Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Supawan’s Colorful World
•
ติดตาม
27 พ.ค. เวลา 01:10 • ท่องเที่ยว
Balkan 2026 (10) .. Serbia 02 : Belgrade Fortress
Belgrade หรือ “เบโอกราด” ในภาษาเซอร์เบีย .. เป็นเมืองที่มีเสน่ห์แปลกมากค่ะ .. ไม่ใช่เมืองยุโรปที่ “สวยเนี้ยบ” แบบเวียนนา หรือโรแมนติกหวานแบบปารีสแต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย “ชั้นของประวัติศาสตร์” ร่องรอยสงคราม ความทรงจำของยูโกสลาเวีย และพลังชีวิตของผู้คนที่ยังคงรักเสียงดนตรี อาหาร และการใช้ชีวิตอย่างอบอุ่น
ชื่อ Belgrade มีความหมายว่า “เมืองสีขาว” (White City) เพราะคำว่า Beo แปลว่า “ขาว” และ Grad แปลว่า “เมือง”
เมืองนี้ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายสำคัญ คือแม่น้ำซาวา (Sava) และแม่น้ำดานูบ (Danube) ทำให้ตลอดประวัติศาสตร์มันเป็นทั้ง “ประตูยุโรป” และ “สมรภูมิ” ในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่น่าทึ่งคือ เบลเกรดเป็นหนึ่งในเมืองที่ถูกทำลายและสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากที่สุดในยุโรป .. เคยอยู่ภายใต้ทั้งชาวโรมัน ไบแซนไทน์ ออตโตมัน และออสโตร-ฮังการี
เมืองนี้จึงมีทั้งโบสถ์ออร์โธดอกซ์ ป้อมปราการแบบยุโรปกลาง คาเฟ่สไตล์บอลข่าน และอาคารยุคคอมมิวนิสต์อยู่ปะปนกันอย่างน่าแปลกใจ
Belgrade Fortress .. “หัวใจของประวัติศาสตร์เซอร์เบีย”
เหนือจุดบรรจบของแม่น้ำซาวา และแม่น้ำดานูบ มีป้อมปราการหินสีอ่อนแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา ราวกับเฝ้ามองประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันออกมานานนับพันปี
Belgrade Fortress หรือชื่อที่ชาวเมืองเรียกว่า “คาเลเม็กดัน” (Kalemegdan) ซึ่งมาจากภาษาตุรกี ..
คำว่า kale แปลว่า “ป้อม” และ meydan แปลว่า “ลาน” หรือ “สนาม” สะท้อนให้เห็นว่าเมืองนี้เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันอยู่ยาวนานมาก
ป้อมปราการเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ที่นี่ เป็นเสมือนนหัวใจของเมือง .. เวลายืนอยู่ตรงนั้นจะรู้สึกเหมือนเห็นทั้งประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันออกไหลผ่านตรงหน้า ทั้งกองทัพโรมัน ออตโตมัน และสงครามในยุคใหม่ต่างเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว
การเดินทางเข้าสู่ป้อมแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเดินชมโบราณสถาน .. แต่เหมือนการค่อย ๆ เดินผ่านชั้นเวลาของจักรวรรดิ สงคราม และความทรงจำของผู้คนทั้งภูมิภาคบอลข่าน
เมื่อเดินผ่านแนวสวนสาธารณะด้านหน้า เสียงลมจากแม่น้ำจะค่อย ๆ พัดเข้ามาเบา ๆ ต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่สองข้างทาง .. และตรงลานเปิดกว้างนั้น มีอนุสาวรีย์ที่ชาวเซอร์เบียเรียกว่า “อนุสาวรีย์แห่งมิตรภาพ” (Monument of Gratitude to France)
.. ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์แห่งความขอบคุณต่อฝรั่งเศส ซึ่งเป็นงานศิลปะที่พูดถึง “มิตรภาพในช่วงสงคราม” และ “ความทรงจำของการสูญเสีย”
อนุสาวรีย์แห่งมิตรภาพระหว่างเซอร์เบียและฝรั่งเศส สร้างขึ้นในปี 1930 .. ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1ฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรสำคัญที่ช่วยเหลือเซอร์เบียอย่างมาก ทั้งด้านทหาร การแพทย์ การศึกษา และการอพยพเด็กกำพร้าเซอร์เบียไปยังฝรั่งเศส
สำหรับชาวเซิร์บยุคนั้น ฝรั่งเศสจึงไม่ได้เป็นแค่ประเทศพันธมิตรแต่เป็น “เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างกันในวันที่มืดมนที่สุด”
อนุสาวรีย์นี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อบอกว่า “We love France as France loved us”.. ข้อความนี้ยังสลักอยู่บนฐานอนุสาวรีย์จนถึงปัจจุบันค่ะ
รูปปั้นบรอนซ์ด้านบนเป็นสตรี “กำลังก้าวไปข้างหน้า” ซึ่งเป็นตัวแทนของ “ฝรั่งเศส” .. แต่เธอไม่ได้ยืนสงบนิ่ง..แบบอนุสาวรีย์คลาสสิกทั่วไป เธอกลับเอนตัวไปด้านหน้า แขนเหยียดออก ราวกับกำลังพุ่งฝ่าลมแรง
ประติมากรชื่อดังชาวโครแอต Ivan Meštrović ตั้งใจออกแบบให้เธอดูเหมือน “กำลังรีบเข้ามาช่วย” แทน “ความช่วยเหลือที่มาถึงในยามสิ้นหวัง”
งานศิลปะแบบ Art Deco ชิ้นนี้ทรงพลังมาก .. เส้นสายของผ้า เสื้อผ้า และท่วงท่าของรูปปั้น จะดูโค้งพริ้วและเคลื่อนไหวรุนแรง ให้ความรู้สึก “พลัง” และ “การเคลื่อนไหว” เหมือนลม พายุ และประวัติศาสตร์กำลังพัดผ่านร่างของเธอ
จากตรงนั้น ทางเดินหินจะพาเข้าสู่กำแพงป้อมเก่า ซึ่งเป็นกำแพงที่เคยถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดเวลากว่าสองพันปี ..
.. เพราะ Belgrade Fortress คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปตะวันออก — จุดที่เส้นทางจากยุโรปกลางมาบรรจบกับโลกบอลข่านและจักรวรรดิออตโตมัน
ป้อมปราการแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงเหนือจุดบรรจบของแม่น้ำดานูบและซาวา .. “ตำแหน่งที่ตั้ง” ของมันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุที่ว่า ใครควบคุมจุดนี้ได้ ก็แทบควบคุมเส้นทางการค้าและการทหารของยุโรปตะวันออกได้ด้วย
ชาวโรมันเคยสร้างค่ายทหารไว้ที่นี่ .. จักรวรรดิไบแซนไทน์เคยครอบครอง .. กองทัพออตโตมันและฮับส์บวร์กเคยสู้รบแย่งชิงกันหลายครั้ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลอดกว่า 2,000 ปี ที่นี่ถูกโจมตี ทำลาย และสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมีคนกล่าวว่า เบลเกรดเป็น “เมืองที่ถูกทำลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป”
ภายในป้อม มีพื้นที่ส่วนบนและส่วนล่างเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินหินเก่า และหนึ่งในจุดที่สะดุดตาที่สุด คือ Military Museum, Belgrade
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มีรถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธสงครามตั้งเรียงรายอยู่กลางแจ้ง ราวกับสนามประวัติศาสตร์ที่หยุดเวลาเอาไว้
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1878 หลังเซอร์เบียเริ่มเป็นรัฐเอกราชสมัยใหม่ และรวบรวมสิ่งของทางทหารตั้งแต่ยุคโรมัน จนถึงสงครามโลกและสงครามยูโกสลาเวีย
.. อาวุธ ปืนใหญ่ รถถัง และเครื่องมือทางทหารจำนวนมากที่จัดแสดงกลางแจ้งอยู่ตามแนวกำแพงป้อม
บางชิ้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของชาติ
บางชิ้นกลับทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเงียบงัน
... เพราะสงครามในดินแดนบอลข่าน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในตำรา แต่ยังเป็นความทรงจำที่ยังคงอยู่ในชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
เมื่อเดินต่อไปยังปลายป้อม จะพบกับสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของกรุงเบลเกรด — รูปปั้น “ผู้พิชิต” “Pobednik” หรือ “The Victor”
รูปปั้นชายเปลือยถือดาบและเหยี่ยวนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชัยชนะหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของเซอร์เบียเหนือจักรวรรดิออตโตมันและออสเตรีย-ฮังการี
รูปปั้นนี้ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของป้อม เหนือแม่น้ำทั้งสองสาย เขายืนหันหน้าออกไปทางแม่น้ำซาวา ..
เหมือนกำลังเฝ้ามองดินแดนที่เคยผ่านสงคราม การรุกราน และการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า ประวัติศาสตร์ที่ไหลผ่านเมืองนี้มาตลอดหลายศตวรรษ
ทิวทัศน์ด้านในของปีอม พื้นที่ส่วนที่ติดกับแม่น้ำ
สิ่งที่งดงามที่สุดของ Belgrade Fortress อาจไม่ใช่กำแพงหินหรือปืนใหญ่เก่า หากคือ “ทิวทัศน์” ที่อยู่เบื้องหน้าเมื่อยืนอยู่บนกำแพงป้อมในช่วงเย็น
แม่น้ำดานูบสายกว้าง ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำซาวาอย่างเงียบงาม ปรากฏอยู่ในสายตา .. ในช่วงเย็นย่ำ แสงสีทองของพระอาทิตย์ตกสะท้อนผิวน้ำเป็นประกาย
ลมเย็นพัดผ่านกำแพงหินเก่าแก่ที่เคยเห็นทั้งชัยชนะและความสูญเสียของมนุษย์มาหลายศตวรรษ ที่ให้ความรู้สึกทั้งสงบและเศร้าในแบบยุโรปตะวันออกอย่างประหลาด
ตรงจุดนั้นเอง เบลเกรดดูไม่เหมือน “เมืองแห่งสงคราม” อีกต่อไป
.. แต่กลับเป็นเมืองที่สงบนุ่มลึก เมืองที่เรียนรู้จะอยู่ร่วมกับอดีตของตัวเอง และปล่อยให้แม่น้ำทั้งสองสาย พัดพาประวัติศาสตร์ไหลต่อไปอย่างเงียบงาม
บันทึก
2
1
3
2
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย