Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
25 พ.ค. เวลา 03:32 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
บทที่ 1 : เด็กบ้านจนผู้เติบโตมาจากสลัม
ในหนังคนเล็กหมัดเทวดา หรือ Kung Fu Hustle คงจำ “ตรอกเล้าหมู” หรือ Pig Sty Alley ได้ดี สถานที่โทรมๆ แออัดๆ ที่เต็มไปด้วยชาวบ้านธรรมดา แต่กลับซ่อนยอดฝีมือกังฟูเอาไว้มากมาย มันคือโลกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งหนัง The 72 Tenants ของฉู่หยวน(ที่ทำจากบทละครเวทีอีกที) และย่านกำแพงเมืองเกาลูนในฮ่องกงยุคเก่า เพียงแต่ในเวอร์ชันของโจวชิงฉือนั้น ตรอกสลัมไม่ได้มีแต่ความเสื่อมโทรม แต่มันยังอบอุ่น มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วย “พยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อน” ที่ไม่มีใครคาดคิด
โจวซิงฉือเคยเล่าว่า “ผมโตมาในสถานที่แบบนั้น คนอยู่กันแน่นไปหมด จนรู้สึกเหมือนไม่มีความลับระหว่างเพื่อนบ้าน แต่จริงๆ แล้วกลับมีเรื่องน่าประหลาดซ่อนอยู่เสมอ วันหนึ่งผมเพิ่งรู้ว่า ลุงข้างบ้านที่ผมเรียกว่าลุงมาตลอด จริงๆ แล้วเป็นยอดฝีมือกังฟู ผมไม่มีทางเดาได้เลย”
แฟนหนังของโจวชิงฉือรู้กันว่าเขาชอบเอาชีวิตจริงของตัวเองใส่ลงไปในหนังอยู่เสมอ เพราะสำหรับเขาหนังทุกเรื่องคือประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเอง และธีมสำคัญที่วนเวียนอยู่ในงานของเขาก็คือการดิ้นรนของคนตัวเล็ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพราะตัวเขาเองก็เติบโตมาจากสังคมชนชั้นล่างแบบแท้จริง
โจวซิงฉือเกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 1962 ที่ฮ่องกง เขาเป็นลูกหลานผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ ยุคทศวรรษ 1950–60 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนจำนวนมากหนีความปั่นป่วนทางการเมืองเข้ามาหางานทำในฮ่องกง มีรายงานว่ามารดาของเขา “หลิงเป่าเอ๋อร์” อพยพมาจากกวางตุ้งในปี 1957 หลังพ่อของเธอถูกจับเพราะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ถูกตราว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติห้าประเภท
(Five Black Categories คือคำเรียกกลุ่มศัตรูทางชนชั้นในจีนยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้แก่ เจ้าของที่ดิน ชาวนารวย พวกต่อต้านการปฏิวัติ พวกองค์ประกอบเลวร้าย และฝ่ายขวา ซึ่งมักถูกเลือกปฏิบัติหรือกดดันทางการเมือง รวมถึงครอบครัวและลูกหลานด้วย)
โจวเล่าว่า ชื่อ “ซิงฉือ” เป็นชื่อที่แม่ตั้งให้ มาจากประโยคในบทกวีจีนโบราณที่มีความหมายประมาณว่า
“แผ่นดินรุ่งโรจน์ดั่งหมอกเมฆ ผู้คนยิ่งใหญ่ดั่งหมู่ดาวพุ่งทะยาน”
ส่วนชื่อภาษาอังกฤษ “Stephen” นั้น คุณย่าชาวเซี่ยงไฮ้เป็นคนตั้งให้ แต่จริงๆ แล้วชื่ออังกฤษที่เขาชอบที่สุดคือ “Lewis” เขาเคยบอกแฟนหนังชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งว่า ถ้าไม่ได้ชื่อ Stephen จากคุณย่า เขาคงอยากใช้ชื่อ Lewis มากกว่าเสียอีก
แม้เศรษฐกิจฮ่องกงกำลังโตจากอุตสาหกรรมโรงงาน แต่ชีวิตของผู้อพยพก็ยังลำบาก คนไม่มีเส้นสายแทบหางานไม่ได้ แม่ของโจวจึงไม่มีโอกาสเรียนต่อ ก่อนแต่งงานกับชายชาวเซี่ยงไฮ้และมีลูกสามคน ครอบครัวทั้งห้าชีวิตอาศัยอยู่ในเพิงไม้แคบๆ แถวเกาลูน เตียงสองชั้นเบียดกันจนแทบไม่มีที่เดิน บางวันได้กินแค่ข้าวคลุกเต้าเจี้ยวก็ถือว่าหรูแล้ว
ชีวิตคู่ของพ่อแม่เขาไม่ได้ราบรื่น ทั้งทะเลาะ ทั้งลงไม้ลงมือกันอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายแม่ของเขาตัดสินใจหย่า และรับเลี้ยงดูลูกทั้งสามคนเอง โจวซิงฉือซึ่งเป็นลูกคนกลาง มีอายุเพียง 7 ขวบตอนพ่อแม่แยกทาง แต่แปลกตรงที่ เขาไม่เคยมองวัยเด็กตัวเองว่าเศร้าเลย
“ตอนเด็กผมมีความสุขมาก มีอะไรสนุกให้ทำเต็มไปหมด ไปสวนสาธารณะ เล่นกังฟู ไม่มีเวลาไปจมกับความทุกข์หรอก” เขาจำได้แค่ว่าเคยโดนดุหนักตอนซื้อหุ่นยนต์ของเล่นกลับบ้านเพราะมันฟุ่มเฟือยเกินกว่าครอบครัวของเขา
โจวยังเล่าว่า พ่อแม่ของเขาเป็นคนมีศิลปะในตัวมาก แม้แต่เวลาทะเลาะกันยังดูมีสีสัน
“ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาน่าสนใจ แม้แต่ตอนทะเลาะกันยังดูสนุก แม่ผมไม่ใช่ผู้หญิงยอมคน เพราะงั้นการทะเลาะแต่ละครั้งมักจบแบบคาดไม่ถึง”
แม่ของโจวเป็นคนรักเสียงเพลง เธอชอบเปิดแผ่นเสียงร้องเพลงคลอตอนกินข้าวทุกวัน เพลงโปรดคือ “ผีเสื้อเริงระบำกลางหมู่มวลดอกไม้” ซึ่งใช้เนื้อกลอนของเหมาเจ๋อตุง โจวเล่าว่า เขาโตมากับเสียงแม่ร้องเพลงวันละสามมื้อ จนทุกวันนี้ยังชอบบทกวีของเหมาอยู่เลย
นอกจากนั้น แม่เขายังชอบการแสดงมาก เธอเล่นละครเวทีของโบสถ์อยู่เสมอ และบังคับลูกๆ ไปนั่งดูทุกครั้ง “ผมไม่รู้หรอกว่าแม่เล่นเรื่องอะไร แต่ทุกครั้งที่เห็นแม่แสดงจริงจังบนเวที ผมหัวเราะทุกที แล้วมันก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาก” ในบ้านแบบนั้น เด็กชายโจวซิงฉือจึงเริ่มรักการแสดงตั้งแต่ยังเล็ก เขาไม่เคยเขินอายเวลาอยู่ต่อหน้าคนดู
หลังหย่า แม่ของเขาต้องทำงานสองที่ หนึ่งในนั้นคือพนักงานต้อนรับร้านอาหาร ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน เธอก็ยังทำบะหมี่น้ำให้ลูกชายกินทุกวันหลังเลิกเรียน ช่วงหนึ่งโจวกับน้องสาวถูกฝากให้คุณย่าเลี้ยง คุณย่าหาเลี้ยงชีพด้วยการขายกรรไกรตัดเล็บข้างถนน เด็กชายโจวต้องช่วยเฝ้าร้าน แต่ด้วยความซน เขามักหาข้ออ้างหนีไปเล่น ปล่อยให้ย่ากับน้องสาวดูร้านกันเอง
ต่อมาแม่ของเขาแต่งงานใหม่เพื่อความอยู่รอด แต่สุดท้ายก็หย่าอีกครั้งหลังมีลูกสาวเพิ่มอีกคน ส่วนพ่อแท้ๆ ของโจวนั้น แทบไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อเลย โจวเองก็พูดถึงพ่อน้อยมาก เขาเพียงเคยกล่าวว่า
“เมื่อก่อนผมแทบไม่ได้เจอพ่อ แต่พักหลังได้เจอกันบ่อยขึ้น ผมคิดว่าพ่อก็เป็นคนตลกและอารมณ์ขันดีเหมือนกัน”
แม้ชีวิตจะลำบาก แต่เด็กชายโจวก็เหมือนเด็กฮ่องกงทั่วไปในยุคนั้น เขาหลงใหลหนังสือการ์ตูนและทีวีจากญี่ปุ่นอย่างหนัก เขาอ่านการ์ตูนทั้งการ์ตูนฮ่องกง การ์ตูนญี่ปุ่น รวมถึง Mazinger Z ที่เขาชอบหุ่นวีนัสมากเป็นพิเศษ เพราะมีจรวดหน้าอกสุดเท่ แต่ปัญหาคือบ้านเขาไม่มีโทรทัศน์ โจวจึงต้องไปยืนดูทีวีตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หยอดเหรียญไม่กี่เซ็นต์เพื่อดูการ์ตูน พร้อมกินวุ้นผลไม้ราคาถูกๆ เด็กทุกคนในละแวกนั้นติดทีวีมาก ถึงขั้นพอถึงเวลากินข้าว แม่ๆ ต้องถือไม้ปัดฝุ่นออกมาตามลูกกลับบ้านกันเลยทีเดียว
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง บรูซ ลีกลับมาฮ่องกงและปล่อยหนังกังฟูจนเกิดกระแสคลั่งกังฟูไปทั่วเมือง และมันเปลี่ยนชีวิตของเด็กชายวัย 9 ขวบคนหนึ่งตลอดกาล
...........................
“ปีนั้นแม่พาผมไปดูหนังในโรงครั้งแรก ตอนหนังของบรูซ ลีเข้าฉาย โรงหนังเก่าและโทรมมาก แต่ผมถูกดูดเข้าไปทั้งตัว หัวใจแทบทะลุออกมานอกอก บางช่วงน้ำตาไหลเลย บรูซ ลีเหมือนมนตร์วิเศษ เขาครองทั้งจอ ไม่ใช่แค่ด้วยวิชากังฟู แต่ด้วยจิตวิญญาณของเขา”
วันนั้นเอง โจวซิงฉือตัดสินใจว่าเขาอยากเป็นยอดฝีมือกังฟู
“บรูซ ลีกลายเป็นทุกอย่างของผม ผมอยากเป็นเหมือนเขา ความฝันอันดับหนึ่งคือเป็นจอมยุทธ์ ส่วนการเป็นนักแสดงมาอันดับสอง”
หลังจากนั้น เขาฝึกมวยหย่งชุน ฝึกวิชาฝ่ามือเหล็ก เลียนแบบท่าจากหนังทุกวัน บางครั้งก็ชกต่อยกับเด็กแถวบ้าน เขายังสนใจมวยไทยด้วย แม้ทั้งหมดจะเป็นการฝึกแบบลูกทุ่งๆ ไม่ได้เรียนจริงจังจากสำนักไหนก็ตาม
ยุค 70 ยังเป็นช่วงที่โทรทัศน์ฮ่องกงเฟื่องฟู รายการโปรดของโจวคือ Enjoy Yourself Tonight ของพิธีกรหญิงชื่อดัง Lydia Shum เขาบอกว่าโตมากับรายการนี้ รวมถึงชอบงิ้วและหนังตลกของนักแสดงรุ่นเก่าอย่าง Sun Ma Sze Tsang กับ Leung Sing-bo มาก จนเชื่อว่าสไตล์การแสดงของตัวเองได้รับอิทธิพลจากพวกเขาเต็มๆ
ในสายตาแม่ โจวตอนเด็กเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไร “ซิงไจ๋เป็นเด็กใสซื่อ ใจดีเกินไปด้วยซ้ำ และไม่ค่อยเล่าอะไรให้ใครฟัง แม้แต่ฉันก็ยังไม่รู้หลายเรื่องเกี่ยวกับเขา” แม้พ่อจะเป็นคนเซี่ยงไฮ้ แม่มาจากกวางตุ้ง แต่บ้านเกิดดั้งเดิมของตระกูลกลับอยู่ที่หนิงโป ทำให้โจวสับสนเรื่องรากเหง้าของตัวเองมาตลอด
“ผมมาจากหนิงโป แต่มีคนบอกว่าก็เหมือนมาจากเซี่ยงไฮ้นั่นแหละ ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไม แต่ผมก็รู้สึกผูกพันกับเซี่ยงไฮ้อยู่ดี” เขายังบอกติดตลกว่า ถึงพูดสำเนียงเซี่ยงไฮ้ไม่ได้ แต่ในสายเลือดคงมี “ความเป็นเซี่ยงไฮ้” อยู่เยอะ เพราะชอบกินบะหมี่เซี่ยงไฮ้ทุกชนิดมาก
ปี 2005 โจวเดินทางไปหนิงโปเพื่อตามหารากเหง้าของตระกูล เขาได้เห็นบ้านเก่าที่พ่อเคยอยู่ และรีบโทรศัพท์หาพ่อทันที
“ผมเจอบ้านที่พ่อเคยอยู่แล้วนะ"
เขายังไปค้นลำดับวงศ์ตระกูลที่หอสมุดโบราณเทียนอี้เก๋อ ซึ่งถือเป็นเกียรติพิเศษมาก เพราะตลอด 20 ปี มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดูเอกสารเหล่านี้
ปัจจุบันแม่ของเขา หลิงเป่าเอ๋อร์ในวัย 84 ปี ยังถูกพูดถึงอยู่เป็นระยะในสื่อฮ่องกง และเป็นคนที่โจวสนิทมาก ส่วนพ่อของเขาโจวอี้ซ่างนั้น แทบไม่ออกสื่อเลยหลังหย่ากับแม่ของโจว ไท้มีรายงานเสียชีวิต คาดว่ายังมีชีวิตอยู่ในวัย 90 ต้นๆ
สำหรับงานใหม่ของเขา เท่าที่รวบรวมได้ ดังนี้
Women's Soccer ภาคค่อทางจิตวิญญาณของ Shaolin Soccer ถ่ายทำเสร็จตั้งแต่ มิ.ย.2025 คาดว่าจะฉายปี 2026 ทุน 380 ล้านหยวน (1.9 พันล้านบาท)
The Aliens หนังไซไฟชื่อชั่วคราว เตรียมถ่ายทำเดือนพ.ค.2026 โจวรับบทนักบินอวกาศจีนตกบนดาวต่างดาว
The Mermaid 2 สร้างเสร็จแต่ระงับเพราะไม่พอใจ ไม่รู้จะแก้หรือยกเลิกไปเลย
Kung Fu Hustle 2 ยืนยันมีแน่
อำนวยการสร้างซีรีส์แอนิเมชัน Monkey King บน Netflix
สร้างตักรวาลคาแรคเตอร์ ม.ค.2026 ประกาศ สร้างจักรวาล The Stars Saga รวมตัวละครคลาสสิกจากหนังของโจวในรูปแบบอนิเมชั่
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย