วันนี้ เวลา 06:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุปสิ่งที่ต้องรู้ แต่ไม่ค่อยมีใครบอก เมื่อถึงวัยที่เริ่มซื้อ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี

พอถึงวัยทำงานที่รายได้อยู่ในเกณฑ์เสียภาษี เรามักจะได้ยินจากคนรอบตัวว่า ให้ลงทุนใน RMF เพราะนอกจากจะลดหย่อนภาษีได้เยอะแล้ว เงินยังมีโอกาสเติบโตกลายเป็นก้อนใหญ่ในอนาคตด้วย
แต่น้อยคนนักที่จะลงลึกว่า ถ้าลงทุนใน RMF ควรรู้อะไรบ้าง ควรดูตรงไหน หรือทำอย่างไร ถึงจะดีกับเรา
เราควรรู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับ RMF บ้าง เพื่อให้นำไปใช้ต่อได้จริง ๆ ไม่ได้แค่เป็นข้อมูลลอย ๆ อยู่ในหัว
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
การเลือกซื้อ RMF ก็ไม่เหมือนกับการลงทุนทั่วไป เพราะมีเงื่อนไขอย่าง การต้องถือยาวจนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถขายออกมาก่อนได้ และต้องซื้อต่อเนื่องทุกปีหรือปีเว้นปีอีก
ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรดูเลยคือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม เพราะเราต้องถือ RMF ยาวหลายปี ค่าธรรมเนียมที่เก็บทุกปีจึงสำคัญมาก
กองทุนที่เก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าแค่ 0.5% - 1% ดูเหมือนน้อย แต่เมื่อผ่านไป 15-20 ปี พลังของดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้เงินสะสมของเราต่างกันหลักแสนบาทเลยทีเดียว แม้ว่าจะมีนโยบายการลงทุนเหมือนกันก็ตาม
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติมีกองทุน A และกองทุน B ทำผลตอบแทนเท่ากันที่ 10% ต่อปี
แต่กองทุน A คิดค่าธรรมเนียม 0.5% ต่อปี กองทุน B คิดค่าธรรมเนียม 1.0% ต่อปี
ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 100,000 บาทในแต่ละกอง 30 ปีผ่านไป
- กองทุน A จะมีมูลค่า 1,522,031 บาท
- กองทุน B จะมีมูลค่า 1,326,768 บาท
จากตัวอย่างเห็นได้เลยว่า ค่าธรรมเนียมต่างกันเพียง 0.5% ก็ส่งผลให้ผลตอบแทนแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนั้นควรเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมต่ำที่สุด
ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม ควรใช้เทียบกับกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกัน เช่น ลงทุนใน S&P 500 เหมือนกัน หรือลงทุนในหุ้นธีม AI เหมือนกัน
ทีนี้ถ้าเราเผลอซื้อ RMF ที่ค่าธรรมเนียมสูงแล้ว ควรทำอย่างไรดี เพราะ RMF มีเงื่อนไขคือ ห้ามขาย
นั่นนำไปสู่สิ่งที่ควรรู้ข้อที่ 2 คือ ห้ามขาย ไม่ได้หมายความว่า ห้ามเปลี่ยน
เงื่อนไขของ RMF คือห้ามขาย หลายคนจึงเข้าใจว่าถ้าจะลงทุนใน RMF กองใดกองหนึ่ง จะต้องทนถือยาว ๆ ไปเลย ถ้าค่าธรรมเนียมสูงกว่าตัวอื่น หรือทำผลตอบแทนขาดทุนก็ซวยไป
แต่รู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนใจไปเลือก RMF อีกกองหนึ่งได้ และทำได้ง่ายด้วย
เช่น ถ้าเราสนใจ S&P 500 แล้วตัดสินใจเลือก RMF ที่ลงทุนใน S&P 500 ตัวหนึ่งไป ต่อมาพบว่ามี RMF ของเจ้าอื่น ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำกว่า ก็สามารถกดสับเปลี่ยนกองทุนได้เลย
หรือถ้าปีที่แล้วเราลง RMF ทองคำ แต่ปีนี้สนใจธีม AI เราสามารถโยกเงินจาก RMF ทองคำมาสู่ RMF ธีมหุ้น AI ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ก็ควรเลือก บลจ. ที่แอปมี RMF ให้เลือกหลากหลาย เพื่อที่เราจะได้ปรับเปลี่ยนพอร์ตได้ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
พอถึงตรงนี้ หลายคนจะเริ่มเห็นแล้วว่า RMF มีนโยบายการลงทุนให้เลือกมากมาย
นั่นหมายความว่า สิ่งที่ต้องรู้อันดับ 3 คือ RMF ≠ ลงทุนหุ้นไทย
หลายคนอาจยังมีภาพจำถึง LTF ที่ลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น ทำให้มองว่ากองทุนลดหย่อนภาษี = กองทุนที่ลงทุนหุ้นไทย
แต่ RMF ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะ RMF มีนโยบายการลงทุนให้เลือกมากมาย เช่น ถ้าเราสนใจ
- ทองคำ ก็มี RMF ที่ลงทุนในทองคำ
- หุ้นสหรัฐฯ ก็มี RMF ที่ลงทุนใน S&P 500
- หุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็มี RMF ที่ลงทุนใน Nasdaq-100
- ตลาดเงิน ก็มี RMF ที่ลงทุนในตลาดเงิน
ซึ่งผลตอบแทนที่เราจะได้รับจาก RMF ก็จะล้อตามผลตอบแทนของสินทรัพย์นั้น ๆ
ดังนั้นถ้าต้องการลงทุนที่หลากหลาย และยังได้ประโยชน์ทางภาษี RMF ก็ยังคงเป็นคำตอบที่น่าสนใจ
ด้วยข้อดีต่าง ๆ ที่เล่ามา เราจึงเห็นหลายคนที่รายได้อยู่ในเกณฑ์เสียภาษี ซื้อ RMF กัน
อย่างไรก็ตาม คนจำนวนไม่น้อยมักจะซื้อ RMF ทีเดียวช่วงปลายปี เพื่อจะนำไปลดหย่อนในปีถัดไป แต่ตรงนี้เองที่อาจทำให้การวางแผนการเงินไม่ได้เป็นตามที่หวัง
เพราะการซื้อ RMF ครั้งเดียวต่อปี จะใช้เงินก้อนใหญ่ อาจทำให้เราขาดสภาพคล่อง หรือร้ายแรงกว่านั้นคือเงินไม่เพียงพอ
อีกอย่างเราก็ไม่รู้ว่าจังหวะที่เข้าซื้อ RMF ถือเป็นจังหวะที่ดีหรือไม่ด้วย เพราะมันอาจจะเป็นช่วงที่ราคาสูงสุดในรอบปีเลยก็ได้เหมือนกัน
นั่นนำไปสู่ข้อสุดท้ายที่ควรรู้ เพื่อแก้ 2 ปัญหาที่ว่ามาคือ การทำให้การซื้อ RMF เหมือนกับการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุน กบข.
โดยต้องหักเงินเดือนของตัวเองในแต่ละเดือน เข้าบัญชีลงทุนทันที
พอเป็นแบบนี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินเพียงพอต่อการซื้อ RMF แล้ว และยังแก้ปัญหาเรื่องไม่ต้องจับจังหวะตลาด เพราะเหมือนเราได้ DCA หรือทยอยลงทุนทุกเดือนแทนแล้วนั่นเอง
และทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ต้องรู้ หากจะซื้อ RMF เพื่อให้เวิร์กทั้งลดหย่อนภาษีและสร้างผลตอบแทนในอนาคต
โฆษณา