วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ

ถอดบทเรียนมรดกหนี้ 16,000 ล้าน ของไมเคิล แจ็กสัน ที่กลายเป็นขุมทรัพย์

เสกเงินให้ลูกใช้เดือนละ 11 ล้านบาท
มรดกหนี้ก้อนมหึมาที่มีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านบาท คือสิ่งที่ราชาเพลงพอปอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน ทิ้งไว้ให้กับคนข้างหลัง
8
แทนที่จะเป็นสินทรัพย์มากมายที่ลูกหลานใช้อย่างไรก็ไม่หมด อย่างที่หลาย ๆ คนคิดไว้
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มรดกหนี้ที่เคยดูเหมือนจะวิกฤติก้อนนั้น กลับมีผู้จัดการมรดกพลิกฟื้นให้กลายเป็นขุมทรัพย์ได้อีกครั้ง
จนทำให้ ไมเคิล แจ็กสัน ขึ้นแท่นกลายเป็นคนดังผู้ล่วงลับที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก..
หรือก็คือแม้ในความตาย ราชาเพลงพอปก็ยังคงสร้างรายได้ และรักษาความยิ่งใหญ่ของตัวเองเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
แล้วพวกเขาทำอย่างไร ถึงพลิกหนี้กว่าหมื่นล้านบาท ให้กลับมาเป็นความมั่งคั่งระดับโลกได้อีกครั้ง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ย้อนกลับไปในวันที่ 25 มิถุนายน 2009 ข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็กสัน สร้างความช็อกให้กับคนทั้งโลก
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าสำหรับคนในครอบครัว คือสถานะทางการเงินของราชาเพลงพอปในตอนนั้น ที่เข้าขั้นวิกฤติหนัก
เพราะสิ่งที่เขาทิ้งไว้ ไม่ใช่เงินสดก้อนโต แต่กลับเป็นหนี้สินก้อนโตที่พอกพูนสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 16,000 ล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายที่เกินตัว โดยมีรายงานว่าเขามีรายจ่ายสูงถึงปีละ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเฉลี่ยเดือนละ 136 ล้านบาท
ซึ่งเงินส่วนใหญ่หมดไปกับการบริจาค งานศิลปะ ของขวัญ และที่หนักที่สุดคือ เครื่องประดับมูลค่ามหาศาล
เมื่อไลฟ์สไตล์การใช้เงินที่ทะลุเพดานเกินรายได้ที่เข้ามา สิ่งที่เขาทำคือการนำสินทรัพย์ชิ้นสำคัญไปค้ำประกันเงินกู้ จนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่
หนี้ก้อนที่ 1 กู้เงิน 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 8,800 ล้านบาท โดยใช้หุ้นในบริษัทลิขสิทธิ์เพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Sony/ATV
ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ที่เก็บลิขสิทธิ์เพลงฮิตของวง The Beatles ที่เขาซื้อมาไว้ ไปค้ำประกัน
หนี้ก้อนที่ 2 กู้เงินมามากกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 2,300 ล้านบาท โดยเอาบริษัทเพลงส่วนตัวของเขาเองอย่าง Mijac Music ไปค้ำประกัน
นอกจากหนี้ก้อนใหญ่ระดับพันล้านบาทเหล่านี้แล้ว ยังมีบรรดาเจ้าหนี้รายย่อยและบริษัทต่าง ๆ จากหลายประเทศ เข้ามายื่นเอกสารขอทวงหนี้รวมกันถึง 65 รายการ
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ สถานการณ์ของไมเคิลตอนนั้น ให้อารมณ์เหมือนคนที่มีบัตรเครดิตหลายใบแล้วรูดจนเต็มวงเงิน
แถมยังใช้จ่ายเกินตัวไปสร้างหนี้พ่วงเพิ่มมาอีก สุดท้ายเมื่อหาเงินมาโปะไม่ทัน ทำให้หนี้บางก้อนกลายเป็นหนี้เสียและถูกปรับไปคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สุดโหด
วงจรนี้ทำให้หนี้สินของเขาพอกพูนเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ถึงปีละ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 980 ล้านบาทเลยทีเดียว
ภาระหนี้ที่รุมเร้าหนักขนาดนี้ ทำให้ในวันที่เขาจากโลกนี้ไป เขาแทบจะไม่มีเงินสดเหลือติดตัวเลย และอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าเกือบจะล้มละลาย
แม้ว่าในเวลาต่อมา ศาลได้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินในกองมรดกของเขาเอาไว้ที่ 111.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท
แต่ความเป็นจริง ตัวเลขที่ถูกประเมินจากทรัพย์สินที่มีค่าเหล่านั้น กำลังถูกทับถมด้วยภูเขาหนี้สินที่ถูกค้ำประกันไว้และคำร้องทวงหนี้จำนวนมาก
หมายความว่า หากกองมรดกบริหารจัดการผิดพลาดเพียงนิดเดียว ขุมสมบัติลิขสิทธิ์เพลงระดับโลกของเขาก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกเจ้าหนี้ยึดไปขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้จนหมด
แต่ท่ามกลางวิกฤติที่ดูเหมือนจะไร้ทางออกนี้ ก็มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ซ่อนอยู่..
เพราะย้อนกลับไปราว ๆ 7 ปีก่อนที่จะเสียชีวิต เขาได้ทำพินัยกรรมและจัดตั้งกองทรัสต์ที่ชื่อ Michael Jackson Family Trust เอาไว้
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ การทำทรัสต์ก็เหมือนการสร้างตู้เซฟนิรภัยขนาดใหญ่ขึ้นมา เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้
พร้อมกับมอบกุญแจตู้เซฟนี้ ให้กับคนที่เขาไว้ใจเข้ามาดูแลจัดการทรัพย์สินทั้งหมด ในฐานะผู้จัดการกองมรดก นั่นคือ
John Branca ทนายความคู่ใจที่ทำงานกับเขามานาน และเป็นคนสำคัญที่เคยเจรจาซื้อขุมทรัพย์ลิขสิทธิ์เพลงของ The Beatles ให้เขาในอดีต
อีกคนคือ John McClain ผู้บริหารค่ายเพลง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของเขา
เมื่อทั้งสองคนเข้ามารับไม้ต่อ ภารกิจแรกที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ การสร้างกระแสเงินสด เพื่อนำไปเจรจาต่อรองและหยุดยั้งการฟ้องร้องจากบรรดาเจ้าหนี้
ซึ่งกลยุทธ์ที่พวกเขาใช้พลิกหนี้กว่าหมื่นล้านบาท ให้กลับมาเป็นขุมทรัพย์อีกครั้ง นั่นก็คือ..
กลยุทธ์ที่ 1 การอุดรอยรั่ว
สิ่งแรกที่ทีมผู้จัดการมรดกทำคือ การเดินหน้าเข้าเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับบรรดาเจ้าหนี้ และคดีความต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน
เพื่อป้องกันไม่ให้ขุมสมบัติลิขสิทธิ์เพลงถูกยึดไปขายทอดตลาด และยังเป็นการเจรจาปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วลงมาเพื่อประวิงเวลา
กลยุทธ์ที่ 2 การสร้างกระแสเงินสดอย่างเร่งด่วน
หลังจากอุดรอยรั่วและรักษาทรัพย์สินสำคัญไว้ได้ ทีมผู้จัดการกองมรดกก็ต้องรีบหากระแสเงินสด เพื่อประคองสถานการณ์
พวกเขาจึงนำฟุตเทจการซ้อมคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของไมเคิล แจ็กสัน ซึ่งเจ้าตัวทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเตรียมคัมแบ็กครั้งใหญ่
มาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี This Is It ในปี 2009 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำรายได้ถล่มทลายทั่วโลกถึง 267 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,700 ล้านบาท
นอกจากนี้พวกเขายังเซ็นสัญญามูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,500 ล้านบาทกับค่าย Sony Music เพื่อออกผลงานเพลง 10 โปรเจกต์ ภายใน 7 ปี
ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่นำเอาเพลงที่อัดเสียงไว้แต่ยังไม่เคยปล่อย มาทำให้สมบูรณ์ รวมถึงหยิบเอาอัลบั้มระดับตำนานในอดีตมาปัดฝุ่นวางขายใหม่
ดีลเหล่านี้กลายเป็นกระแสเงินสดก้อนแรก ๆ ที่เข้ามาต่อลมหายใจให้กองมรดกได้สำเร็จ
กลยุทธ์ที่ 3 การต่อยอดแบรนด์ไมเคิล แจ็กสัน
เพื่อให้รายได้เติบโตต่อ ทีมผู้จัดการมรดกจึงนำเอาความเป็น ไมเคิล แจ็กสัน มาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็น
- โชว์กายกรรมระดับโลก Michael Jackson: The Immortal World Tour ที่ฮิตระเบิด จนขึ้นแท่นกลายเป็นโชว์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปีนั้น
- โชว์ปักหลักประจำที่โรงแรมและกาสิโนชื่อดังในเมืองลาสเวกัส Michael Jackson ONE ได้รับความนิยมข้ามทศวรรษ จนต้องขยายสัญญาไปจนถึงปี 2030
- ละครเวทีบรอดเวย์ MJ: The Musical ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกวาดรายได้จากการขายตั๋วไปอย่างถล่มทลาย
- ภาพยนตร์ชีวประวัติฟอร์มยักษ์เรื่อง Michael ที่ได้ Jaafar Jackson หลานชายแท้ ๆ มาสวมบทบาทแสดงนำ ซึ่งเพิ่งเข้าฉายสด ๆ ร้อน ๆ ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เมื่อตลาดดนตรีสตรีมมิงเริ่มกลับมาบูมถึงขีดสุด ซึ่งเปรียบเสมือนตัวเร่งชั้นดี ที่ทำให้มูลค่าของลิขสิทธิ์เพลงพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว
ทีมผู้จัดการมรดกจึงใช้จังหวะนี้ ทยอยปลดล็อกมูลค่าด้วยการขายขุมทรัพย์ในมือออกไปทำกำไร ไม่ว่าจะเป็น
- การขายหุ้น 50% ในบริษัทลิขสิทธิ์เพลง Sony/ATV คืนให้กับทาง Sony
- การขายหุ้น 10% ที่ถืออยู่ในบริษัทเพลง EMI ให้กับ Sony
- ตัดสินใจขายหุ้น 50% ในมาสเตอร์เพลงและลิขสิทธิ์ผลงานของตัวไมเคิล แจ็กสัน เองให้กับ Sony
ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการที่เฉียบขาด ทำให้กองมรดกสามารถสร้างรายได้นับตั้งแต่เขาเสียชีวิตไป รวมแล้วสูงถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 114,000 ล้านบาท
ซึ่งตัวเลขระดับปรากฏการณ์นี้ ส่งผลให้ไมเคิล แจ็กสัน ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของคนดังผู้ล่วงลับที่ทำรายได้สูงสุดในโลก ประจำปี 2025 จากการจัดอันดับของ Forbes
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความมั่งคั่งระดับกว่าแสนล้านบาทนี้ ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสียทีเดียว เพราะที่ผ่านมากองมรดกของเขายังต้องเผชิญกับมหากาพย์การฟ้องร้องหลายตลบ
อีกทั้งยังมีข้อพิพาทกับกรมสรรพากร เรื่องการประเมินภาษีที่ยังยืดเยื้อยาวนาน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว เม็ดเงินมหาศาลที่ถูกปั๊มออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็ถูกส่งตรงเข้าสู่กองทรัสต์ เพื่อส่งต่อให้กับผู้รับผลประโยชน์ ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ นั่นคือ
- สัดส่วน 40% มอบให้คุณแม่ ใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิต
- สัดส่วน 40% มอบให้ลูกทั้ง 3 คนเท่า ๆ กัน
- สัดส่วน 20% ที่เหลือ มอบให้องค์กรการกุศล
และกำหนดไว้ว่า หากวันหนึ่งคุณแม่เสียชีวิตลง เงินส่วนที่เหลือจากโควตา 40% นี้ก็จะถูกโอนกลับไปสมทบให้กับลูก ๆ ของเขาแทน
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้ให้เงินลูกเป็นก้อนใหญ่ตูมเดียว แต่กำหนดไว้ให้ทยอยได้รับเงินก้อนเมื่ออายุครบ 30 ปี 35 ปี และที่เหลือทั้งหมดเมื่ออายุครบ 40 ปี
และในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลารับเงินก้อน พวกเขาก็ยังจะได้ค่าเลี้ยงดู เพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตให้อย่างเต็มที่
โดยในปี 2025 ก็มีเอกสารเปิดเผยว่า Paris Jackson ลูกสาวของเขาได้รับผลประโยชน์จากกองมรดกไปแล้วประมาณ 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,100 ล้านบาท
คิดคร่าว ๆ แล้วก็เท่ากับว่า ตลอด 16 ปีที่ผ่านมาเธอได้รับเงินจากกองมรดกของคุณพ่อ เฉลี่ยเดือนละประมาณ 11 ล้านบาทเลยทีเดียว
และบทสรุปจากมหากาพย์มรดกของราชาเพลงพอปทั้งหมดนี้ ก็น่าจะเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า
แม้คนคนหนึ่งจะมีความสามารถในการหาเงินได้มากมายมหาศาลแค่ไหน แต่หากขาดวินัยทางการเงิน ความมั่งคั่งที่สร้างมาทั้งชีวิต ก็อาจพังทลายลงได้ในพริบตา
แต่ก็ยังดีที่ไมเคิล แจ็กสัน ได้วางแผนส่งต่อมรดกอย่างชัดเจนไว้ จนทำให้ชื่อของ ไมเคิล แจ็กสัน ไม่ใช่แค่ตำนานราชาเพลงพอปที่ทิ้งไว้เพียงเสียงดนตรี
แต่ยังถูกต่อยอดจนกลายเป็นแบรนด์ธุรกิจอมตะ ที่ทำเงินได้มหาศาลและยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา จากน้ำมือของผู้บริหารสินทรัพย์ที่เขาไว้ใจ ในท้ายที่สุด..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#MichaelJackson
โฆษณา