วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 20

คำถาม 1
ไม่ประสงค์ออกนาม : คำว่า college ในภาษาไทยมักหมายถึงวิทยาลัย แต่ทำไมตัวละครในหนังฝรั่งชอบบอกว่า จะไปเรียน college หรือฉันจบ college ฟังดู college ในความหมายนี้คือมหาวิทยาลัย
ถามว่า college ต่างจาก university อย่างไร
วินทร์ เลียววาริณ : คำว่า college มาจากละติน collegium แปลว่าคนที่อาศัยรวมกันโดยมีกฎเกณฑ์เดียวกัน ส่วน university มาจากละติน universita แปลว่า ชุมชนครู ผู้รู้
1
ในสมัยโบราณ college จะเป็นกลุ่มย่อยใน university ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่กว่า
นักเรียน university สมัยโบราณต้องเรียนทุกอย่าง
ปัจจุบันในตะวันตก college มักหมายถึงสถาบันศึกษาชั้นปริญญาตรีหรืออนุปริญญา มีขนาดเล็ก อาจารย์มักจะสอนอย่างเดียว ไม่ค่อยทำวิจัย
college อาจเป็นสถาบันโดยตัวมันเอง หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย (university) ในกรณีนี้ college จะคล้ายๆ คณะวิชา
university จะมีสเกลใหญ่กว่านั้น สอนทั้งปริญญาตรี โท เอก แบ่งเป็นคณะต่างๆ (เรียก faculty หรือ school)
นอกจากการสอนแล้ว university ยังเน้นการวิจัย อาจารย์มักต้องตีพิมพ์งานวิจัยต่างๆ นักศึกษาปริญญาโทหรือเอกสามารถร่วมการวิจัยกับอาจารย์
university มักมีแคมปัส สเกลใหญ่กว่า
แคมปัส (campus) มักแปลว่าวิทยาเขต ก็คือขอบเขตของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วยอาคารเรียนของคณะต่างๆ ห้องประชุม ห้องสมุด (อย่างของจุฬาฯมีหอสมุดกลางที่แยกออกมาเดี่ยวๆ) หอพัก สนามกีฬา สระว่ายน้ำ ร้านค้า ฯลฯ บางแห่งก็ใหญ่มาก มีรถเมล์วิ่งรอบ
บางแคมปัสในอเมริกาเป็นเมืองทั้งเมือง อาจเรียกว่าเมืองมหาวิทยาลัย
แต่ในสหรัฐฯ นิยมใช้คำว่า college ในความหมายของการศึกษาชั้นสูง ใครคนหนึ่งอาจบอกว่า “ผมจะเข้า college นะ” เขาอาจเข้า college จริงๆ หรืออาจเป็น university ก็ได้ทั้งคู่
แต่ในหลายประเทศ college ไม่ได้หมายถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นเตรียมอุดมศึกษา
คำถาม 2
ไม่ประสงค์ออกนาม : สีประจำวันมาจากไหน? (จันทร์ = เหลือง อังคาร = ชมพู พุธ = เขียว ฯลฯ) และมันส่งผลต่อชะตาชีวิตเราจริงหรือ?
1
รู้ว่าคุณวินทร์ไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่อยากรู้เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์
วินทร์ เลียววาริณ : คนไทยเคยชินสีของวันมานานแล้ว ครั้นโลกโซเชียลเบ่งบาน เราก็จะได้รับข้อความกับภาพเหล่านี้แทบทุกวัน
สวัสดีวันจันทร์ พร้อมรูปดอกไม้สีเหลือง
สวัสดีวันอังคาร พร้อมรูปดอกไม้สีชมพู
สวัสดีวันพุธ พร้อมรูปป่าเขียวขจี ฯลฯ
ก็ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร จนกระทั่งใครบางคนอุตริบอกว่าคนเกิดวันจันทร์ขับรถสีนั้นจะเจริญ ใส่เสื้อผ้าสีนั้นสีนี้แล้วจะเสริมดวง ฯลฯ
กลายเป็นความเชื่อแบบงมงาย ไร้สาระ ไร้ที่มาที่ไป สร้างสังคมแห่งความเกียจคร้าน ไม่ต้องทำอะไร เทวดาก็ช่วย แค่ใส่สีให้ถูกตำราเท่านั้น
2
ผมไม่ได้ไม่เชื่อเรื่องนี้โดยไม่มีเหตุผล
เหตุผลคือประวัติศาสตร์
หากเรียนประวัติศาสตร์โลก ย่อมรู้ว่าจำนวนวันและสีวันเป็นเพียงการสมมุติ มันเกิดขึ้นมาในโลกเพราะมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น
เมืองไทยรับอิทธิพลทางความเชื่อมาจากอินเดียมาก จึงไม่แปลกที่สีประจำวันเป็นความเชื่อที่เรารับมาจากตำนานฮินดู แต่ละสีมาจากสีกายของเทพประจำวันนั้น เช่น
1
วันอาทิตย์ พระอิศวรเสกราชสีห์หกตัวเป็นผง ห่อด้วยผ้าสีแดง ประพรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นเทวดาพระอาทิตย์ กายสีแดง
พระจันทร์ พระอิศวรเสกนางฟ้าสิบห้านางเป็นผง ห่อด้วยผ้าสีเหลืองอ่อน ประพรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นเทวดาพระจันทร์ กายสีเหลืองนวล เป็นต้น
สรุปก็คือชื่อเทวดาใช้เป็นชื่อวัน สีประจำวันก็คือสีกายของเทวดา
ส่วนที่มาของการมี 7 วันต่อสัปดาห์ 30-31 วันต่อเดือน มาจากการตกลงกันในยุคโบราณ โดยการอิงดาราศาสตร์ เพื่อให้เป็นมาตรฐาน (อ่านรายละเอียดได้จากหนังสือ หลับถึงชาติหน้า)
สมมุติว่าเมื่อสองพันปีก่อน โลกตกลงให้หนึ่งเดือนมีสามสัปดาห์ สัปดาห์ละสิบวัน เราก็จะหาเทวดามาประจำวันจรจนครบจนได้ และหาสีมาเพ่ิมให้ครบทั้งสิบวัน สามสีที่เพิ่มอาจจะเป็นสีเบจ สีเขียวขี้ม้า สีน้ำเงินเข้ม ฯลฯ แล้วเราก็สร้างตำนานมาเสียบ แล้วก็เชื่อกันไป
ถึงเวลานั้นคนที่เกิดวันที่เคยเป็นวันจันทร์ อาจกลายเป็นวันอังคาหรือเสาร์ ความหมายของวันก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง
ดังนั้นสีมงคล จำนวนวัน ชื่อวันก็เป็นเรื่องสมมุติ ปัญหาคือเราเอาเรื่องสมมุติมากำหนดชีวิตเรา และตกในพันธนาการทางความคิดนั้น โดยไม่รู้ที่มาที่ไป
1
เราวันนี้กำลังอยู่โลกบริโภคนิยมสุดโต่ง เราหาของมาขายได้เสมอ รวมทั้งเรื่องดวงชะตา ไว้หลอกเงินจากคนจิตอ่อนขวัญอ่อน ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ
1
เราขายเรื่องทำนายชีวิตจากสีรถมงคล เลขทะเบียนรถมงคล เลขหมายโทรศัพท์มงคล ฯลฯ
แปลว่าสีไม่มีผลต่อมนุษย์เลยหรือ?
คำตอบคือมี แต่เป็นผลทางจิตวิทยา เช่น การทาบ้านด้วยสีเหลืองอ่อนอาจทำให้จิตใจอบอุ่นขึ้น ทาผนังด้วยสีขาว ก็รู้สึกสดสว่างขึ้น ใช้รถสีแดงอาจทำให้กระชุ่มกระชวยขึ้น เป็นต้น
1
นอกจากนี้ก็เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น เราตกลงกันว่าไฟจราจรสีแดงหมายถึงหยุด
ทางเดียวที่จะค้านเรื่องไสยศาสตร์คือต้านด้วยความรู้ แต่คนที่ไม่สนใจความรู้ จะเชื่อต่อไป ก็ตามสบาย
เตรียมเงินจ่ายค่าเชื่อไว้ด้วยก็แล้วกัน
1
โฆษณา