28 พ.ค. เวลา 00:33 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (15) … Bosnia 03 : Sarajevo : Old Town 01

ซาราเยโว (Sarajevo) เมืองหลวงของประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมจนได้รับฉายาว่า "เยรูซาเลมแห่งยุโรป" เนื่องจากมีการผสมผสานระหว่างอารยธรรมออตโตมันและออสเตรีย-ฮังการีอย่างลงตัว
จากสะพานเล็ก ๆ ริมแม่น้ำมิลยัคกาอย่าง Latin Bridge สะพานที่โลกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของชนวนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง …
เมื่อเดินลึกเข้ามาในย่านเมืองเก่าของ Sarajevo บรรยากาศก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความเงียบขรึมของประวัติศาสตร์ กลายเป็นจังหวะชีวิตที่อบอุ่นและร่วมสมัยของเมืองหลวงแห่งบอลข่านแห่งนี้
สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารยุคออสโตร-ฮังกาเรียน .. ซุ้มหน้าต่างโค้ง ระเบียงปูนปั้น และผนังสีพาสเทลที่ผ่านกาลเวลามานานกว่าร้อยปี
ร้านกาแฟเล็ก ๆ เปิดโต๊ะออกมาริมถนน ผู้คนพูดคุย สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟเข้มแบบบอสเนีย
ราวกับว่าเมืองนี้เข้าใจดีว่า .. “ชีวิต” คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้ได้ หลังจากเคยสูญเสียมันไปมากมายในสงคราม .. ธงของบอสเนียและธงสหรัฐอเมริกาที่แขวนอยู่หน้าร้านบางแห่ง สะท้อนประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของซาราเยโว
… เมืองที่เคยถูกปิดล้อมอย่างยาวนานในสงครามบอสเนียช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ระหว่างทาง ยังมีรูปปั้นของ Nikola Tesla นักประดิษฐ์ผู้เปลี่ยนโลกด้วยพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ .. เขานั่งนิ่งอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง พร้อมหลอดไฟในมือ ราวกับกำลังมองดูผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเงียบ ๆ
.. และเตือนว่า “แสงสว่าง” ของมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว .. แต่เกิดจากความคิด ความหวัง และการไม่ยอมแพ้ต่อความมืดของยุคสมัย
เมื่อเดินต่อมาอีกไม่ไกล .. เมืองค่อย ๆ เปิดออกเป็นลานสีเขียวสงบกลางเมือง ผู้สูงวัยหลายคนนั่งเล่นหมากรุกบนกระดานขนาดใหญ่กลางสวน
ภาพธรรมดาเช่นนี้กลับงดงามอย่างน่าประหลาด .. เพราะในเมืองที่เคยผ่านเสียงปืนและการปิดล้อมยาวนานการได้นั่งเล่นหมากรุกกลางสวน อาจเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ “สันติภาพ” ที่จับต้องได้ที่สุด
ตรงกลางสวนมีอนุสาวรีย์รูปมนุษย์ยืนอยู่ภายในเส้นวงโค้งคล้ายโลก มีนกหลายตัวโบยบินรายรอบ ... ประติมากรรมนี้มีชื่อว่า "Multicultural Man" หรือ "Multicultural Man Builds the World" (ภาษาบอสเนีย: Multikulturalni čovjek)
ประติมากรรมชิ้นนี้ตั้งอยู่โดดเด่นที่จัตุรัสแห่งการปลดปล่อย (Liberation Square - Trg Oslobođenja - Alija Izetbegović) ซึ่งอยู่ระหว่างย่านเมืองเก่าและเขตเมืองใหม่
.. โดยมีฉากหลังที่มองเห็นได้คือ อาสนวิหารพระคริสตสมภพ (Cathedral Church of the Nativity of the Theotokos) ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในซาราเยโว
อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงอุดมคติของ “มนุษย์และโลก” แนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งเคยเป็นหัวใจของซาราเยโวมาเนิ่นนาน
เรื่องราวและความน่าสนใจของสถานที่และภาพนี้มีดังนี้ค่ะ:
1. ความหมายของประติมากรรม (The Multicultural Man)
ผู้สร้างสรรค์: เป็นผลงานของศิลปินประติมากรชาวอิตาลีชื่อ ฟรานเชสโก เปริลลี (Francesco Perilli) ถูกนำมาติดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1997 หลังจากการสิ้นสุดของสงครามบอสเนียได้ไม่นาน
สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ: ตัวอนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อสำริดรูปคนยืนทรงตัวอยู่บนลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยเส้นละติจูดและลองจิจูด ชูมือสองข้างขึ้นเชื่อมต่อกัน โดยมีนกพิราบขี่อยู่บนเส้นสายเหล่านั้น สื่อถึงความสามัคคี ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างโลกใบใหม่
ศิลปินได้มอบผลงานชิ้นนี้ให้แก่เมืองซาราเยโวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ยกย่องจิตวิญญาณของเมืองที่สามารถผ่านพ้นโศกนาฏกรรมสงคราม
.. และยังคงรักษาความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่ผู้คนต่างเชื้อชาติและศาสนา (ทั้งมุสลิม คริสต์ออร์โธดอกซ์ คริสต์คาทอลิก และยิว) สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
2. ฉากหลังอันสะท้อนความเป็นพหุวัฒนธรรม
โบสถ์ที่เห็นด้านหลังคือโบสถ์นิกายเซอร์เบียนออร์โธดอกซ์ (สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19) ซึ่งถ้าเดินถัดไปอีกไม่ไกลในบริเวณใกล้เคียงกัน ก็จะพบทั้งมหาวิหารคาทอลิก (Sacred Heart Cathedral) มัสยิดเก่าแก่สไตล์ออตโตมัน (Gazi Husrev-beg Mosque) และสุเหร่ายิว (Synagogue)
ความใกล้ชิดของศาสนสถานเหล่านี้ในย่านเมืองเก่า ทำให้ซาราเยโวได้รับฉายาว่าเป็น "เยรูซาเล็มแห่งยุโรป" (Jerusalem of Europe) ภาพถ่ายมุมนี้ของอนุสาวรีย์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดเช็กอินที่สวยงามในย่าน Old Town เท่านั้น
.. แต่ยังเป็นภาพจำลองที่บอกเล่าเรื่องราวความหวัง ความเพียรพยายามในการเยียวยาบาดแผลจากสงคราม และการเปิดรับความแตกต่างหลากหลายของเมืองซาราเยโวได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจมากค่ะ
ใกล้กันนั้น ยังมีรูปปั้นของ Meša Selimović นักเขียนคนสำคัญของอดีตยูโกสลาเวีย .. ผู้เขียนนวนิยาย Death and the Dervish งานวรรณกรรมที่พูดถึงความศรัทธา อำนาจ ความโดดเดี่ยว และความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
รูปปั้นของเขายืนเงียบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ราวกับกำลังเฝ้ามองเมืองที่ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองและบาดแผลของประวัติศาสตร์มาแล้วทุกแบบ
ซาราเยโวจึงไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวสวยงามในยุโรปตะวันออก .. แต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วย “ความทรงจำ” เมืองที่เคยแตกสลาย แต่ยังคงเลือกจะมีชีวิต
ร้านกาแฟยังคงเปิด .. ยังคงเล่นหมากรุกในสวน ยังคงปล่อยให้นกบินเหนืออนุสาวรีย์กลางเมือง และยังคงต้อนรับผู้เดินทางด้วยหัวใจอ่อนโยนเสมอ
Sacred Heart Cathedral — หัวใจแห่งศรัทธาของซาราเยโว
มหาวิหาร Sacred Heart Cathedral หรือ “Cathedral of the Sacred Heart of Jesus” คนท้องถิ่นเรียกว่า Katedrala Srca Isusova .. โบสถ์คาทอลิกที่สำคัญที่สุดในใจกลางเมืองซาราเจโว (Sarajevo) ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งของเมืองนี้
โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ระหว่างปี ค.ศ. 1884 – 1887) ในช่วงเวลาที่ซาราเจโวกำลังเปลี่ยนผ่านจากอิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่การปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งส่งผลให้สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปเริ่มเข้ามามีบทบาทในเมืองนี้มากขึ้น ผู้ออกแบบคือ ยอซิป วานคาช (Josip Vancaš) สถาปนิกชื่อดังชาวเวียนนา โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากโบสถ์ Notre-Dame ในเมืองดีฌง (Dijon) ประเทศฝรั่งเศส
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น .. รูปแบบตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ นีโอ-โกธิค (Neo-Gothic) ผสมผสานกับองค์ประกอบแบบ นีโอ-โรมาเนสก์ (Neo-Romanesque) มีหอคอยคู่ทรงเหลี่ยมที่สูงตระหง่านและหน้าต่างกุหลาบ (Rose Window) ขนาดใหญ่ที่งดงามอยู่บริเวณหน้าบัน
ภายในมหาวิหารเต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบสงบ .. ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยกระจกสี (Stained Glass) นำเข้าจากอินส์บรุค แท่นบูชาหลักทำจากหินอ่อนกริสิกนาโนสีขาวตัดกับคอลัมน์หินอ่อนสีแดงจากทีโรล ด้านบนของประตูทางเข้ามีงานแกะสลักรูปพระหฤทัยของพระเยซู ซึ่งลวดลายนี้ยังถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของตราประจำเมืองและธงของเขตซาราเจโวอีกด้วย
แต่มหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเท่านั้น ..
ในช่วงสงครามบอสเนียระหว่างปี 1992–1995 มันกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความอดทนของชาวซาราเยโว เมืองที่ถูกปิดล้อมยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
แม้เสียงปืนและกระสุนปืนใหญ่จะดังก้องอยู่รอบเมือง แต่มหาวิหารยังคงยืนหยัดอยู่กลางความเสียหาย ราวกับหัวใจที่ยังเต้นอยู่ท่ามกลางความมืดมนของสงคราม
ด้านหน้ามหาวิหาร ยังมีรูปปั้นของ Pope John Paul II ผู้เคยเสด็จเยือนซาราเยโวหลังสงคราม เพื่อส่งสารแห่งสันติภาพและการให้อภัยแก่ผู้คนในดินแดนที่บอบช้ำแห่งนี้
ในช่วงสงครามบอสเนียและการปิดล้อมซาราเจโว (ปี ค.ศ. 1992 – 1996) … อาคารโบสถ์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสะเก็ดระเบิดและกระสุนปืน แต่ก็ไม่ได้ถูกทำลายลงทั้งหมด ในเวลาต่อมาจึงได้มีการบูรณะครั้งใหญ่เพื่อซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม อย่างไรก็ตาม บริเวณลานด้านหน้าและรอบ ๆ โบสถ์บางจุดยังคงหลงเหลือ "กุหลาบซาราเจโว" (Sarajevo Roses) ซึ่งเป็นรอยหลุมระเบิดบนพื้นคอนกรีตที่ถูกถมด้วยเรซินสีแดง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงผู้เสียชีวิตในสงคราม
บริเวณลานกว้างด้านหน้าโบสถ์ มีอนุสาวรีย์สัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2 ตั้งอยู่ ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2014 เพื่อรำลึกถึงการเสด็จเยือนซาราเจโวในปี ค.ศ. 1997 หลังสงครามสิ้นสุดลง เพื่อประทานพรและส่งสารแห่งสันติภาพและความปรองดองให้แก่ประชาชนทุกศาสนา
ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดนัดพบยอดนิยมของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว โดยมักจะได้ยินคำพูดติดปากของคนที่นี่ว่า "ไปเจอกันที่หน้าโบสถ์นะ" รอบ ๆ บริเวณลานโบสถ์รายล้อมไปด้วยคาเฟ่ ทางเดินเท้า และย่านการค้าเก่าแก่ที่ผสมผสานพหุวัฒนธรรม (ทั้งคาทอลิก ออร์โธดอกซ์ และอิสลาม) ไว้อย่างลงตัวและสงบ
Sarajevo Meeting of Cultures — จุดที่โลกสองฝั่งมาบรรจบกัน
เดินห่างจากมหาวิหารเพียงไม่กี่ก้าว บนพื้นถนนจะมีเส้นโลหะเส้นหนึ่งพาดผ่าน พร้อมข้อความว่า “Sarajevo Meeting of Cultures” .. มันอาจดูเรียบง่ายจนหลายคนเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต แต่แท้จริงแล้ว นี่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของเมืองซาราเยโว
เส้นนี้แบ่ง “สองโลก” ออกจากกันอย่างนุ่มนวล
ทางฝั่งหนึ่ง คือย่านเก่าของออตโตมัน (ย่าน Baščaršija) .. คุณจะเห็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันออก ตลาดโบราณที่ขายเครื่องทองเหลือง พรม หลังคากระเบื้อง ตลาดทองแดง ร้านกาแฟบอสเนียโบราณ หอนาฬิกา ตรอกหินแบบตะวันออก และยอดโดมของมัสยิดแก้ว (Gazi Husrev-beg Mosque) ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมอิสลาม
อีกฝั่งหนึ่งในทางกลับกัน .. บรรยากาศจะสลับขั้วกลายเป็นยุโรปกลางในพริบตา อาคารบ้านเรือนจะเป็นตึกสไตล์คลาสสิก นีโอ-เรเนซองส์ และนีโอ-โกธิค ที่สร้างขึ้นในยุคที่จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีเข้ามาปกครอง (รวมถึงอาสนวิหารพระหฤทัย) ถนนจะกว้างขวาง มีร้านค้าและคาเฟ่สไตล์เวียนนาตั้งเรียงราย และสถาปัตยกรรมคลาสสิกแบบตะวันตก
ซาราเยโวจึงเป็นเมืองที่คุณสามารถได้ยินเสียงระฆังโบสถ์และเสียงอะซานจากสุเหร่าในเวลาใกล้เคียงกัน .. เราจะเห็นโบสถ์คาทอลิก โบสถ์ออร์โธดอกซ์ สุเหร่า และธรรมศาลายิว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก
เยรูซาเล็มแห่งยุโรป ... นี่คือเมืองที่อารยธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์หลายสายที่วัฒนธรรมตะวันออก (อิสลาม/ออตโตมัน) และตะวันตก (คริสต์/ยุโรป) มาบรรจบและหลอมรวมกันได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่มีกำแพงกั้น มีเพียงเส้นหินอ่อนเส้นเดียวบนพื้นเท่านั้น
.. บางครั้งการอยู่ร่วมกันอาจจะเกิดขึ้นอย่างงดงาม บางครั้งก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งและบาดแผล และนั่นเองที่ทำให้ “Sarajevo Meeting of Cultures” ไม่ใช่เพียงจุดถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว แต่มันคือภาพแทนของยุโรปทั้งทวีป ดินแดนที่ความแตกต่างสามารถสร้างทั้งความงดงาม… และโศกนาฏกรรมได้พร้อมกัน
เข็มทิศบนพื้น: สัญลักษณ์รูปเข็มทิศที่อยู่ตรงกลาง นอกจากจะบอกทิศจริงแล้ว ยังบอกนัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้วยว่าฝั่งไหนรับอิทธิพลมาจากทิศใด
นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปโดยยืนคร่อมเส้นนี้ คนละข้าง หรือก้าวจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อสัมผัสความรู้สึกของการ "ย้ายทวีปและข้ามศตวรรษ" ภายในก้าวเดียวค่ะ
.. และเมื่อยืนอยู่ตรงเส้นนั้น แล้วมองย้อนกลับไปยังมหาวิหาร Sacred Heart Cathedral ผู้คนอาจเริ่มเข้าใจว่า ซาราเยโวไม่ใช่เมืองที่ถูกจดจำเพราะสงครามเพียงอย่างเดียว .. แต่มันคือเมืองที่พยายามพิสูจน์ให้โลกเห็นเสมอว่า แม้ประวัติศาสตร์จะเต็มไปด้วยรอยแผล มนุษย์ก็ยังสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้อีกครั้ง ท่ามกลางเสียงระฆัง เสียงสวด และถนนสายเดียวกัน
โฆษณา