28 พ.ค. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

แรดไปทั่วเมือง จากวันที่แรดเกือบสูญพันธุ์ สู่วันที่มันเดินอยู่กลางเมืองเนปาล

มีประโยคหนึ่งในสารคดีของ The Guardian ที่อ่านแล้วมันติดอยู่ในหัว เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งในหุบเขามาดี ประเทศเนปาล พูดถึงแรดอินเดียที่เดินออกมาจากป่าว่า
“บางวันพวกมันเดินผ่านหน้าบ้านเลย”
ฟังดูเหมือนเป็นประโยคธรรมดา แต่ถ้าลองนึกภาพตามดีๆ มันคือสัตว์หนักเกือบ 2 ตัน เดินอยู่บนถนนสายเดียวกับที่เด็กปั่นจักรยาน คนไปตลาด หรือรถมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านทุกวัน
แถมคนเนปาลจำนวนมากไม่ได้พูดถึงมันในฐานะสัตว์ที่ต้องกำจัด แต่พูดเหมือนมันกลายเป็นเพื่อนบ้านประหลาดๆ ที่ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกันให้ได้
เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะโลกทุกวันนี้เรามักได้ยินข่าวสัตว์ป่าหายไป ป่าถูกทำลาย หรือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่ที่เนปาลกลับเกิดปัญหาอีกแบบหนึ่ง คือ สัตว์ป่ากลับมาเยอะเกินไป จนเริ่มชนกับชีวิตคนจริงๆ
รวมถึงเรื่องที่คนไทยกำลังเจอ อย่างประเด็นช้างป่าที่ออกมาเตร็ดเตร่หากินในพื้นที่ชุมชน
แต่เรื่องราวในตอนนี้ขอพูดถึงแรดกันก่อน
ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1970 แรดอินเดียในเนปาลแทบสูญพันธุ์ เหลืออยู่ประมาณร้อยตัวเท่านั้น การล่า การบุกรุกป่า ทำให้สัตว์ใหญ่หลายชนิดหายไปอย่างหนัก
แต่พอรัฐบาลเนปาลเริ่มจริงจังกับการอนุรักษ์ ตั้งอุทยานแห่งชาติจิตวัน (Chitwan National Park) เพิ่มมาตรการต่อต้านการล่า และให้ชุมชนรอบป่ามีส่วนร่วม ปรากฏว่าทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนไป แรดเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้มีเกือบ 700 ตัว
แม้มันเป็นข่าวดี แต่เรื่องนี้กลับมีปัญหาตามมา เพราะเมื่อสัตว์กลับมา พื้นที่ของมนุษย์กับสัตว์มันเริ่มซ้อนทับกัน
ปัจจุบัน แถวเมืองเซาราฮา ใกล้อุทยานแห่งชาติจิตวัน ชาวบ้านทั่วไปตลอดจนนักท่องเที่ยวสามารถเห็นแรดเดินอยู่กลางถนน เดินผ่านร้านอาหาร ผ่านโรงแรม ผ่านร้านขายของเหมือนหมาจรตัวหนึ่ง ไม่ต้องเข้าป่า ซื้อทัวร์เพื่อควานหาอย่างในอดีต
ในรายงานของ The Guardian เล่าว่า มีแรดตัวหนึ่งเดินเข้าไปในโรงแรมตอนกลางคืน ผู้จัดการโรงแรมต้องใช้ไฟฉายแรงสูงส่องตาเพื่อค่อยๆ บังคับทิศทางให้มันเดินออกไปอีกด้าน
ผู้อยู่เหตุการณ์พากันตื่นเต้น นักท่องเที่ยวหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิป แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนท้องถิ่นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะถ้ามันตัดสินใจพุ่งชนขึ้นมา ทุกอย่างจบเลย
ย้อนไปปี 2024 มีคนเสียชีวิตจากสัตว์ป่าในพื้นที่รอบจิตวัน 11 คน ในจำนวนนั้น 8 คนตายเพราะแรด
ประเด็นของแรดในเนปาลมันจึงกลายเป็นงานที่ซับซ้อน เพราะมันส่งผลต่อชุมชนที่ตั้งรกรากอยู่ไม่ห่างจากป่านัก
เมื่อสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น ออกหากินนอกอาณาเขตป่ามากขึ้น มีเหตุปะทะกับคนมากขึ้น มันมักบานปลายไปสู่ความขัดแย้ง
ขณะเดียวกัน ระดับความเข้าใจของเรื่องนี้ในปัจจุบันเองก็มีหลายระดับ บางคนสงสารสัตว์ บางกลุ่มเห็นใจคน แต่ก็ยังหาจุดตรงกลางที่อยู่กันอย่างสันติสุขไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม
หนึ่งในคนที่เข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คือผู้หญิงชื่อ โดมา ปาอูเดล (Doma Paudel) ไกด์หญิงคนแรกของเนปาล และผู้ก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือเหยื่อสัตว์ป่า และเป็นคนที่เสียแม่ไปเพราะแรดระหว่างออกไปเก็บหาฝืนนอกหมู่บ้าน
หลังเสียแม่ ปาอูเดลไม่ได้เกลียดสัตว์ป่า ไม่ได้เรียกร้องให้กำจัดแรด แต่กลับเลือกทำงานเรื่องการอยู่ร่วมกันแทน
ปาอูเดล จัดเวิร์กช็อปให้คนในชุมชน สอนว่าถ้าเจอแรดต้องทำยังไง ถ้าเจอเสือควรหนีแบบไหน เธอใช้การเล่นบทบาทสมมติ ให้เด็กๆ กับชาวบ้านลองจำลองสถานการณ์จริง เพราะเธอรู้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดจากสัตว์ป่าไม่ได้มาจากความดุร้าย แต่เป็นเพราะความตื่นตระหนกแล้วตัดสินใจผิด
นอกจากครอบครัวของปาอูเดล ยังมีอีกหลายครอบครัวที่สูญเสียคนสำคัญไป แต่ถึงอย่างนั้น หลายคนก็ยังไม่อยากให้สัตว์ป่าหายไป
เพราะพวกเขารู้ว่า ถ้าวันหนึ่งแรดหาย เสือหายไป หรือสัตว์ป่าชนิดใดชนิดหนึ่งหายไป ทุกอย่างรอบตัวอาจพังตาม การท่องเที่ยวจะหาย รายได้จะหาย แม่น้ำอาจเปลี่ยน ระบบนิเวศอาจล่ม และสุดท้ายคนก็อยู่ยากเหมือนกัน
เรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในประเทศไทย เวลาช้างป่าออกจากป่าแล้วไปเดินในหมู่บ้าน คนจำนวนมากมักถามว่า ‘ทำไมไม่จับไปไว้ที่อื่น’ หรือ ‘ทำไมไม่ผลักกลับเข้าป่า’
แต่การจัดการมีความซับซ้อนกว่านั้น บางพื้นที่อาจเป็นการบุกรุกป่าจริง แต่บางที่อยู่มานานก่อนจะพบเจอสัตว์ป่าอย่างในปัจจุบัน
ข้อมูลสัตว์ป่าในหลายๆ พื้นที่เริ่มไม่สอดคล้องกับปัจุบัน สัตว์ป่าอาจมีมากเกินจะแบ่งปันอาณาเขตได้ไม่เหมือนก่อน และอีกหลายองค์ความรู้ที่ยังไม่มีข้อสรุป
และเราไม่สามารถเอาเหตุการณ์ที่เกิดกับที่หนึ่งมาใช้อีกที่ได้ จากบริบทแวดล้อมและต้นตอเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนกัน
ตอนนี้มีหลายฝ่ายกำลังเร่งแก้ไขเรื่องนี้อยู่ ก็คงต้องเอาใจช่วยกันต่อไป
และจากเรื่องในเนปาล มันก็ชวนให้เราคิดต่อว่า ถ้าเราประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์จริงๆ แล้ววันหนึ่งสัตว์ป่ากลับมาเต็มป่า เราพร้อมจะอยู่ร่วมกับพวกมันหรือยัง
เพราะการอนุรักษ์ที่แท้จริง อาจไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสัตว์ให้รอดจากการสูญพันธุ์ แต่คือการทำให้คนที่อยู่ข้างป่าสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องเลือกว่าจะรักสัตว์หรือรอดชีวิต
บางทีนั่นอาจเป็นเรื่องยากที่สุดของการอนุรักษ์เลยก็ได้
อ้างอิง
‘They come right past the house’: learning to live with rhinos as numbers soar in Nepal https://www.theguardian.com/environment/2026/apr/21/rhinos-on-the-high-street-human-wildlife-conflict-nepal-aoe
Tourists and Locals Learning to Live Among Rhinos in Nepal's Streets After the Rare Animal Sees a Population Boom https://people.com/wild-rhinos-wander-nepal-streets-posing-threat-to-tourists-locals-11955088
โฆษณา