เมื่อวาน เวลา 13:16 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด?

ถ้าสังเกตกันดี ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แค่ไหน แต่ "เงินบาท" ของเรามักจะแข็งค่า อึด ถึก ทน กว่าเพื่อนบ้านเสมอ?
ส่วนหนึ่งก็เพราะเราได้รับการซัพพอร์ตอย่างดีจาก "Current Account Surplus" หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะทองคำคอยปกป้องประเทศอยู่ครับ พูดง่าย ๆ คือ มีเงินไหลเข้าบ้านเราจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าไหลออก
เวลาโลกมีปัญหาเงินไหลกลับ คนอื่นเขาแย่ แต่เงินบาทเรายังหล่อ ๆ แข็งปั๋งเพราะมีลมใต้ปีกคอยหนุนอยู่ตลอด
(ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเรามีเงินออมในประเทศเยอะกว่าการลงทุนอยู่เกือบตลอด ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศ)
1
แต่หลังโควิดมา เราก็ไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเดิมแล้ว
และใครได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด บอกเลยว่าต้องมีเสียวสันหลังกันบ้าง... เพราะเกราะทองคำที่เคยค้ำจุนเงินบาทมาหลายปี กำลังบางลงเรื่อย ๆ และไทยเราอาจจะกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ก็ได้
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ลองมาดู 4 สัญญาณเตือนภัย (3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว + 1 ปัจจัยลบระยะสั้น) ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของประเทศเราหลังจากนี้กัน:
1. ของที่เราเคยขายได้... วันนี้เริ่มสู้เขาไม่ได้แล้ว 🚗
อดีตเราเคยภูมิใจกับฉายา "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เป็นอู่ข้าวอู่น้ำส่งออกรถยนต์ ปิโตรเคมี และสินค้าอุตสาหกรรม
แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ตัวเลขดุลการค้าเดือนล่าสุดของไทย แม้ตัวเลขส่งออกจะโต double digit แต่เราขาดดุลทะลุกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “ต่อให้หักค่าน้ำมันและพลังงานออกไป” ดุลการค้าส่วนที่เหลือก็ขาดดุล สะท้อนว่าสินค้าที่ไทยผลิตเริ่มแข่งด้านเทคโนโลยีและราคาของคู่แข่ง (โดยเฉพาะจีน) ไม่ได้แล้ว
2. มหันตภัยเงียบ... ดุลบริการที่เปลี่ยนไป 📱✈️
หลายคนคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก ดุลการค้าติดลบช่างมัน เดี๋ยวเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติถมเข้ามา ดุลบริการก็กลับมาบวกเอง"
แต่ความจริงฟ้องว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเท่าก่อนโควิดแล้ว แต่ดุลบริการของเราก็แทบไม่เกินดุลเหมือนยุคก่อนโควิดแล้ว! เหตุผลเพราะ:
• มูลค่าการค้าทั้งส่งออกและนำเข้าของเราเพิ่มขึ้นเยอะ และเราเสียค่าขนส่งให้ต่างชาติเพิ่มมากขึ้นตาม
• "Digital Deficit" หรือการขาดดุลดิจิทัล ลองนึกภาพดูครับ ทุกวันนี้เราจ่ายค่า Netflix, Spotify, iCloud, ยิงแอดโฆษณา Facebook/Google หรือกดสั่งของแพลตฟอร์มต่างชาติกันเดือนละเท่าไหร่? เงินพวกนี้คือเงินไทยที่ “ไหลออก” แบบเงียบ ๆ ทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต และทำให้เราขาดดุลบริการมากขึ้น
2
3. การลงทุนมาแรง... แต่นำเข้าก็เพิ่มขึ้นเยอะ? 💾
ช่วงนี้เราเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นเยอะ และเห็นข่าวบิ๊กเทคระดับโลกแห่มาลงทุนตั้ง Data Center หรือ Cloud Service ในไทยระดับแสนล้าน ฟังดูมีความหวังใช่ไหมครับ
แต่ในมุมบัญชีเดินสะพัด อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ (Import Content) สูงถึง 80-90%! ในช่วงแรกของการก่อสร้าง ไทยจึงต้องสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ ชิปคอมพิวเตอร์ และระบบระบายความร้อนราคาแพงมหาศาลเข้ามา ยิ่งมีการลงทุนเยอะ ดุลการค้าเราก็ยิ่งติดลบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
2
แต่อาจจะปลอบใจได้ว่าการลงทุนเหล่านี้ financed โดยเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เลยไม่น่าจะน่ากลัวขนาดนั้น ถ้า FDI หยุด การขาดดุลตรงนี้ก็อาจจะหายไป
4. หมัดฮุคระยะสั้น: พลังงานโลกยังแพง ⛽️
ซ้ำร้ายด้วยปัจจัยระยะสั้นอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะมาก (และก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อย ๆ) พอราคาโลกขยับ มูลค่าการนำเข้าเราก็โป่งพอง กลายเป็นตัวซ้ำเติมดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้ดิ่งลงไปอีก
1
💡 มองข้ามช็อต: ยอมรับความจริงใหม่ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit”?
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า “อ้าว! ก็ไหนบอกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดที่พัง ส่วนหนึ่งมาจากเครื่องจักร Data Center ที่บิ๊กเทคเขาเอาเงินเข้ามาลงทุน (FDI) ไง? เขาก็ไฟแนนซ์กันเองในตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นน่ากลัวเลย”
มองแบบนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งในเชิงบัญชีครับ... แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเลย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขพาดหัวข่าว (Headline Number) ประกาศออกมาว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ไปพร้อม ๆ กับที่เรา ขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) จากการทำงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน
เมื่อ 2 ตัวนี้มารวมกัน ไทยจะถูกทรานส์ฟอร์มในสายตานักลงทุนทันทีว่าเป็นประเทศที่เกิด "Dual Deficit" หรือภาวะขาดดุลแฝด
📍ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?
ในโลกของการลงทุน ประเทศที่มี Dual Deficit คือประเทศที่ "ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ (ต้องพึ่งพาเงินคนอื่น)" ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)
จากเดิมที่ Global Investors เคยภูมิใจและมองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ที่เงินบาทแข็งแกร่งเพราะมีเกราะเกินดุลค้ำอยู่ หลังจากนี้มุมมองอาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ:
1
1. เงินทุนเคลื่อนย้ายง่ายขึ้น (Capital Outflow): เม็ดเงินต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยอาจจะไหลออกง่ายขึ้น เพราะความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น
1
2. เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้าง: จากที่เคยแข็งค่ามาหลายปี เงินบาทอาจจะกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าง่ายและผันผวนสูงขึ้นกว่าเดิม
📍บทสรุป
ถ้าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขติดลบชั่วคราว มันอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" (Structural Shift) ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยในสายตาชาวโลก
การทำนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังอาจจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
จริงอยู่ว่าค่าเงินที่อาจจะอ่อนค่าอาจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
แต่ถ้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังหน้าตาเหมือนเดิม ไม่เร่งปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน และปรับสู่เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง...เสถียรภาพของเศรษฐกิจอาจจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ได้
โฆษณา