25 พ.ค. เวลา 06:01 • ศิลปะ & ออกแบบ

จาก เกย์วัฒนธรรม สู่ กาแฟ และ พวงกุญแจ วัฒนธรรม: เมื่อความสร้างสรรค์ไม่อยากถูกขังในกรอบ 🙏🦚

หากใครได้ลองใช้เวลาไถฟีด TikTok ในช่วงนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนเทนต์ของเด็กสายคหกรรมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ หรือกลุ่มวัยรุ่นในภาคอีสาน คุณอาจจะสะดุดตากับเทรนด์ภาษาชวนอมยิ้มประเภทที่หยิบจับอะไรในชีวิตประจำวันมาโชว์ แล้วต้องตบท้ายด้วยคำว่า **"วัฒนธรรม"** เสมอ เช่น ตื่นเช้ามาเลือกร้อยพวงกุญแจลูกปัดสีสันสดใสก็เรียก *พวงกุญแจวัฒนธรรม* ตกบ่ายชงกาแฟส้มหรือกาแฟดำใส่แก้วทรงเก๋ก็เรียก *กาแฟวัฒนธรรม* หรือแม้กระทั่งการตั้งวงกินส้มตำจานใหญ่ก็ยังกลายเป็น *ส้มตำวัฒนธรรม* ได้เฉยเลย
แท้จริงแล้ว คำสร้อยสุดฮิตนี้มีรากศัพท์ที่ล้อเลียนมาจากคำว่า **"เกย์วัฒนธรรม"** ซึ่งในบริบททางสังคมดั้งเดิม หมายถึงกลุ่มพี่ ๆ LGBTQ+ ในภาคอีสานที่มีบทบาทสำคัญและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานประเพณีท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นช่างแกะสลักเทียนพรรษา ช่างฟ้อนรำ ช่างแต่งหน้า หรือคนออกแบบเสื้อผ้าในงานเทศกาลต่าง ๆ
แต่เมื่อคำว่า "วัฒนธรรม" เดินทางมาถึงมือนักเรียนนักศึกษาสายศิลปะและคหกรรมรุ่นใหม่ในโลกโซเชียล ความหมายที่เคยดูขรึมขลังและอยู่บนหิ้งกลับถูกถอดสลักอย่างขี้เล่น พวกเขาหยิบเอาการจัดประเภทหรือคำฮิตในกลุ่มความหลากหลายทางเพศมาล้อเลียนผสมผสานกับสิ่งของรอบตัว เกิดเป็นคลื่นไวรัลที่สร้างเสียงหัวเราะ และที่สำคัญมันได้กลายเป็นสะพานเชื่อมให้เด็ก ๆ หันมาสนใจงานศิลปหัตถกรรมรอบตัวได้อย่างแนบเนียน
เรื่องนี้ชวนให้เราคิดต่อเหมือนกันนะว่า... **ถ้าเราอยากส่งต่อศิลปวัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ บางทีเราต้องปล่อยให้เขาได้ต่อยอดและต่อเติมตามความคิดสร้างสรรค์ของเขาเองหรือเปล่า? เพื่อไม่ให้ศิลปะเหล่านั้น "ตาย" ไปพร้อมกับกาลเวลา**
บางครั้งกรอบที่แข็งตัวเกินไปของผู้ใหญ่อาจทำลายความจินตนาการของเด็กได้ง่าย ๆ เหมือนประสบการณ์วัยเด็กของผู้เขียนเองที่เคยโดนครูเอาขลุ่ยเคาะหัวเพียงเพราะเป่าขลุ่ยเล่นนอกเหนือจากตัวโน้ตเพลงที่ครูกำหนดไว้ จนทำให้เข็ดขยาดและปิดประตูใส่ดนตรีไทยไปตลอดชีวิต ซึ่งน่าเสียดายหากสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับงานฝีมือประเภทอื่น
ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่ชอบงานใบตองมาก เขานั่งประดิดประดอยพับกลีบบายศรีอย่างประณีต แต่แทนที่จะไปตั้งบนพานในพิธีศักดิ์สิทธิ์ เขากลับเลือกใช้ **กระดาษทิชชู่** มาทำเป็นกลีบบายศรีเพื่อแปะตกแต่งไว้รอบ **แก้วกาแฟ** ของเขา ไอเดียนี้โครตน่ารักและร่วมสมัยเลยใช่ไหมครับ?
แต่ถ้าผู้ใหญ่มาเห็นแล้วรี่เข้ามาด่าหรือลงโทษทันทีว่าทำสิ่งไม่เหมาะสม เด็กคนนั้นก็คงเดินหันหลังหนีและไม่อยากเรียนรู้งานฝีมือนี้อีกเลย ทั้งที่ในความจริง **เด็กเขาอาจจะชอบและรักการทำบายศรีจริง ๆ แต่เขาแค่ไม่ชอบพิธีการตึงเครียดที่พ่วงมากับงานของผู้ใหญ่เท่านั้นเอง** การเปลี่ยนมาใช้ทิชชู่บนแก้วกาแฟ มันคือพื้นที่สบายใจที่เขาได้เชื่อมต่อทักษะแบบดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์และไอเดียใหม่ ๆ ของตัวเอง โดยไม่ต้องมีใครมาขีดเส้นใต้ว่าถูกหรือผิด
การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองผิดลองถูกและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นหนทางสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมคงอยู่ แม้สิ่งที่พวกเขาทำอาจจะดูแปลกตาหรือหลุดกรอบของผู้ใหญ่ไปบ้าง แต่นั่นก็คือกระบวนการเรียนรู้และปรับตัวร่วมกันในสังคม ดีกว่าการปล่อยให้ศาสตร์เหล่านั้นสูญหายไปเพราะไม่มีใครกล้าหยิบมาเล่นอีกเลย
---
> **การเรียนรู้การทำบายศรีหรือการร้อยมาลัยมันยากมากนะ ต้องอาศัยความใจเย็นและใจรัก อดทนในงานมาก หากผู้ใหญ่อย่างเราอยากส่งต่อศิลปวัฒนธรรมไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ก็ต้องหวังพึ่งเด็กเหล่านี้ หรือกลุ่มคนที่เราเรียกว่า "เกย์วัฒนธรรม" เพื่อนำเสนองานฝีมือเชิงสร้างสรรค์ในแบบที่เขาอยากต่อยอด... ก็เป็นได้**
โฆษณา