30 พ.ค. เวลา 12:53 • การ์ตูน

ฮิกุรุมะ ฮิโรมิ กับ กฎและความยุติธรรมใน Jujutsu Kaisen

Jujutsu Kaisen: The Culling Game หรือ มหาเวทย์ผนึกมาร ภาค เกมคัดสรร จบไปสักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ผมเพิ่งจะได้มีโอกาสนั่งคิดถึงสองตอนที่ติดอยู่ในหัวของผมอย่างจริง ๆ จัง ๆ (อยู่ ๆ ก็คิดตอนนั่งทำวิจัยจนเสียสมาธิเลย) สองตอนที่หมายถึง คือ ทั้งสองตอนที่ ฮิกุรุมะ ฮิโรมิ มีบทบาทในเรื่องครับ ซึ่งสิ่งที่ผมสนใจคือมุมมองและการกระทำของฮิกุรุมะที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายและกฎของเกมคัดสรร
สิ่งที่ภาคนี้มักจะถูกตำหนิอยู่เรื่อย ๆ คือความงงของเกมคัดสรร โดยเฉพาะในอนิเมะที่นำเสนอกฎอย่างรวดเร็วจนอ่านกันไม่ทัน แล้วเกิดความสับสน แต่สิ่งที่มันแน่นอนคือ กฎของเกมคัดสรรมีความสำคัญแน่ ๆ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า การมีตัวละครนักกฎหมายอย่างฮิกุรุมะในเรื่องนี้มันเหมาะสมมาก ๆ แม้ว่าจะออกมาแค่สองตอนของภาคนี้ก็ตาม
ประโยคหนึ่งของฮิกุรุมะที่ติดใจผม คือ “จะเป็นอย่างไร ถ้าผู้ที่ทำผิดกฎจะถูกลงทัณฑ์ทันทีในแบบกฎของธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องพึ่งการฟ้องร้อง การดำเนินคดี หรือกระบวนการศาล” กล่าวคือ การลงโทษทัณฑ์จะเกิดขึ้นตามการกระทำผิดอย่างสัมบูรณ์
ผมที่ศึกษาเฉพาะทางด้านนิติปรัชญาและทฤษฎีกฎหมายมีความสนใจอย่างมากกับประโยคนี้ แน่นอนว่าในวงทฤษฎีกฎหมาย มันไม่ใช่ประเด็นอะไรที่ใหม่ แต่ผมแปลกใจที่มีการนำเสนอประเด็นนี้ในโลกอนิเมะ ดังนั้น ผมจึงอยากจะนำเสนอข้อสังเกตผ่านมุมมองทางทฤษฎีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ครับ
คนที่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวดีจะรู้ว่าสองสิ่งที่ผมผูกพันคือ ADO นักร้องในดวงใจของผม และ ฮานส์ เคลเซ่น (Hans Kelsen) นักทฤษฎีกฎหมายชาวออสเตรีย แน่นอนว่า มุมมองทางทฤษฎีกฎหมายของผมมาจากเขาเยอะ ดังนั้น ผมจึงจะให้มุมมองเกี่ยวกับประโยคนั้นของฮิกุรุมะผ่านทฤษฎีของเคลเซ่นที่ชื่อว่า ทฤษฎีบริสุทธิ์แห่งกฎหมาย (Pure Theory of Law)
Hans Kelsen
ทฤษฎีบริสุทธิ์เป็นหนึ่งในทฤษฎีกฎหมายที่เข้าใจยากมากที่สุด ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนบ่อยครั้ง และมักจะกลายเป็นแพะรับบาปในหลาย ๆ เรื่อง (มีครั้งหนึ่งผมบ่นให้เพื่อนฟังว่า มีคนเข้าใจทฤษฎีนี้คิดอีกแล้ว เพื่อบอกว่า เขาจะเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ยังไง ถ้าเขาไม่เข้าใจมันตั้งแต่แรก) แต่ว่าแง่มุมของทฤษฎีนี้มีหลายองค์ประกอบ ดังนั้น ผมจะหยิบมาเพียงสองเรื่องครับ
เรื่องแรก คือ ความเป็นกฎหมาย เคลเซ่นอธิบายว่า กฎหมายคือบรรทัดฐาน (Norm) ที่แยกออกจากข้อเท็จจริง (Fact) ในลักษณะนี้ กฎหมายบ้านเมือง (positive law) จึงแยกออกจากกฎแห่งธรรมชาติ (Natural law) แม้ว่าคนที่เคยศึกษานิติปรัชญาจะต้องคุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่คำอธิบายของเคลเซ่นมีนัยยะต่างออกไปครับ
เคลเซ่นอธิบายว่า บรรทัดฐานมีลักษณะ “กำหนด” การกระทำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (positive) และมีรูปแบบ “ควร” (Ought/Sollen) ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ที่มีลักษณะ “บรรยาย” ความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่ “เป็นอยู่” (Is/Sein) ในปรัชญาความรู้ เราเรียกว่าเป็นการแยก สิ่งที่ควรจะเป็น ออกจาก สิ่งที่เป็นอยู่ มาจากปรัชญาของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) ที่ได้อิทธิพลมาจาก เดวิด ฮูม (David Hume) อีกที
David Hume
ฮูม อธิบายว่า ประโยคที่ว่าด้วยสิ่งที่ควรจะเป็นไม่อาจมาจากประโยคที่ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอยู่ กลับกันฉันใดก็ฉันนั้น การพิเคราะห์สองประโยคที่มีรูปแบบแตกต่างกันย่อมต้องใช้ระบบที่ต่างกัน การปะปนสองรูปแบบนี้ ในปรัชญาสมัยใหม่ G.E. Moore เรียกว่า ความวิบัติเชิงธรรมชาติ (Naturalistic Fallacy)
เคลเซ่นอธิบายว่า บรรทัดฐานกล่าวถึงสิ่งที่ควรจะเป็น กฎหมายมีรูปแบบเป็นบรรทัดฐาน ดังนั้น กฎหมายกล่าวถึงแต่สิ่งที่ควรจะเป็น ต่างจากกฎแห่งธรรมชาติ ที่กล่าวถึงสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นเอง
เคลเซ่นใช้เวลาอย่างมาก ในหลาย ๆ ผลงาน เพื่ออธิบายรูปแบบของบรรทัดฐานของกฎหมาย ซึ่งเป็นเป้าหมายของทฤษฎีบริสุทธิ์ ที่ต้องการอธิบายว่ากฎหมายคืออะไร เขาอธิบายว่า กฎหมาย เมื่อชำแหละออกมาเป็นประพจน์ (Proposition) หรือที่เขาเรียกว่า Rechtssätze มีหน้าตาแบบนี้: “ถ้า x เกิดขึ้น ดังนั้น y ควรจะตามมา” ในกรณีทั่วไปนั้น x คือการกระทำ (เหตุ) และ y คือโทษ (ผล)
ต่างกับกฎแห่งธรรมชาติที่มีประพจน์แบบว่า: “ถ้า a เกิดขึ้น ดังนั้น b จะต้องตามมา” ความแตกต่างอยู่ที่ ในประพจน์ของบรรทัดฐาน สิ่งที่เชื่อม x และ y คือ “ควร” (ought) แต่ประพจน์ของกฎแห่งธรรมชาติ สิ่งที่เชื่อมคือ “ต้อง” (must) โดยมีความสัมบูรณ์ (มันจะมีประเด็นเรื่องกฎแห่งบรรทัดฐาน ที่เคลเซ่นเรียกว่า Imputation หรือ Zurechnung ที่เป็นตัวเชื่อม x กับ y ที่ล้อกับกฎแห่งธรรมชาติ นั่นคือ Causality ที่เป็นตัวเชื่อม a กับ b แต่มันเป็นหัวข้อใหญ่มาก)
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ฮิกุรุมะกล่าว คือการเปลี่ยนกฎที่เป็นบรรทัดฐาน นั่นคือ กฎหมาย ให้เป็นกฎแห่งธรรมชาติ นั่นเอง มันคือการสร้างผลสัมบูรณ์ของกฎหมาย ทำให้โทษ หรือ ผล “จำเป็นจะต้องตาม” (necessarily follows) การกระทำผิด หรือ เหตุ และในอีกแง่หนึ่ง นั่นคือการเปรียบเทียบหลักความคิดนี้กับเรื่องของกฎแห่งกรรม (ซึ่งผมเคยมีโอกาสไปบรรยายเรื่องนี้ไว้นานแล้ว)
เรื่องที่สอง ที่ตามมา คือเรื่องของ ทฤษฎีรูปนัยทางกฎหมาย (Legal Formalism) ที่เคลเซ่นมักจะถูกกล่าวหา ในมุมหนึ่ง หากเอาตามคำว่า รูปนัย หรือ Formalism มันก็จริงอยู่ระดับหนึ่ง ในแง่ที่ว่า ทฤษฎีบริสุทธิ์อธิบาย “รูป” ของกฎหมาย โดยที่ไม่คำนึงถึงเนื้อหาของกฎหมายเลย เมื่อไม่คำนึงถึงเนื้อหา จึงไม่มีการคำนึงเรื่องคุณค่าเชิงศีลธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยของความบริสุทธิ์ของกฎหมาย
(สิ่งที่ห้องเรียนมักไม่ค่อยสอนคือ ความบริสุทธิ์ของทฤษฎีกฎหมายของเคลเซ่น คือ บริสุทธิ์ต่อสองอย่าง หนึ่ง คือบริสุทธิ์จากคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น ศีลธรรม มโนคติเรื่องความยุติธรรม หรืออุดมการณ์ทางการเมือง และสอง คือ บริสุทธิ์จากการวิเคราะห์เชิงข้อเท็จจริง ว่ากฎหมายเป็นบรรทัดฐาน ความเป็นกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตามธรรมชาตินั่นเอง)
แต่แท้จริงแล้ว การกล่าวหาว่า ใครเป็น Legal Formalist มีนัยยะอีกแบบ กล่าวคือ ไม่ได้กล่าวถึงตัวทฤษฎีที่พูดถึงแต่ รูป ของกฎหมาย แต่กล่าวถึงทฤษฎี แนวความคิด โดยเฉพาะของผู้ใช้กฎหมาย ที่ปรับใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในมุมของทฤษฎี คือการกล่าวว่า ผู้ใช้กฎหมาย โดยเฉพาะศาล ปรับใช้กฎหมายอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้สร้างกฎหมายเอง ดังนั้น จึงไม่มีการใช้การตีความแต่อย่างใด
แท้จริงแล้ว ในมุมของทฤษฎีรูปนัย เป็นเรื่องของทฤษฎีกฎหมายเชิงนิติวิธี (Legal Reasoning) มุมหนึ่งบอกว่า กฎหมายตราออกมาแล้ว ศาลปรับใช้เฉย ๆ ศาลไม่ได้มีหน้าที่ตรากฎหมาย ดังนั้น ศาลไม่ต้องตีความ (เพราะการตีความกฎหมาย เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างกฎหมาย) อีกมุมหนึ่งคือ ทฤษฎีสัจจะนิยมเชิงกฎหมาย (Legal Realism) กล่าวโดยคร่าวคือบอกว่า ศาลเป็นผู้สร้างกฎหมายที่แท้จริง
อย่างไรก็ดี แท้จริงแล้ว การกล่าวหาว่าใครเป็น legal formalist มันเป็นแทบจะถือว่าเป็นคำด่าได้เลยนะครับ (และเคลเซ่นเองก็อธิบายว่า เนื่องจากกฎหมายแท้จริงแล้วเป็นระบบกฎหมาย ซึ่งมีลักษณะเป็นระดับชั้น ดังนั้น ศาลเองก็สร้างกฎหมายเหมือนกันกับฝ่ายนิติบัญญัติ ต่างเพียงระดับชั้น การจำกัดเรื่องเนื้อหา และผลของการบังคับเฉพาะคดี ดังนั้น ศาลก็ต้องตีความเพื่อสร้างกฎหมายด้วย)
มีฉากหนึ่งในมหาเวทย์ผนึกมารที่สะท้อนแนวความคิดแบบนี้ แม้ว่าจะไม่ชัดเจนมากนัก นั่นคือ เมื่อฮิกุรุมะพูดถึงเทพีแห่งความยุติธรรมที่ปิดตา เพื่อที่จะมอบความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ฮิกุรุมะกล่าวว่า อย่างน้อย เขาก็อยากจะลืมตาเอาไว้ แต่เมื่อจังหวะที่เขากำลังจะสังหารยูจิ มีแวบหนึ่งที่เขากำลังจะหลับตาลง สะท้อนถึงการปรับใช้กฎหมายอย่างหลับหูหลับแบบ legal formalist
กฎหมายก็คือกฎหมาย คือคติพจน์ที่น่าจะเคยได้ยินกันอยู่นะครับ ที่มีคำกล่าวเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะแยกกฎหมายออกจากศีลธรรม แน่นอนว่า คนก็คงจะด่าทอกันไปว่า แบบนี้กฎหมายก็ไม่ใช่ความยุติธรรมน่ะสิ! กล่าวแบบคร่าว ๆ ก็คือ ใช่ครับ แต่มันก็มีข้อได้เปรียบไม่น้อยนะครับ กฎหมายเพียงบอกว่า อะไรควร อะไรไม่ควร เท่านั้น ไม่ได้บอกว่า ใครทำผิด(กฎหมาย) จะ “ต้อง” ได้รับโทษแน่ ๆ
ลองคิดดูว่า กฎหมายที่เรา ๆ มองกันว่ามันไม่ถูกต้อง แต่เราเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายนั้น กฎหมายก็คือ(เพียงแค่)กฎหมาย เท่านั้น การบังคับใช้กฎหมาย ให้โทษผู้กระทำผิดกฎหมายที่เราว่าไม่ชอบ ไม่ได้มีความ “จำเป็น” (necessity) แต่อย่างใด เพราะส่วนหนึ่งมันขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมายด้วยครับ เมื่อกฎหมายแยกออกจากศีลธรรม ผู้บังคับใช้กฎหมายย่อมสามารถใช้ศีลธรรมของตนมากำหนดอำนาจการบังคับกฎหมายได้ โดยเฉพาะผ่านการตีความ
ฮิกุรุมะได้รับพลังที่โอเวอร์มาก คือ Judgeman เมื่อ Judgeman ตัดสินให้ศัตรูมีความผิด และบัญญัติโทษประหาร ฮิกุรุมะจะได้ดาบประหาร ใครที่ถูกฟันจะต้องเป็นอันสิ้น ไม่มีข้อยกเว้น แต่ข้อยกเว้นนั้นแท้จริงแล้วอยู่ที่ฮิกุรุมะเองครับ ทั้งสองตอนที่ฮิกุรุมะบ่นถึงการใช้กฎหมายอย่างไม่ยุติธรรม และพรรณนาอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดสัมบูรณ์ เขาสามารถทำมันได้
แต่สุดท้าย เขาเลือกที่จะไม่ทำกับยูจิ ในเสี้ยววิน่าทีที่เขาหลับตาหลบจากองค์ประกอบอื่น ๆ นอกเหนือจากอำนาจที่เขาได้มาจากกฎหมายของ Judgeman เขาลืมตาอีกครั้ง และ “เลือก” ที่จะไม่บังคับใช้มัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดสิ่งที่สัมบูรณ์ มันเพียงกำหนดสิ่งที่ควรเป็น ส่วนการบังคับสิ่งที่ควรเป็นนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมายเอง
กล่าวโดยสรุป Jujutsu Kaisen Season 3: The Culling Game Part 1 ตอนที่ 9 ทำออกมาอย่างมีคุณภาพครับ ประทับใจมาก ส่วนตัวผมชอบตอนนี้ที่สุดในซีซั่น งานภาพอย่างสวย งานเพลงประกอบทำเอาจนลุกจนเกือบน้ำตาไหล ผมถึงขึ้นคิดว่า ฮิกุรุมะเป็นตัวละครที่เขียนออกมาได้ดีที่สุดในเรื่อง ใช้เวลาเพียงสองตอน เราสามารถเข้าใจตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง ถือว่าเป็นความสามารถชั้นเลิศของผู้เขียน แต่การนำเสนอยอดเยี่ยมของทีมงานครับ!
โฆษณา