30 พ.ค. เวลา 08:27 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

มาตรการป้องกันข้อมูลทางราชการของกองทัพรั่วไหล: แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบครบวงจร

โดย พล.ต. ชัยยศ ศุภมิตรกฤษณา
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทางราชการถือเป็นภารกิจสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะในยุคที่กองทัพนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบสารสนเทศ และปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานและการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การรั่วไหลของข้อมูลอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการทางทหาร ความปลอดภัยของกำลังพล ตลอดจนความเชื่อมั่นของประเทศ
ดังนั้น การป้องกันข้อมูลจึงต้องดำเนินการแบบองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Platform) ระบบงาน (Application) เครือข่าย (Network) และตัวข้อมูล (Data) ภายใต้หลักการป้องกันหลายชั้น (Defense in Depth) และการไม่ไว้วางใจโดยปริยาย (Zero Trust Architecture)
ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน กองทัพต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของศูนย์ข้อมูลและห้องปฏิบัติการสารสนเทศ โดยควบคุมการเข้าออกพื้นที่ด้วยระบบพิสูจน์ตัวตนหลายปัจจัย กล้องวงจรปิด ระบบตรวจจับการบุกรุก และการแบ่งเขตพื้นที่ตามระดับความสำคัญของภารกิจ นอกจากนี้ ควรมีระบบสำรองไฟฟ้า ระบบควบคุมสภาพแวดล้อม และศูนย์สำรองข้อมูล (Disaster Recovery Site) เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน
ในส่วนของ Platform และระบบ Cloud ต้องกำหนดมาตรฐานด้านการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน การจัดการบัญชีผู้ดูแลระบบ การติดตั้งแพตช์ความปลอดภัย และการบริหารช่องโหว่ทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีหรือเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้ใช้ทำงานบน Cloud และเก็บข้อมูลบน Cloud เท่านั้น โดยใช้ Web Application ไม่มีการนำข้อมูลใดๆ ออกจากระบบผ่านทางกายภาพ เช่น การบันทึกข้อมูลใน local storage ต้องรับและส่งข้อมูลผ่าน Web Application ที่กำหนดเท่านั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการไหลของข้อมูล
สำหรับระดับ Application ควรนำแนวคิด Secure Software Development Lifecycle (Secure SDLC) และ DevSecOps มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และนำระบบขึ้นใช้งานจริง โดยมีการตรวจสอบช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) และการควบคุมการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน ระบบงานทุกระบบควรมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงตามหน้าที่ (Role-Based Access Control) และหลัก Need-to-Know เพื่อลดโอกาสที่บุคลากรจะเข้าถึงข้อมูลเกินกว่าความจำเป็น รวมถึงต้องมีระบบบันทึกเหตุการณ์ (Audit Log) ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา
ในระดับเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูล ควรมีการแบ่งแยกเครือข่ายตามระดับความลับของข้อมูล (Network Segmentation) ใช้ระบบ Firewall, Intrusion Detection and Prevention System (IDS/IPS), Endpoint Detection and Response (EDR) รวมถึงระบบ Security Information and Event Management (SIEM) เพื่อเฝ้าระวังและวิเคราะห์ภัยคุกคามแบบเรียลไทม์
ภาพประกอบ https://www.softactivity.com/ideas/what-is-data-loss-protection-dlp/
การรับส่งข้อมูลสำคัญควรใช้การเข้ารหัสตามมาตรฐานสากลและผ่านช่องทางสื่อสารที่ได้รับการรับรองด้านความมั่นคงปลอดภัย นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายการใช้อุปกรณ์พกพา สื่อบันทึกข้อมูล และสื่อสังคมออนไลน์อย่างรัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลโดยไม่ตั้งใจหรือจากการโจมตีทางวิศวกรรมสังคม (Social Engineering)
ในระดับข้อมูลและการบริหารจัดการองค์กร ควรมีการจำแนกชั้นความลับของข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะจัดเก็บและขณะรับส่ง การสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ระบบ Data Loss Prevention (DLP) เพื่อป้องกันการคัดลอกหรือส่งต่อข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่กำลังพลทุกระดับผ่านการฝึกอบรมและการทดสอบสถานการณ์จำลองอย่างต่อเนื่อง
หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล หน่วยงานต้องดำเนินการตามแผนตอบสนองเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ตั้งแต่การตรวจจับ การจำกัดความเสียหาย การพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล การกู้คืนระบบ และการสรุปบทเรียนเพื่อปรับปรุงมาตรการในอนาคต โดยยึดหลัก “ป้องกันก่อน ตรวจจับให้เร็ว ตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทางราชการและรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน
★ ​​​อ่านบทความอื่น ๆ ของเรา และกดปุ่ม "ติดตาม" ได้ที่ https://www.blockdit.com/digitalmilitary แล้วคุณจะไม่พลาดข่าวสารเทคโนโลยีทางทหาร
★ ​อยากให้เรานำเรื่องใดมานำเสนอ 💬comment แจ้งเราได้
★ ​ถ้าชอบบทความเรา กด 🔖save, กด ❤️ love หรือ ↗️ส่งต่อให้เพื่อนได้เลย
โฆษณา