Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
29 พ.ค. เวลา 15:17 • หนังสือ
บทที่ 15
เจ้าตัวประหลาดน้อยเล่นร่มคันเล็กมาทั้งบ่าย ตอนกลางคืนยังอยากจะเอาขึ้นไปบนเตียงด้วย แต่ฉันปฏิเสธไป
มื้อเย็นคือหน่อไม้ที่เพิ่งถอนมาใหม่ หน่อไผ่น้ำสดๆ อ่อนกว่าหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิที่กินไปก่อนหน้านี้เสียอีก นำมาผัดกินแล้วได้รสชาติกรุบกรอบของป่าเต็มปากเต็มคำ ส่วนที่กินไม่หมดก็นำมาหั่นตากแห้งทำเป็นหน่อไม้แห้งเก็บไว้กินวันหลังเช่นเคย
ใบชาที่ตากไว้ในห้องโถงเริ่มอ่อนตัวลงจนพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไป ปกติแล้วใบชาต้องนำไปคั่ว แต่ขั้นตอนมันยุ่งยากและฉันเองก็ทำไม่เป็น
แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่ง เป็นวิธีพื้นบ้านที่ป้าหลีวเคยสอนฉัน คือการนำใบชามาตากให้พออ่อนตัว จากนั้นใส่กะละมังแล้วขยำนวดๆ เสร็จแล้วใช้ถุงกระดาษไขห่อไว้แล้ววางทิ้งไว้ให้แห้งสักสองสามวัน สุดท้ายค่อยนำไปตากแดด ทิ้งไว้สักครึ่งเดือนก็นำมาชงดื่มได้
ขั้นตอนละเอียดๆ ฉันจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้แหละ ว่ากันว่าใบชาที่คั่วจะได้เป็นชาเขียว ส่วนใบชาที่ไม่ผ่านการคั่วแบบนี้ ทำออกมาแล้วจะเป็นชาแดง
พอใบชาที่ฉันทำไว้ดื่มได้แล้ว ตอนเช้าหลังจากกัดกิ่งหลิวเสร็จ ฉันก็จะชงชาเข้มข้นใส่แก้วใหญ่ๆ แล้วไปนั่งจิบชาอยู่ตรงโคนกำแพง
ถึงใบชาที่ทำออกมาจะดูไม่ค่อยน่ามองเท่าไหร่ แต่รสชาติชาที่ชงได้ก็ถือว่าใช้ได้ อย่างน้อยกลิ่นหอมของชาก็เข้มข้นมาก และน้ำชาก็ไม่ใช่สีเขียวมรกตที่เคยเห็นมาก่อน แต่เป็นสีออกแดง
พูดไปก็น่าแปลก เจ้าตัวประหลาดน้อยไม่ชอบกินใบชา แต่กับน้ำชาที่ชงแล้วมันกลับชอบมาก
ช่วงแรกที่ฉันเริ่มดื่มชาไม่ได้แบ่งให้มันกิน จนกระทั่งวันหนึ่งมันหิวน้ำเลยมาหาอะไรดื่ม แล้วเผลอไปกินชาเย็นที่ฉันวางทิ้งไว้ หลังจากนั้นมันก็เริ่มขอชาดื่มด้วย
ปกติเวลาฉันลงนาหรือเข้าป่าจะพกน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นพกน้ำชาแทน
เจ้าตัวประหลาดน้อยก็เช่นกัน ตั้งแต่ที่มันเริ่มเดินได้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ มันก็มีกระเป๋าพกพาของตัวเองเหมือนกับฉัน ในกระเป๋าของมันฉันจะใส่น้ำชาและแผ่นแป้งไว้ให้
นอกจากแทะหญ้าและผักแล้ว เจ้าตัวประหลาดน้อยยังกินข้าวต้มและแผ่นแป้งได้ด้วย สรุปคือขอแค่ในอาหารไม่มีเนื้อสัตว์หรือของคาวมันก็กินได้หมด
ในทางกลับกัน ถ้ามีกลิ่นคาวน้ำมันแม้แต่นิดเดียว แม้แต่หน่อไม้ที่ต้มพร้อมกับไก่ป่า ถ้ามันกินเข้าไปก็จะอาเจียนออกมา
แม้การอาเจียนจะดูเหมือนไม่ส่งผลเสียอะไรกับมันเท่าไหร่ แต่หลังจากยืนยันเรื่องนี้ได้แล้ว ฉันก็ไม่เคยให้มันกินของที่มีน้ำมันอีกเลย
ทำได้แค่ต้มข้าวต้มผักป่าให้มันกินบ้าง หรือตอนทำแผ่นแป้งก็ทำส่วนของมันแยกไว้ต่างหาก
ตอนที่เจ้าตัวประหลาดน้อยยังไม่โผล่มา ฉันดูเหมือนจะไม่ยุ่งขนาดนี้ ฉันที่อยู่คนเดียวนอกจากจะจัดการเรื่องในนาให้เรียบร้อยแล้ว ก็แทบไม่ออกไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้า นั่งเหม่ออยู่ในห้องเฉยๆ ก็ผ่านไปได้ทั้งบ่ายแล้ว
แต่ตอนนี้พอมีเจ้าตัวประหลาดน้อย มันไม่ชอบอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ชอบออกไปตากแดดข้างนอก ประกอบกับท้องของมันที่กินเอาๆ ไม่หยุดแต่ก็ไม่เห็นจะอ้วนขึ้นเลย
ทำให้ฉันจำต้องออกจากบ้าน พามันออกไปวิ่งเล่นตามทุ่งนาและภูเขาอยู่บ่อยๆ เพื่อให้มันได้หาอะไรกินมากขึ้น
พอฉันเริ่มชินกับชีวิตแบบนี้แล้ว ฉันก็พบว่าตัวเองไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ห้องแคบๆ มืดๆ ห้องนั้นไม่สามารถกักขังฉันได้อีกต่อไป และฉันก็ไม่ได้คิดอยากจะขลุกอยู่แต่ในนั้นตลอดเวลาอีก
หมู่บ้านที่ฉันอาศัยอยู่มาสองปีโดยไม่มีความรู้สึกผูกพันเท่าไหร่นี้ ดูเหมือนจะรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาในทันที
เวลาเดินออกไปข้างนอก สิ่งที่ฉันคิดถึงมากขึ้นกลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวประหลาดน้อยวิ่งไปแทะดอกไม้หรือหญ้าที่ไหนอีก แทนที่จะคอยระแวงว่าจะมีอันตรายโผล่มาตรงไหน
ชั่วขณะหนึ่งฉันก็รู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่ชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ดีเลย
หลังจากที่เจ้าตัวประหลาดน้อยเดินได้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นวิ่งได้ นั่นหมายความว่าการที่ฉันพามันออกไปข้างนอก บางครั้งฉันอาจจะหาตัวมันไม่เจอ
ตอนฉันกำลังรดน้ำในนา พอรดเสร็จกลับมาก็พบว่าเจ้าตัวประหลาดน้อยที่เคยนั่งดื่มน้ำอยู่ตรงขอบคันนาหายไปแล้ว
หาดูสองแปลงใกล้ๆ ก็ไม่เจอ ฉันอยากจะตะโกนเรียกมัน แต่กลับมานึกได้ว่าปกติฉันกับมันแทบไม่ได้สื่อสารกันด้วยภาษาพูดเลย
ฉันเรียกมันในใจว่าเจ้าตัวประหลาดน้อย แต่จนถึงตอนนี้มันยังไม่มีชื่อที่คนอื่นจะเรียกขานได้เลย
บางทีฉันควรตั้งชื่อให้มันไหมนะ?
ฉันค่อนข้างต่อต้านความคิดนี้
การตั้งชื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง สำหรับฉันแล้วมันหมายถึงการที่ต้องรับผิดชอบอะไรบางอย่าง ฉันยังรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่ได้เลย แล้วจะไปรับผิดชอบอีกหนึ่งชีวิตได้อย่างไร?
แต่เมื่อเจ้าตัวประหลาดน้อยมุดออกมาจากใต้คันนา วิ่งมาตรงหน้าฉันแล้วร้อง “เมะ เมะ” พลางยื่นดอกไม้ป่าช่อใหญ่ให้ฉัน มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของมัน
ฉันก็กลับรู้สึกไม่มั่นคงกับความคิดนั้นขึ้นมา
“จากนี้ไป แกชื่อ ‘หยาง’ (แกะ) แล้วกัน?” ฉันบอกกับเจ้าตัวประหลาดน้อยแบบนั้น
นี่คือชื่อ แล้วนามสกุลล่ะ...
ฉันชะงักไปเล็กน้อย จู่ๆ ก็นึกชื่อตัวเองไม่ออก เพราะไม่ได้ใช้มานานเกินไปแล้ว ฉันใช้ชีวิตปลีกตัวออกห่างจากคนอื่น ไม่มีใครมาสร้างความสัมพันธ์ที่ต้องแลกชื่อแซ่กัน พอเวลาผ่านไปนานเข้า เกือบจะลืมแม้กระทั่งชื่อของตัวเองไปแล้ว
“ฉันชื่อเจียงหลิง แกชื่อ... เจียงหยาง”
อากาศร้อนขึ้นมาทันที แม้จะยังไม่ถึงวันเริ่มฤดูร้อน แต่ก็เริ่มเห็นเงาของฤดูร้อนรางๆ แล้ว
ตอนบ่ายและตอนกลางคืน เสียงแมลงและเสียงกบตามร่องหญ้ารอบทุ่งนาเริ่มส่งเสียงรบกวนมากขึ้นเรื่อยๆ แสงแดดตอนเที่ยงก็เริ่มแผดเผาผิวหนังได้แล้ว
ฉันชินกับการตื่นเช้า พอฟ้าเริ่มสางฉันก็เตรียมของทุกอย่างให้พร้อม แล้วพากล้าพริกกับเจ้าตัวประหลาดน้อยไปที่นา ตั้งใจจะเอากล้าพริกลงปลูก
ที่ที่จะปลูกพริกอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ฉันปลูกมันเทศก่อนหน้านี้ ห่างออกไปแค่นาแปลงเล็กๆ แปลงเดียว
ตลอดทางที่เดินจากบ้านไปถึงขอบนา ข้างทางที่เคยมีดอกไม้สีขาวขึ้นอยู่มากมาย ฉันมองดูดอกไม้เหล่านี้ผลิบานแล้วโรยรา จนกระทั่งเติบโตเป็นผล
เมื่อสองวันก่อนยังไม่สุก แต่พอผ่านไปวันนี้ ฉันกลับพบว่าท่ามกลางใบสีเขียวมีผลสีแดงขนาดเท่าปลายนิ้วโป้งโผล่ออกมามากมาย
นี่ก็คือ “ตี้เหมย” ที่ฉันพูดถึงก่อนหน้านี้…
บันทึก
1
2
1
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย