29 พ.ค. เวลา 02:41 • การเกษตร
มหาวิทยาลัยพะเยา

จากบ่อดินสู่นวัตกรรม ยกระดับ “ผำ” พืชน้ำแห่งอนาคตสู่สากลอย่างยั่งยืน

หากพูดถึง “ผำ” หลายคนอาจนึกถึงพืชน้ำเม็ดเล็กสีเขียวที่ลอยอยู่ตามบ่อหรือหนองน้ำในชนบท แต่เบื้องหลังพืชน้ำธรรมดาชนิดนี้ กลับซ่อนคุณค่าทางโภชนาการไว้อย่างมหาศาล เพราะผำอุดมไปด้วยโปรตีนสูงและมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน จนได้รับการจับตามองในฐานะ “อาหารแห่งอนาคต” ของโลก
ผำ หรือ ไข่ผำ
ที่ชุมชนแม่ปืม จังหวัดพะเยา ผำไม่ได้เป็นเพียงพืชน้ำธรรมดาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ของชุมชน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านโป่งเกลือ นิลลาพะเยา และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงผำอย่างยั่งยืน
เมื่อปัญหาในชุมชน กลายเป็นโจทย์วิจัย
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เกิดจากความตั้งใจของ “คุณปิยะฉัตร คำวัง” ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านโป่งเกลือ นิลลาพะเยา ที่ต้องการนำผำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน
แต่เมื่อเริ่มหาวัตถุดิบในท้องตลาดกลับพบปัญหาหลายด้าน ทั้งปริมาณที่ไม่เพียงพอ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ บางแหล่งมีกลิ่นเหม็น และเมื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการยังพบสารปนเปื้อน จนไม่สามารถนำไปบริโภคหรือแปรรูปต่อได้
ขณะเดียวกัน ผำแห้งมาตรฐานที่มีจำหน่ายในตลาดกลับมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท ทำให้ต้นทุนไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
คุณปิยะฉัตรจึงทดลองเพาะเลี้ยงผำด้วยตนเองในบ่อกะละมัง แต่กลับพบปัญหาใหม่ ทั้งอากาศร้อนจัด ออกซิเจนในน้ำต่ำ และไม่รู้ว่าควรใช้ปุ๋ยชนิดใด จนผำตายทั้งหมด
นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการนำปัญหาจริงในชุมชนเข้าสู่กระบวนการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา โดยมีโจทย์สำคัญคือ
ต้องเป็นนวัตกรรมที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ ใช้ต้นทุนน้อย แต่ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ
คุณปิยะฉัตร คำวัง ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านโป่งเกลือ นิลลาพะเยา
คุณปิยะฉัตร คำวัง
Smart IoT บนฐานภูมิปัญญาชุมชน
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย ผศ.ดร.สุธรรม อรุณ หัวหน้าโครงการวิจัย และ ดร.ทรงพล ผัดวงศ์ ผู้ช่วยนักวิจัย เข้ามาร่วมออกแบบระบบเพาะเลี้ยงผำที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับวิถีชุมชนอย่างลงตัว
หัวใจสำคัญของโครงการ คือการนำระบบ Smart IoT เข้ามาช่วยติดตามและบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงแบบเรียลไทม์ ทั้งอุณหภูมิ คุณภาพน้ำ ธาตุอาหาร และแสงสว่าง ควบคู่กับการปรับปรุงโรงเรือนเพื่อลดการปนเปื้อน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้แตกต่าง คือการออกแบบระบบให้ “ชาวบ้านใช้งานได้จริง”
อุปกรณ์ที่ใช้เป็นเพียงเครื่องวัดอุณหภูมิและค่าปุ๋ย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับเครื่องจักรราคาแพง เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ผู้เลี้ยงสามารถเติมน้ำหรือใช้ไม้แกว่งน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนแทนการใช้เครื่องตีน้ำขนาดใหญ่ ส่วนปุ๋ยที่ใช้ก็เป็นเพียงปุ๋ยสูตร A/B ในปริมาณไม่มาก แต่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของผำ
ผศ.ดร.สุธรรม อรุณ อธิบายว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยเข้ามาช่วย คือ “การควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตดีขึ้นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้”
ขณะที่ ดร.ทรงพล ผัดวงศ์ เสริมว่า การนำอุปกรณ์ตรวจวัดเข้ามาใช้ ช่วยสร้างข้อมูลและหลักฐานเชิงรูปธรรมที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดได้จริง
นักวิจัย
จาก 20 กิโลกรัม สู่ 100 กิโลกรัมต่อเดือน
เมื่อระบบเพาะเลี้ยงเริ่มลงตัว ผลลัพธ์ก็เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
กำลังการผลิตผำสดของกลุ่มเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 10–20 กิโลกรัมต่อเดือน เป็นประมาณ 100 กิโลกรัมต่อเดือน สมาชิกสามารถเก็บเกี่ยวผำจากกระชังได้ทุก 3–5 วัน และนำมาจำหน่ายให้ศูนย์กลางของกลุ่มในราคากิโลกรัมละ 40 บาท
ผำที่ได้ยังผ่านการตรวจมาตรฐานและได้รับการรับรอง GAP ซึ่งนิลลาพะเยาถือเป็นกลุ่มแรกของพื้นที่ที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และสามารถขยายตลาดได้กว้างกว่าเดิม
ในด้านรายได้ สมาชิกในชุมชนที่เคยแทบไม่มีรายได้จากอาชีพเสริม ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้พื้นฐานเดือนละกว่า 2,000 บาท และหากนำไปแปรรูปเป็นผำอบแห้งที่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท รายได้ต่อเดือนอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 10,000 บาท
มากกว่ารายได้ คือคุณค่าที่ส่งกลับสู่ชุมชน
โครงการนี้ไม่ได้สร้างเพียงมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างผลกระทบทางสังคมที่วัดผลได้จริง
จากการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) พบว่า ทุก 1 บาทที่ลงทุน สามารถสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ชุมชนได้ถึง 3.81 บาท ทั้งในรูปแบบรายได้ อาชีพ และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
ขณะเดียวกัน โครงการยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะ
  • SDG 2 : ขจัดความหิวโหย ผ่านการพัฒนาแหล่งอาหารโปรตีนสูงที่เข้าถึงได้
  • SDG 13 : การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านระบบการเพาะเลี้ยงที่ใช้ทรัพยากรน้อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
SROI ของโครงการ
จากชุมชนเล็ก ๆ สู่ศูนย์เรียนรู้แห่งอนาคต
เมื่อกระบวนการผลิตเริ่มมีเสถียรภาพ ทั้งนักวิจัยและชุมชนต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน คือการขยายผลสู่พื้นที่อื่น
ปัจจุบันเครือข่ายการเพาะเลี้ยงผำของกลุ่มได้ขยายไปมากกว่า 20 ครัวเรือน รวมถึงพื้นที่ห้วยบง ภูซาง และเชียงคำ โดยมีศูนย์กลางทำหน้าที่รับซื้อ ควบคุมคุณภาพ และแปรรูปผลผลิตร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดอบรมและจำหน่ายชุดเพาะเลี้ยงพื้นฐาน เพื่อให้ผู้สนใจสามารถนำกลับไปทดลองเพาะเลี้ยงเองได้ ทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและต่อยอดเป็นอาชีพเสริม
ตลาดของผลิตภัณฑ์ผำเองก็เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบผำอบแห้ง การนำไปผสมในผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงการวางจำหน่ายในร้านของฝาก ร้านกาแฟ และงานแสดงสินค้าทั่วประเทศ
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันยังมีนักวิจัยจากหลายสถาบันสั่งจองผำแห้งล่วงหน้าเพื่อนำไปใช้ในการวิจัย สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผำไทยในระดับวิชาการและอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน
โครงการนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยพะเยา ในการนำองค์ความรู้จากห้องเรียนและห้องวิจัย ลงไปแก้ปัญหาและสร้างโอกาสให้กับชุมชนจริง
ผู้สูงวัยที่เคยประกอบอาชีพแกะปลา แต่ไม่สามารถทำงานหนักได้อีกต่อไป วันนี้สามารถสร้างรายได้จากการเลี้ยงผำในกระชังเล็ก ๆ หน้าบ้าน
นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อทดลองทฤษฎี แต่ลงไปเพื่อรับฟังปัญหา และร่วมกันออกแบบทางออกที่เหมาะกับบริบทของชุมชนอย่างแท้จริง
จากพืชน้ำเล็ก ๆ ในบ่อดินของชุมชนแม่ปืม วันนี้ “ผำ” กำลังก้าวสู่การเป็นอาหารแห่งอนาคต ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจชุมชน งานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ
โฆษณา