Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
29 พ.ค. เวลา 12:44 • หนังสือ
บทที่ 11
ฉันใช้มือเปียก ๆ ลูบหน้าของเจ้าตัวประหลาดน้อย จนผมสีดำอ่อนนุ่มของมันยุ่งเป็นสามหย่อม จากนั้นก็พูดกับมันว่า
“อย่าขยับมั่ว”
ถ้าตกลงไปจริง ๆ ก็ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนแล้ว อีกอย่างน้ำในลำธารตอนนี้เย็นมาก ไหลลงมาจากยอดเขาโดยตรง
เจ้าตัวประหลาดจ้องหน้าฉัน ก่อนจะหันไปมองลำธารใสเป็นประกาย มันกอดกรงเล็บตัวเองไว้ สีหน้าดูอยากเล่นน้ำมาก
ฉันเช็ดหน้าแล้วลุกขึ้น จับมือทั้งสองข้างของมัน ก่อนยกทั้งตัวขึ้นเหนือลำธาร
หางของมันห้อยลงมา ฉันจุ่มปลายหางที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีขาวลงในน้ำทันที พอหางโดนน้ำ เจ้าตัวประหลาดก็หัวเราะ “คัก คัก คัก” ขึ้นมาทันที แล้วรีบม้วนหางหนีกลับไป
ฉันเดาว่ามันคงหมายถึงน้ำเย็นเกินไป
ฉันยังคงหย่อนมันลงต่อ เท้ากรงเล็บค่อย ๆ แตะน้ำเย็นจัด มันก็รีบหดขากลับอีก
ยิ่งฉันหย่อนต่ำลง มันก็ยิ่งหดตัวเป็นก้อน พยายามเกาะมือฉันไว้แน่น ราวกับโคอาล่าที่เกาะกิ่งไม้
แขนเริ่มเมื่อย ฉันจึงวางมันกลับบนก้อนหินแล้วถามว่า
“ยังอยากเล่นน้ำอีกไหม?”
มันกอดเท้าตัวเองไว้ ตัวสั่นทีหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็จามออกมา
เป็นการจามที่ทรงพลังมาก จนตัวมันเองกระเด็นหงายหลังลงไปบนก้อนหิน
เจ้าตัวประหลาดนอนแผ่บนหินด้วยสีหน้างุนงง ใบหน้าขาว ๆ กับดวงตาตั้งสีเหลืองอมเขียวคู่โต พอทำหน้าตาแบบนั้นออกมา มันทั้งประหลาดทั้งน่าขำ
เหมือนพวกน่ากลัวแต่น่ารักอะไรแบบนั้น
บริเวณนี้ต้นไม้ไม่หนามาก ส่วนใหญ่เป็นพุ่มเตี้ย ๆ เรือนยอดสูง ๆ อยู่ด้านบนไปอีก จึงมีแสงแดดลอดผ่านช่องว่างตกลงมา
ตรงหน้าของเจ้าตัวประหลาดมีวงแสงพอดี มันถูกดึงดูดความสนใจ แล้วใช้กรงเล็บแตะแสงบนก้อนหินอย่างตั้งอกตั้งใจ
ฉันวักน้ำล้างหน้าเสร็จ นั่งมองมันแตะวงแสงโง่ ๆ อยู่ประมาณสามนาที
ตอนฉันแบกมันออกเดินทางต่อ มันยังหันกลับไปมองวงแสงสว่างบนก้อนหินอย่างอาลัยอาวรณ์
ฉันเดินเร็วมาก พอตกบ่ายก็เข้าไปลึกในเขาหลายลูกแล้ว พบร่องรอยสัตว์จำนวนมากแถวบ่อน้ำในป่า และยังเจอโพรงกระต่ายสองแห่ง แต่ข้างในว่างเปล่า
พอตกกลางคืน ฉันหาที่ค่อนข้างโล่งเพื่อพัก
รอบ ๆ มีแต่กิ่งไม้กับใบไม้แห้ง แค่รวบ ๆ ก็จุดกองไฟได้แล้ว
ฉันยกก้อนหินมาก้อนหนึ่งวางข้างกองไฟ ตั้งกระป๋องเหล็กใส่น้ำบนไฟต้มน้ำ ส่วนแผ่นแป้งที่ย่างไว้ตอนเช้าเย็นหมดแล้ว ก็เอาลวดเสียบแล้วอังไฟให้อุ่น
กระป๋องเหล็กไม่ใหญ่ น้ำข้างในมีไม่มาก ไม่นานก็เดือดปุด ๆ
ฉันเด็ดใบไม้หนา ๆ กำหนึ่งมาใช้แทนผ้าจับ ยกกระป๋องร้อน ๆ ไปวางพักให้เย็น แล้วกลับมาย่างแผ่นแป้งต่อ
กลิ่นหอมไหม้ ๆ ทำให้ท้องฉันร้องโครกคราก
เจ้าตัวประหลาดที่ซบอยู่ในอ้อมแขนกำลังแทะกะหล่ำปลีชะงักไป จากนั้นมันก็แนบท้องฟังเสียงท้องฉันอย่างจริงจัง
ฉันเดาได้เลยว่ามันจะทำอะไร
แน่นอน หลังจากฟังเสร็จ มันก็ยื่นใบกะหล่ำปลีในมือมาให้ฉัน
ฉันก้มลงกัดไปคำหนึ่ง แล้วกดมือมันกลับไป มันจึงกลับไปแทะกะหล่ำปลีต่ออย่างมีความสุข
แผ่นแป้งที่อังไฟแล้วแข็งกว่าเดิมอีก แต่กินกับน้ำก็ยังพอกลืนได้
คนที่ผ่านโลกหลังวันสิ้นโลกมา ไม่มีใครบ่นว่าอาหารไม่อร่อยหรอก
เปลือกไหม้ด้านนอกของแผ่นแป้งกรอบมาก ตอนกัดจะมีเสียงกร๊อบกร๊าบ
ฉันกัดไปพลาง เผลอก้มลงมอง ก็พบว่าเจ้าตัวประหลาดกำลังจ้องฉันอีกแล้ว
ดวงตาของมันใหญ่เกินไป ตอนกลางคืนยังสะท้อนแสงเรือง ๆ ก่อนหน้านี้ฉันเคยตกใจเพราะดวงตาคู่นี้อยู่หลายครั้ง แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว
ไม่ใช่แค่ชิน บางครั้งฉันยังอ่านความคิดจากแววตามันได้ด้วย
อย่างตอนนี้ ฉันเดาว่ามันคงเริ่มสนใจแผ่นแป้งในมือฉันอีกแล้ว
เจ้าตัวเล็กนี่มีความอยากรู้อยากเห็นสูงมาก อะไรก็ตามที่มันไม่เคยเห็นล้วนทำให้มันสนใจ ทั้งสิ่งที่มีเสียง มีกลิ่น โดยเฉพาะพวกนั้นมันจะชอบมาก
ฉันแกะเปลือกกรอบของแผ่นแป้งส่งให้มัน
มือยังไม่ทันยื่นไปถึง มันก็อ้าปากรอเองแล้ว
เวลามันอ้าปากกว้าง ปากนั้นใหญ่มากจริง ๆ ทุกครั้งที่ป้อนอาหาร ฉันรู้สึกเหมือนมันอาจเผลอกัดมือฉันเข้าได้ทุกเมื่อ
ทั้งที่มันกินเองได้แท้ ๆ แต่ดูเหมือนมันจะชอบให้ฉันป้อนมากกว่า
ทุกครั้งที่ฉันป้อน มันจะดีใจมาก หางแกว่งไปมา อ้าปากกว้าง จนฉันนึกถึงลูกนกในรัง ที่พอแม่นกบินกลับมาก็อ้าปากรออาหารทันที
บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าเจ้าตัวประหลาดเกิดมาได้จังหวะดีจริง ๆ
ถ้ามันเกิดในช่วงสองปีแรกที่แม้แต่ฉันยังแทบไม่มีอะไรกิน ไม่ต้องพูดถึงการแบ่งอาหารให้มัน บางทีตัวมันเองอาจถูกใช้เป็นเสบียงไปแล้วก็ได้
ในช่วงสองสามปีแรกนั้น ไม่มีใครยอมแบ่งอาหารให้คนอื่น ต่อให้เป็นญาติหรือคนรัก ก็ยากจะสละความหวังของตัวเองภายใต้ความหิวโหยสุดขีดแบบนั้น
ตอนนั้นฉันจึงมักคิดว่า โชคดีที่ตัวเองอยู่คนเดียว ไม่ต้องแบกรับใคร
แต่ตอนนี้...
ฉันเอาเปลือกกรอบใส่ปากเจ้าตัวประหลาด มันกัดดังกร๊อบกร๊าบเหมือนฉัน แล้วร้อง “เมะ เมะ” อย่างดีใจ พยายามให้ฉันดูปากมัน ก่อนจะกัดต่อ
แต่กัดได้ไม่กี่คำก็หมด
พอรู้ว่าไม่มีอะไรในปากแล้ว มันก็เม้มปากแปะ ๆ ไม่ได้ขอเพิ่ม เพียงยื่นกรงเล็บมากอดเอวฉัน แล้วเตรียมนอน
ฉันกินอาหารเย็นของตัวเองต่อ
ก่อนหน้านี้ไม่ได้สังเกต แต่พอเจ้าตัวประหลาดทำแบบนั้น ฉันก็เริ่มตั้งใจฟังเสียงกร๊อบกร๊าบเวลาตัวเองกัด
หนึ่งครั้ง สองครั้ง กร๊อบ กร๊อบ
ฉันเผลอนับขึ้นมา พอกินเสร็จถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังทำเรื่องไร้สาระอยู่
เจ้าตัวประหลาดหลับแล้ว หลับอย่างสบายใจ
กลางคืนบนภูเขาหนาวมาก แม้กองไฟจะอยู่ตรงหน้า บริเวณที่โดนไฟก็อุ่น แต่ด้านหลังก็ยังเย็นเยียบ พอลมพัดมาก็ยิ่งหนาว
ฉันใช้ชีวิตเร่ร่อนกลางแจ้งมานาน จนชินกับการนอนกลางฟ้าดินแบบนี้แล้ว
แต่ยิ่งอยู่ในที่ที่เงยหน้าก็เห็นท้องฟ้าแบบนี้นานเท่าไร ก็ยิ่งโหยหาบ้านที่กันลมกันฝนได้มากขึ้นเท่านั้น
กลางดึก ฝนปรอยเริ่มตกในป่า กองไฟดับลง ฉันอุ้มเจ้าตัวประหลาดที่กำลังหลับไปหลบใต้ต้นไม้
เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่าอาจฝนตก ฉันเลยพกเสื้อกันฝนมาด้วย
มันเป็นเสื้อกันฝนสีน้ำเงินเข้มแบบที่ใช้ขี่มอเตอร์ไซค์ ด้านหน้าและด้านหลังยาวมาก มีหมวกคลุม
ฉันจำได้ว่าตอนประถม เวลาฝนตก พ่อก็มารับฉันด้วยเสื้อกันฝนแบบนี้
ตอนนั้นฉันนั่งอยู่เบาะหลัง กอดเอวพ่อไว้ เสื้อกันฝนสีน้ำเงินคลุมร่างเล็ก ๆ ของฉัน แยกฉันออกจากม่านฝนภายนอกเหมือนเป็นคนละโลก
เสียงฝนดังเปาะแปะบนเสื้อกันฝนเหนือหัว ชายเสื้อปลิวตามลม มองเห็นหยดฝนกระแทกพื้นถนนแตกกระจาย...
ฉันสวมเสื้อกันฝนเงียบ ๆ แล้วยืนรอฝนหยุดใต้ต้นไม้
สายฝนบางเบาตกกระทบเสื้อกันฝนอย่างเงียบเชียบ ฝนฤดูใบไม้ผลิก็มักตกเงียบแบบนี้
แม้ฝนจะไม่หนัก แต่เมื่อไม่มีกองไฟ อุณหภูมิร่างกายก็ลดลงเร็วมาก จนหนาวจับใจ
เจ้าตัวประหลาดถูกฉันกอดไว้ตรงอก ตรงนั้นอุ่นที่สุด เสื้อกันฝนช่วยกันละอองฝน มันจึงยังหลับสบาย
มันนอนอยู่ตรงจุดที่อุ่นที่สุดบนร่างฉัน และในขณะเดียวกัน ความร้อนจากตัวมันเองก็ช่วยให้ฉันสบายขึ้นมาก
ตอนนี้เจ้าตัวประหลาดเหมือนเตาไฟเล็ก ๆ เลย
ฝนปรอยตกอยู่ไม่นานก็หยุด ตอนนั้นฟ้ายังไม่สว่าง ฉันเลยไม่หาที่นอนต่อ แต่พาเจ้าตัวประหลาดออกเดินทางทันที
กลางคืนจริง ๆ แล้วมีสัตว์เล็กออกมาหากินจำนวนมาก และเสียงเคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็มักได้ยินชัดกว่าตอนกลางวัน
แม้เวลากลางคืนในป่าจะไม่ปลอดภัยเท่ากลางวัน แต่ในยุคนี้ จะมีที่ไหนปลอดภัยอย่างแท้จริงกันล่ะ
ราวตีห้าตีหก ฉันได้ยินเสียงร้องดังมาจากพุ่มหนามด้านหน้า
ฉันหยุดเดินทันที ตั้งใจฟังอีกสองสามครั้ง
ในพุ่มไม้ดำมืดมีเงาหลายเงาเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะ ยังมีเสียงกระพือปีกดังพรึ่บ ๆ เงาสองเงาบินลงจากกิ่งไม้เตี้ย เหยียบใบไม้แห้งเกิดเสียงซ่า ๆ
ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นไก่ไผ่
ฉันเคยดักไก่ไผ่มาก่อน ถือว่าเป็นสัตว์ที่จับได้ง่ายชนิดหนึ่ง
ฉันเฝ้าสังเกตอย่างอดทนอีกพัก จึงพบว่าในพุ่มไม้ตรงหน้านั้น อย่างน้อยมีไก่ไผ่อยู่หกตัว
ถึงจะจับไม่ได้หมด แต่ได้สักครึ่งก็ยังดี
เจ้าตัวประหลาดยังหลับอยู่ตรงอก ฉันปลุกมันขึ้นมา แล้วปิดปากไม่ให้มันส่งเสียง ก่อนจะรีบวางมันพร้อมข้าวของทั้งหมดไว้ด้านหนึ่ง
จากนั้นก็หยิบอุปกรณ์ออกมาแค่ตาข่ายจับปลาและสวิงอันหนึ่ง
สวิงนั้นมีลักษณะเหมือนกรวย ปากด้านบนเย็บติดกับห่วงลวดกลม ถ้าต่อกับด้ามยาว ๆ ก็สามารถใช้ช้อนปลาเล็กกุ้งเล็กได้
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย