29 พ.ค. เวลา 13:08 • หนังสือ

บทที่ 12

ข้าชอบใช้สิ่งนี้มาโดยตลอด เพราะเอาไว้จับนกก็สะดวกมากเช่นกัน เพียงแต่คนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกมาก่อนนั้นจับได้ยาก ส่วนข้าเคยชินกับการเห็นอะไรที่กินได้ก็พยายามจับมา ร่างกายจึงถูกฝึกจนคล่องแคล่ว หลายปีมานี้เลยค่อย ๆ คลำหาวิธีจับเจ้าพวกของตัวเล็กพวกนี้ได้เป็นชุดหนึ่ง
เมื่อคนถูกบีบคั้นจนถึงทางตัน อะไรก็ล้วนเรียนรู้ได้ทั้งนั้น หากตอนข้าอายุสิบหกมีใครบอกว่าข้าจะสามารถใช้ตาข่ายกรวยเรียบง่ายแบบนี้ไปจับไก่ป่า ไก่ไผ่ หรือนกต่าง ๆ ได้ ข้าย่อมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ข้าสอดตาข่ายกรวยไว้ที่เอวตามเคย มือหนึ่งถือแหคลี่ออก แล้วค่อย ๆ เหยียบลงบนรากไม้ที่นูนขึ้นรอบด้านอย่างแผ่วเบา เจ้าไก่ไผ่พวกนี้ระแวดระวังตัวสูงมาก หากได้ยินเสียงก็จะหนีทันที เพราะฉะนั้นข้าทำได้เพียงลดเสียงให้เบาที่สุด แม้แต่เสียงเหยียบใบไม้แห้งยังเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ก่อนหน้านี้ข้าสังเกตภูมิประเทศไว้แล้ว ตรงนี้เป็นประโยชน์ต่อข้ามาก พื้นที่ด้านนี้พอดีแก่การแขวนตาข่ายปิดช่องทางหนึ่งไว้ ข้าตรึงตาข่ายทั้งสองด้าน จากนั้นลุกขึ้นสะบัดแหออก แล้วฉวยตาข่ายกรวยครอบใส่ไก่ไผ่ตัวที่อยู่ใกล้ข้าที่สุดทันที
แน่นอนว่าไม่จับได้ พวกมันตกใจจนแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิง
ข้าไม่สนใจไก่ไผ่สองตัวที่วิ่งหนีออกไปไกลจากตัวข้า แต่จดจ่ออยู่กับการต้อนอีกหลายตัวที่อยู่ใกล้และรวมกันเป็นกลุ่มให้ไปยังทางที่ข้าขึงตาข่ายไว้ก่อนหน้านี้ เจ้าพวกนี้สติปัญญาไม่ได้สูงนัก ไม่นานก็วิ่งแตกตื่นเข้าไปติดตาข่าย
ข้าเหยียบตาข่ายไว้ ต้อนไก่ไผ่หลายตัวนั้นให้อยู่รวมกัน แล้วใช้ตาข่ายกรวยครอบอีกครั้ง คราวนี้เพราะระยะใกล้ลงมาก จึงจับได้ง่ายดาย ข้ารวบตาข่ายให้แน่น ครอบพวกไก่ไผ่ที่ดิ้นพล่านทั้งหมดไว้ภายใน มืออีกข้างปลดถุงที่ผูกไว้ตรงเอวออก แล้วใส่ไก่ไผ่ทั้งตาข่ายลงไปในถุง
การเคลื่อนไหวของข้ารวดเร็วและราบรื่น ข้าชั่งน้ำหนักถุงในมือแล้วรู้สึกพอใจ ตอนพวกไก่ไผ่ดิ้นนั้นข้านับไว้ ดูเหมือนจะมีอยู่ห้าตัว ก่อนหน้านี้ยังมีอีกตัวซ่อนนิ่งอยู่ในพุ่มหนาม ข้าเลยไม่ทันเห็น กลายเป็นว่าคลาดกันไปคลาดกันมากลับถูกข้ากวาดติดมาทั้งหมดในตาข่ายเดียว
ถุงใส่ไก่ไผ่นั้นไม่ระบายอากาศ แบบนี้อีกไม่นานพวกมันก็จะขาดอากาศตาย ข้ายังต้องอยู่ในภูเขาอีกหนึ่งวัน เพราะฉะนั้นดีที่สุดคืออย่าให้มีกลิ่นคาวเลือด ดังนั้นการทำให้มันอับตายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากทำให้อับตายไม่ได้ การบีบคอให้ตายก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ตอนนี้ไก่ไผ่ที่เพิ่งจับมาใหม่ยังดิ้นแรงมาก หากสอดมือเข้าไปจะถูกจิกเอา ข้าจึงมัดปากถุงให้แน่นแล้วไม่สนใจอีก
ตอนข้าถือถุงเดินกลับไป เจ้าตัวประหลาดน้อยหมอบอยู่บนกองเครื่องมือไม่ขยับ ปกติหากข้าวางมันลง มันจะรีบวิ่งตามข้าไปทันที แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่ามันเข้าใจหรือไม่ว่าข้ากำลังทำอะไร ถึงได้เชื่อฟังนั่งรออยู่ตรงนี้เฉย ๆ
ไก่ไผ่ในถุงยังขยับอยู่ เจ้าตัวประหลาดน้อยจ้องถุงที่โป่งพองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข้าวางถุงลงตรงหน้ามัน มันมองข้า ก่อนยื่นกรงเล็บไปแตะถุง แล้วก็สะดุ้งเพราะถุงขยับขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เวลาหลังจากนั้นข้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ พลางจัดตาข่ายที่เมื่อครู่ถูกรื้อจนยุ่งให้เรียบร้อยใหม่ เจ้าตัวประหลาดน้อยนั่งยองอยู่ข้างถุงไก่ไผ่ เห็นถุงขยับครั้งหนึ่งก็แกว่งหางอย่างดีใจ เล่นอยู่คนเดียวก็สนุกมากแล้ว
ตอนฟ้าสาง ไก่ไผ่ที่ถูกข้ายัดไว้ในถุงปิดสนิทก็เงียบไป ข้าเปิดถุงดูเล็กน้อย ก่อนมัดปากถุงแล้วแขวนไว้ที่เอว ความหนักอึ้งนั้นทำให้อารมณ์ข้าดีมาก
อากาศในภูเขาดีมากจริง ๆ ต้นไม้ข้างทางจำนวนไม่น้อยเริ่มผลิใบเขียวอ่อน ข้ายังเห็นต้นกุหลาบพันปีต้นหนึ่งใกล้ออกดอก อีกสักหน่อยถึงจะเป็นช่วงที่กุหลาบพันปีและดอกไม้ป่าต่าง ๆ บานสะพรั่งเต็มภูเขา แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีพืชที่รีบออกดอกก่อนแล้วประปราย
เจ้าตัวประหลาดน้อยบนหลังข้าไม่อยู่นิ่งเลย พอเห็นใบอ่อนหรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม มันก็ใช้หัวดุนท้ายทอยข้า พลางร้อง “เมะ เมะ เมะ” แล้วบิดตัวไปมา ข้าทำได้เพียงเดินไปเด็ดใบหญ้ากับกิ่งดอกไม้ข้างทางไป ยัดให้มันไป
ข้าไม่เคยเลี้ยงเด็ก ยิ่งไม่เคยเลี้ยงเจ้าตัวประหลาดน้อย ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันกินอะไรได้หรือกินอะไรไม่ได้ เอาเป็นว่าแค่มันอยากกิน ข้าก็ให้กินไปเถอะ หากกินจนเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ค่อยว่ากันอีกที อย่างไรเสียตัวข้าเองกินสะเปะสะปะมั่วซั่วมาก็ยังมีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ และพลังชีวิตของเจ้าตัวประหลาดน้อยก็ดูจะแข็งแกร่งกว่าข้ามาก
เดินมาเรื่อย ๆ ข้าก็พบสระน้ำแห่งหนึ่ง ข้างสระน้ำในภูเขามักมีสัตว์ตัวเล็กหลากชนิดมาดื่มน้ำ ข้าเห็นขนนกจำนวนไม่น้อยอยู่ริมสระ รวมถึงขนของนกเขาที่ข้าอยากล่าในตอนแรกด้วย
ข้าตัดสินใจเฝ้าตรงนี้
ข้าเลือกตำแหน่งใต้ลม ซ่อนตัวพร้อมเจ้าตัวประหลาดน้อยอยู่หลังพุ่มไม้ริมสระ ข้าง ๆ เป็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มองจากกิ่งไม้แล้ว ข้ารู้สึกว่าน่าจะมีนกจำนวนไม่น้อยมาหยุดเกาะที่ต้นนี้
ข้าคอยระวังความเคลื่อนไหวรอบด้าน ส่วนเจ้าตัวประหลาดน้อยก็ไม่ได้ซุกซนเหมือนตอนอยู่บ้าน ข้าเด็ดใบหญ้ามาให้กำหนึ่ง มันก็นั่งแทะใบหญ้าอยู่ข้างข้าอย่างเชื่อฟัง
หากกินอิ่มแล้ว ข้าให้ใบไม้สีแดงสองใบ มันก็เล่นได้เองแล้ว เลี้ยงง่ายมาก
ดูเหมือนโชคดีของข้าจะหมดลงแล้ว เฝ้าอยู่ตรงนี้ตั้งนานกลับไม่เห็นแม้แต่นกสักตัว ตอนที่ข้ากำลังมองฟ้าคำนวณว่าควรออกเดินเมื่อใด จู่ ๆ ก็มีเสียงดังซ่าในพุ่มหญ้า ข้ากดเจ้าตัวประหลาดน้อยไว้ทันที บอกมันอย่าขยับ ส่วนมือของข้าก็จับหนังสติ๊กที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว
สถานที่ต่างกัน เหยื่อต่างกัน ก็ต้องเลือกวิธีล่าที่ต่างกัน
นกเขาตัวหนึ่งบินลงมาเกาะบนกิ่งไม้เตี้ยริมสระ มันขยับกรงเล็บบนกิ่งไม้ เอียงหัวเล็กน้อย แล้วส่งเสียง “กุก กุก กุก”
ข้ายกหนังสติ๊กเล็งมัน แต่ยังไม่ทันยิง นกเขาตัวนั้นก็พุ่งบินขึ้นไปในพริบตา บินไปเกาะกิ่งไม้ไกลออกไป ก่อนจะหายลับไป
ข้าวางหนังสติ๊กลง ก้มมองก็พบว่าเมื่อครู่ตอนข้ากดเจ้าตัวประหลาดน้อย มันถูกกดจนล้มลงกับพื้น ตอนนี้ยังนอนอยู่เลย ข้าตบก้นมันทีหนึ่งให้ลุกขึ้น เจ้าตัวประหลาดน้อยกลับคว้ามือข้าไปวางบนหัวตัวเอง แล้วร้อง “กุก กุก กุก” เลียนแบบนกเขาตัวเมื่อครู่
ข้าต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจความหมายของมัน มันอยากให้ข้ากดหัวมันลงกับพื้นแบบเมื่อครู่อีกครั้ง
ข้าไม่อยากเล่นเกมปัญญาอ่อนแบบนี้กับมัน
……
“ก๊ะ ก๊ะ ก๊ะ~” เจ้าตัวประหลาดน้อยปีนลุกขึ้นจากพื้นอีกครั้ง ใบหน้ายังมีใบไม้แปะอยู่แผ่นหนึ่ง มันใช้กรงเล็บเล็ก ๆ ยกมือข้าขึ้นอีก แล้ววางลงบนหัวตัวเอง ดวงตาสีเขียวอมเหลืองเต็มไปด้วยความคาดหวังว่า “เอาอีกครั้ง”
เล่นมาตั้งสิบกว่ารอบก็พอได้แล้วกระมัง แค่ถูกข้ากดลงบนกองใบไม้ถึงกับสนุกขนาดนั้นเลยหรือ? หน้ามันไม่เจ็บบ้างหรือไร?
ข้าไม่อยากตามใจมันอีก จึงหยิบหนังสติ๊กขึ้นใหม่ สายตากวาดค้นไปทั่วพุ่มไม้รอบสระน้ำ
พอเจ้าตัวประหลาดน้อยเห็นว่าข้าไม่เล่นด้วยแล้ว มันก็ทิ้งตัวแผละลงบนพื้นเอง แล้วร้อง “กุก กุก กุก” ขึ้นมา
พูดก็พูด เสียงร้องของมันหลากหลายจริง ๆ ไม่ว่าจะ “เมะ เมะ เมะ” หรือ “อ๊าว อ๊าว อ๊าว” หรือ “ก๊ะ ก๊ะ ก๊ะ” อย่างไรเสียไม่ว่ามันจะส่งเสียงแบบไหน ข้าก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เพียงแต่มันพูดไม่ได้เท่านั้น
หรืออาจเป็นเพราะข้าเองไม่ค่อยพูด มันจึงไม่ได้ยินคนพูด เลยไม่รู้จักเลียนแบบ? ถึงจะเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่คิดสอนมันพูด ตอนนี้ก็พอแล้ว
หากสามารถสื่อสารกันได้ ข้าคิดว่าตัวเองคงไม่อาจมองมันเป็นเพียง “เจ้าตัวประหลาดน้อย” ได้อีก และคงไม่อาจใช้คำว่า “มัน” เรียกแทนตัวมันได้อีกเช่นกัน
นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัว
ทันใดนั้น เสียง “กุก กุก กุก” ก็ดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง แต่เสียงนี้ต่างจากเสียงประหลาดของเจ้าตัวประหลาดน้อย มันเป็นเสียงนกเขาจริง ๆ
นกเขาขนสีเทาขาวตัวหนึ่งบินลงมาเกาะใกล้ข้ามาก ข้าคิดอย่างประหลาดใจว่า หรือเสียงร้องของเจ้าตัวประหลาดน้อยจะล่อนกโง่ตัวนี้มา?
ก้อนหินถูกยิงออกไปจากหนังสติ๊ก พุ่งใส่นกเขาตัวนั้นพอดี แต่นกเขาไม่ได้ตายง่ายขนาดนั้น มันสะดุ้งแล้วพยายามบินหนี แต่ตอนนั้นก้อนหินลูกที่สองของข้าก็พุ่งเข้าใส่มันอีกครั้งแล้ว
ข้าเก็บนกเขาตัวนั้นขึ้นมา ก่อนบีบแก้มเจ้าตัวประหลาดน้อยแล้วพูดว่า
“ร้องต่อสิ”
บางทีอาจเป็นเพราะเสียง “กุก กุก” ของเจ้าตัวประหลาดน้อยจริง ๆ ไม่นานก็มีนกเขาอีกตัวถูกล่อมา ตัวใหญ่กว่าตัวก่อน แม้ยิงหินไปสองลูกก็ยังไม่ตาย เกือบปล่อยให้มันหนีไปได้ สุดท้ายต้องใช้ตาข่ายกรวยช่วยจับ
จับนกเขาได้สองตัว เวลาก็ล่วงเลยเที่ยงวันไปแล้ว หากอยากลงจากเขาให้ทันก่อนฟ้ามืด วันนี้ก็ต้องรีบออกเดินทางกลับ ตอนนี้ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าพอใจ ข้าจึงไม่ได้คิดจะอยู่ต่ออีกวัน เก็บของ สะพายเจ้าตัวประหลาดน้อย แล้วออกจากที่นี่
การหาทางในภูเขานั้น จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย คนที่เข้าภูเขาครั้งแรก หากหลุดออกจากทางที่มีคนเหยียบไว้ก็ต้องหลงแน่ แต่ข้าจำทางได้ นี่ก็นับเป็นทักษะที่ขัดเกลามาหลายปีเช่นกัน
เพราะแต่ก่อนข้าก็เคยหนีขึ้นเขา เพื่อหลบการไล่ล่าของคนกลุ่มหนึ่ง เคยซ่อนตัวอยู่ในภูเขาสามวัน หิวจนถึงกับกินเห็ดดิบประทังชีวิต
โฆษณา