดโทรมถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสีสันและมีชีวิต แสงไฟตามตรอกซอกซอย ร้านอาหารริมทาง หรือห้องเช่าแคบๆ ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น ราวกับหนังพยายามบอกว่า ต่อให้ชีวิตต่ำตมเพียงใด มนุษย์ก็ยังสามารถสร้างความอ่อนโยนเล็กๆ ให้กันได้เสมอ
และนี่คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดของ มันทำให้เราเห็นว่า แม้ในชีวิตที่ยากลำบากที่สุด มนุษย์ก็ยังคงมีความดีงามหลงเหลืออยู่ แม้พวกเขาจะโกหก จะทำผิด หรือใช้ชีวิตอยู่ในโลกสีเทา แต่ลึกลงไป ทุกคนต่างต้องการเพียงสิ่งพื้นฐานที่สุดเท่านั้น นั่นคือการมีตัวตน การได้รับการยอมรับ และการมีใครสักคนที่ยังมองเห็นคุณในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
9/10 ครับ
โฆษณา