28 พ.ค. เวลา 03:41 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Fargo

“เรื่องเล่า” เพื่ออธิบายโลกที่ไร้เหตุผลใบนี้
เพิ่งได้ดู Fargoฉบับซีรีส์ที่มีอยู่ 5 ซีซั่นจบไปแบบรวดเดียว ข้อดีของซีรีส์ชุดนี้คือมีเรื่องราวจบในตัว ไม่ต้องดูเรียงซีซั่น เพียงอาจจะมีตัวละครบางตัวมารับเชิญบ้าง ต้องยอมรับว่าซีรีส์สร้างโลกเฉพาะตัวออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งตลกร้าย ตำนานพื้นบ้าน อาชญากรรม
ถ้าจะให้เข้าใจซีรีส์ Fargo ให้ลึก ต้องย้อนกลับไปที่โลกของพี่น้องโคเอนทั้งโจเอลและอีธานสร้างต้นแบบที่เป็นหนังขึ้นมาก่อน เพราะซีรีส์ทั้งเรื่องคือการสืบทอด “จักรวาลความคิด” ของสองพี่น้องคู่นี้โดยตรง Fargo เปรียบเสมือนดังโลกประหลาดของพี่น้องโคเอน เมื่อเต็มไปด้วยเรื่องบังเอิญ ความโง่เขลา ชะตากรรมที่เย้ยหยันมนุษย์และความชั่วที่ไร้คำอธิบาย
ถ้ามองเผินๆ Fargo อาจดูเหมือนซีรีส์อาชญากรรมธรรมดา มีฆาตกร มีตำรวจ มีศพ และคนซวยที่ชีวิตพังเพราะการตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว แต่ความจริงแล้ว Fargo คือโลกแบบพี่น้องโคเอนอย่างแท้จริง สองพี่น้องผู้เป็นทั้งนักเล่าเรื่อง นักเสียดสี และนักปรัชญาในคราบคนทำหนัง
หนังของพวกเขาไม่เคยมองมนุษย์เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่มองมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่กำลังพยายามเอาตัวรอดในจักรวาลที่ไร้เหตุผล ในหนังฮอลลีวูดทั่วไป คนดีมักชนะ คนชั่วมักแพ้ และทุกอย่างมีเหตุผลรองรับ
แต่ในโลกของพี่น้องโคเอน ชีวิตไม่เคยทำงานแบบนั้น คนอาจตายเพราะอยู่ผิดที่ผิดเวลา อาชญากรรมอาจเริ่มจากเรื่องโง่ๆ ฆาตกรอาจหนีรอด และคนดีอาจไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย นี่คือโลกที่ “โชคชะตา” ดูมีอำนาจมากกว่าคุณธรรม หนังอย่าง No Country for Old Men ,A Serious Man หรือ Burn After Reading ล้วนพูดถึงมนุษย์ที่พยายามควบคุมชีวิต แต่สุดท้ายกลับถูกโลกเหวี่ยงเล่นเหมือนของเล่น
Fargo ก็เช่นกัน คนจำนวนมากในซีรีส์ไม่ได้เป็นอาชญากรมืออาชีพ แต่เป็นคนธรรมดาที่ทำเรื่องผิดพลาด และเมื่อความผิดพลาดเริ่มขึ้น ทุกอย่างจะพังทลายราวโดมิโน
สิ่งที่น่ากลัวในงานของสองพี่น้อง คือ ความชั่ว มักไม่มีคำอธิบายง่ายๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้งานของพี่น้องโคเอนน่ากลัว เพราะความชั่วไม่ได้ถูกอธิบายจนเข้าใจง่าย แต่มันปรากฏขึ้นรวดเร็วและเข้ามาโดยไม่สนใจศีลธรรมของมนุษย์ จุดสำคัญอีกอย่าง คือ ตัวละครส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา พนักงานขายประกัน แม่บ้าน ตำรวจท้องถิ่น ช่างเสริมสวย เจ้าของร้านเล็กๆ
มันเหมือนกับว่าพี่น้องโคเอนไม่เคยมองคนธรรมดาว่าไร้ความหมาย ตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อว่าความกล้าหาญเล็กๆ ของคนธรรมดา มีค่ามากกว่าอำนาจของคนใหญ่โตเสียอีก ตัวละครตำรวจหญิงในซีรีส์ Fargo หลายภาค จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางศีลธรรมของเรื่อง พวกเธอไม่ได้เก่งเหนือมนุษย์ แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่า คือ ความเป็นมนุษย์และมีหลักการ
สิ่งที่แปลกที่สุดในหนังของสองพี่น้อง คือมันตลก ทั้งที่เต็มไปด้วยศพ ความรุนแรง และโศกนาฏกรรม นี่คือเอกลักษณ์สำคัญของพี่น้องโคเอน พวกเขาเชื่อว่าชีวิตมนุษย์ทั้งน่าเศร้าและน่าขันในเวลาเดียวกัน
ในซีรีส์ Fargo แม้สองพี่น้องโคเอนไม่ได้ลงมาสร้าง Fargo แบบคุมงานทุกขั้นเอง แต่คนที่เป็นหัวเรือหลักจริงๆ คือ โนอาห์ ฮอว์ลีย์ ส่วนพี่น้องโคเอนมีบทบาทสำคัญในฐานะ executive producer และที่สำคัญกว่านั้นคือ จิตวิญญาณ ของซีรีส์ทั้งเรื่องมาจากงานของพวกเขาแทบทั้งหมด พูดง่ายๆ คือ โนอาห์คือคนเขียนและควบคุมซีรีส์ แต่เขากำลังเล่นอยู่ในจักรวาลความคิดแบบสองพี่น้องโอเอน
โนอาห์เองก็เคยพูดหลายครั้งว่า เขาไม่ได้อยากลอกหนัง Fargo ปี 1996 ตรงๆ แต่ต้องการขยายโลกแบบโคเอนออกไป ว่าถ้าโลกประหลาดแบบนั้นยังดำเนินต่อไปในอเมริกา จะเกิดเรื่องอะไรได้อีก
ซึ่งนั่นก็คือซีรีส์ทั้ง 5 ซีซั่น
แม้ทุกซีซั่นจะขึ้นต้นว่า “This is a true story” แต่แทบทั้งหมดคือเรื่องแต่ง ทว่าความน่ากลัวของ Fargo อยู่ตรงที่ คนดูรู้สึกเสมอว่าเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นจริงที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ Fargo คือเรื่องของโลกที่ไร้เหตุผล โลกที่คนธรรมดาอาจตายเพราะเรื่องบังเอิญ โลกที่ความชั่วดูเหมือนมีพลังลึกลับหนุนหลัง โลกที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ และโลกที่จักรวาลไม่เคยอธิบายอะไรกับมนุษย์ สิ่งที่ Fargo ทำได้ยอดเยี่ยมคือการทำให้เรื่องแต่ ดูเหมือนตำนานพื้นบ้านที่เกิดขึ้นจริงได้
1 : ปีศาจในคราบมนุษย์
ซีซั่นแรกคือภาคที่ใกล้เคียงหนังต้นฉบับมากที่สุด เมืองเล็ก หิมะ คนธรรมดา และอาชญากรรมที่เริ่มจากเรื่องเล็กน้อย ชายขี้แพ้ธรรมดาๆ ได้พบกับมัลโวนักฆ่าลึกลับที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
มัลโวไม่ใช่แค่ฆาตกร เขาเหมือนซาตานในคราบมนุษย์ เขาเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ปลุกด้านมืดในใจผู้คน ชักนำให้คนธรรมดากลายเป็นฆาตกร และหัวเราะเยาะศีลธรรมของมนุษย์ หลายฉากในเรื่องทำให้ เขาดูเหมือนสิ่งเหนือธรรมชาติ เขาปรากฏตัวผิดที่ผิดเวลา เอาตัวรอดจากสถานการณ์ไม่น่าเชื่อ อ่านจิตใจคนเก่งผิดมนุษย์ และหายไปเหมือนไม่มีตัวตน
แต่ไม่เคยยืนยันว่าเขาเป็นปีศาจจริงหรือไม่ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคำตอบ คือคำถามว่ามนุษย์ต้องการปีศาจจริงๆ หรือความชั่วอยู่ในตัวเรามาตลอดแล้ว ซีซั่น 1 จึงเป็นเรื่องของการล่มสลายทางศีลธรรมของคนธรรมดา และเป็นนิทานเกี่ยวกับปีศาจที่เดินอยู่ในอเมริกายุคใหม่
2 : UFO กลางสงครามแก๊ง นี่คือซีซั่นที่ดีที่สุดของ Fargo
เรื่องราวเกิดในปลายยุค 70 ช่วงเวลาที่อเมริกาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงหลังสงครามเวียดนาม การลอบสังหารทางการเมือง และยุคทองของทฤษฎีสมคบคิด ภาคนี้เริ่มเหมือนหนังมาเฟีย แต่ค่อยๆ กลายเป็นบางสิ่งที่แปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ ที่ช็อกที่สุดคือการปรากฏตัวของ UFO ตลอดทั้งเรื่องจะมีแสงประหลาดบนท้องฟ้าโผล่มาเป็นระยะ และในฉากดวลปืนสำคัญ UFO ก็ปรากฏตรงหน้าอย่างชัดเจนจนทุกคนหยุดนิ่ง
UFO ใน Fargo ไม่ได้มีไว้พิสูจน์ว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง แต่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่มนุษย์อธิบายไม่ได้ มันสะท้อนโลกยุค 70 ที่ผู้คนเริ่มไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าอะไรคือความจริง รัฐบาลโกหกหรือไม่ สงครามมีความหมายไหม สังคมกำลังล่มสลายหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุด UFO คือสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นตำนาน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องจริงมักถูกเติมแต่งด้วยข่าวลือ ความเชื่อ และสิ่งเหนือธรรมชาติ
จึงเหมือนกำลังบอกว่า มนุษย์ไม่ได้จดจำประวัติศาสตร์ตามความจริง แต่จดจำผ่านความกลัวและเรื่องเล่า
3 : ฝันร้ายของโลกสมัยใหม่
ซีซั่น 3 คือภาคที่ลึกลับและเป็นปรัชญามากที่สุด มันก่นด่าเสียดสีระบบทุนนิยม ที่ค่อยๆ กลืนกินตัวตนของคนเราไป มันไม่ใช่เรื่องแก๊งสเตอร์หรือฆาตกรแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความจริงที่ถูกบิดเบือน ตัวร้ายวี เอ็ม วาร์ก้าเป็นเหมือนผีของระบบทุนนิยมยุคใหม่ เขาไม่มีตัวตนชัดเจน ไม่มีอดีตแน่นอน ไม่มีแม้แต่ความจริงเกี่ยวกับตัวเอง เขาควบคุมผู้คนผ่านเอกสาร กฎหมาย ธุรกิจ และข้อมูลข่าวสาร และฆ่าทันทีที่มีบางอย่างอาจจะทำให้เหตุการณ์อยู่เหนือการควบคุม
แต่ความน่ากลัวของเขาไม่ใช่ปืน แต่คือความสามารถในการทำให้คนสงสัยว่า ความจริงมีอยู่จริงหรือเปล่า
ซีซั่น 3 เต็มไปด้วยภาพเหนือจริง ลานโบว์ลิ่งลึกลับเหมือนโลกหลังความตายและชายประหลาดที่เหมือนยมทูตอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์
นี่คือ Fargo ในรูปแบบฝันร้ายเชิงปรัชญา โลกที่ความจริงถูกทำลายโดยระบบสมัยใหม่
4 : ผีของประวัติศาสตร์อเมริกัน
ซีซั่น 4 เปลี่ยนแนวอีกครั้ง กลายเป็นมหากาพย์อาชญากรรมในแคนซัส ซิตี้ ยุค 1950 เรื่องนี้พูดถึงการต่อสู้ระหว่างแก๊งอาชญากรรมผู้อพยพ ทั้งอิตาเลียน ไอริช ยิว และคนดำ ภาคนี้ใกล้เคียงประวัติศาสตร์จริงมากที่สุด เพราะอเมริกาในยุคนั้นเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มมาเฟียชาติพันธุ์จริงๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ผี” ที่โผล่เข้ามาเป็นระยะๆ
ซีซั่น 4 มีวิญญาณปรากฏอย่างชัดเจน เด็กหญิงคนหนึ่งเห็นผีของผู้เสียชีวิตตามหลอกหลอนเธออยู่เสมอ และครอบครัวของเธอก็อาศัยบ้านที่อาศัยรับประกอบพิธีจัดงานศพ มันเหมือนกับว่าหากบ้านเป็นประเทศ มันก็เป้นประเทศที่เต็มไปด้วยผีและความรุนแรง
ผีในซีซั่นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องสยองขวัญ แต่คืออดีตที่ยังตามหลอกหลอนอเมริกา ทั้ง ความรุนแรง การเหยียดผิว การกดขี่ และเลือดที่หลั่งในอดีต ไม่เคยหายไปไหน มันยังคงวนเวียนอยู่เหมือนวิญญาณที่ไม่มีวันสงบ
5 : นิทานพื้นบ้านอเมริกันยุคใหม่
ซีซั่น 5 กลับมาสู่โลกร่วมสมัย แต่ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายตำนานเป็นเรื่องของโดโรธี แม่บ้านธรรมดาที่ต้องถูกตามล่าโดยนายอำเภอผู้เชื่อว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ถูกสร้างเหมือนคาวบอยปีศาจจากอเมริกายุคเก่า ชายที่เชื่อในอำนาจ ความเป็นเจ้าของ และความรุนแรง แต่ตัวละครที่ลึกลับที่สุดคือโอเล่ มันซ์ นักฆ่าประหลาดผู้มีชีวิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และเคยเป็น Sin-Eater หรือผู้กินบาปให้กับคนตายที่ร่ำรวย ซึ่งตำนาน Sin-Eater มีอยู่จริงในยุโรปสมัยก่อน เชื่อว่าบางคนสามารถรับบาปของผู้ตายไว้กับตนเองผ่านพิธีกรรม
Fargo นำแนวคิดนี้มาสร้างเป็นตัวละครที่เหมือนสิ่งมีชีวิตนอกกาลเวลา ชายที่แบกรับความชั่วของมนุษย์มาหลายร้อยปี เร่ร่อนอยู่ในโลกอย่างไร้บ้านและไร้ความหมาย ซีรีส์ไม่เคยตอบชัดว่าโอเล่เป็นมนุษย์อมตะจริงหรือไม่ แต่ในโลกของ Fargo ความคลุมเครือนั่นแหละคือคำตอบ
เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเขาเป็นอะไร แต่ความสำคัญอยู่ที่สิ่งที่เขา “เป็นตัวแทน” เขาคือบาป ความหิว ความโดดเดี่ยว และความทุกข์ที่มนุษย์ส่งต่อกันมาตลอดประวัติศาสตร์ และสิ่งที่งดงามที่สุดของซีซั่น 5 คือ ตอนจบไม่ได้จบด้วยความรุนแรง แต่จบด้วย “ความเมตตา”
 
ราวกับ Fargo กำลังถามว่า บางทีสิ่งเดียวที่หยุดวงจรความชั่วได้ อาจไม่ใช่ปืนหรืออำนาจ แต่คือการมองอีกฝ่ายเป็นมนุษย์
Fargo จบลงที่ซีซั่น 5 ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งโนอาห์ก็บอกว่าเขาไม่ปิดทางให้กับซีซั่น 6 หากมีเรื่องที่ต้องการจะเล่าจริงๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของซีรีส์ Fargo ที่แต่ละซีซั่นมักห่างกันหลายปี เพราะเรื่องที่ทั้งคม ทั้งสนุก ทั้งกระตุ้นต่อมคิดแบบนี้ มันหายากจริงๆ
เรียงลำดับความชอบ 1 2 3 5 4
คะแนนรวม 9/10
โฆษณา