Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สุวิจักขณ์ จิรัฐฐิติกาล
•
ติดตาม
30 พ.ค. เวลา 23:01 • นิยาย เรื่องสั้น
🙏บันทึกประสบการณ์ทางจิต ep. 11.2 "สิ้นกลัวเพราะอาจารย์ อาจาริยบูชา🙇"(ต่อ)
เมื่อเข้าเต๊นท์ ใจก็ชื้นขึ้นมาหน่อยแต่จริงๆมันคือแค่ตาข่ายผืนเดียวที่กันเราจากแมลง หกโมงเย็น อากาศเริ่มเย็นกับเต๊นท์นั่ง1หลังกลางเทือกเขาพนมดงรักที่กว้างใหญ่ มืดแล้วแต่ยังพอมองเห็นด้านนอกลางๆแต่ตามพื้นมองไม่เห็นแล้วมีแค่ไฟจากโทรศัพท์กับแบตเตอรี่จากเพาเวอร์แบงค์
ทำอะไรไม่ได้ด้านนอกมีแต่เสียงแมลง จินตนาการไปต่างๆนาๆ จนใจคิดว่ายิ่งคิดจะยิ่งกลัวพาเป็นบ้า เราไม่มีอะไรพึ่งแล้ว หลวงพ่อก็ไม่มา มือถือนอกจากไม่มีสัญญานแบตก็ต้องเซฟไว้เพราะคืนนี้ทั้งคืนแล้วพรุ่งนี้อีกทั้งวันกว่าจะถึงบ้าน พุทโธ เท่านั้นไม่มีอะไรจริงๆที่จะทำให้เราหลบจากความคิดฟุ้งซ่านได้ จึงนั่งทำสมาธิ ก็ทำได้แต่บริกรรมคำภาวนาไปเพราะจิตมันฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิ กดมือถือดูอีกที สองทุ่มกว่า แต่ตอนนี้รอบตัวมืดมาก แม้แต่ของที่วางอยู่ข้างตัวก็มองไม่เห็น ยกมือตัวเองขึ้นมามองก็มองไม่เห็น
คิดว่านั่งไปตั้งนานเพิ่งจะสองทุ่มเอง พอไม่อยู่กับคำภาวนาปุ๊ปก็คิดปั๊ป จะมีอะไรมั้ย ถ้าเจอเสือจะทำยังไง แล้วหูก็ได้ยินเสียง สวบๆๆ เสียงเหมือนเท้าย่ำใบไม้มาทางด้านข้างแต่น้ำหนักเสียงเท้าเบาและเหมือนมีมากกว่า2เท้า แล้วก็วนอยู่บริเวณนั้น เราก็เดาว่าอาจจะเป็นหมูป่าเหมือนที่เคยเจอตอนมาที่นี่ครั้งแรก เราก็ตั้งใจฟังว่าจะเข้ามาตรงที่เราอยู่รึเปล่า เพราะมองออกไปไม่เห็นอยู่แล้ว จะส่องไฟออกไปก็ไม่กล้าเพราะก็กลัวว่าไม่รู้จะเจออะไรตอนนั้นกลัวมาก จินตนาการไปต่างๆนานาจินตนาการมันเตลิดขึ้นเรื่อยๆ
คนเดียวในเต๊นท์เล็กกลางป่าที่กั้นระหว่างเรากับอะไรก็ไม่รู้ข้างนอกนั่น แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือน มีบางสิ่งขึ้นมาเหยียบวนไปมาบนไม้กระดานตรงบริเวณที่เราอยู่ หลวงพ่อมาเหรอถ้ามาต้องมีแสงไฟเดินมาสิ? หรือเสือ!! ...หรือผี!! กลัวมาก กลัวจนเหมือนจะร้องไห้ออกมาเอง แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ในเต๊นท์เล็กได้แต่นั่งในท่าสมาธิลืมตาหลับตา อยู่อย่างนั้น จะลืมตาก็กลัวว่าจะเห็นอะไรแม้มันจะมืดจนไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม😰 จะหลับตาก็กลัวถ้าเป็นเสือจู่โจม หรือโจรเราจะทำยังไง กลัวจนนึกถึงคำว่า ขี้หดตดหาย จะหายใจดังยังไม่กล้า😭
ความคิดมันตีกันวุ่นวายไปหมดระหว่างนั้นนั่งอยู่ในท่าทำสมาธิหลับตา จนเมื่อคิดได้ว่า ทำอะไรไม่ได้แล้ว มันกลับทอดอาลัย
เอ้า!!ถ้ามันจะตายก็ให้มันตาย มันกลัวอะไรไหนดูสิ ถ้าเสือมันกินเรา เราตายมั้ย? มันก็ตายแล้วเราจะกลัวขนาดนี้ทำไม? ถ้าจะต้องตายมันก็ตาย ทุกคนต้องตาย ช้าเร็วก็ตาย ถ้าโจรมันฆ่าเราเราตายมั้ย? เราก็ตาย แล้วเราจะกลัวไปทำไม?😑
กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย จะช้าเร็วยังไงก็ตาย มันเป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติ...
พอพิจารณามาถึงตรงนี้ จิตมันดำดิ่ง มันสงบ มันซ่าบซ่าน พิจารณาเห็นตัวเองตั้งแต่เกิด โต และตาย เห็นตายแบบตายโหงมีเลือดมีแผลจมกองเลือด และเห็นตายแบบแก่ แล้วหมดลม แล้วกลายเป็นกระดูก
แล้วก็เกิดปัญญาว่า จะอยู่จะตายมันมีค่าเสมอกัน มันเท่ากัน เราอยู่มาจนอายุเท่านี้ได้พบพระศาสนา จนได้มีความสุขสงบแบบตอนนี้มันดีแล้ว พวกเขาต่างหากที่ยังต้องดิ้นรนเหนื่อยยากเพื่อความอยู่รอดของตัวเองของคนที่รัก ทั้งต้องเจ็บปวดเหน็ดเหนื่อย ถึงแม้ถ้าเราตายเพราะเขากินอย่างน้อยเนื้อของเราก็ยังเป็นประโยชน์ในเขาได้ต่อชีวิตไป พิจารณาแล้วมันปลงสังเวช ทั้งในตนและเหล่าสัตว์ เข้าใจถึงเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น แล้วจิตมันก็นิ่งไป
นิ่งไปเฉยๆเหมือนน้ำใสๆในบ่อบัวที่ไม่มีกระเพื่อม นิ่งอยู่นานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่จนมันรู้สึกว่าอิ่มพอ มันก็รู้สึกถึงลมหายใจที่แผ่วเบา อิ่มเอม อยากแผ่เมตตาจึงแผ่เมตตาออกไป เหมือนคลื่นวงน้ำที่กระเพื่อมออกไปจากจุดศูนย์กลางแต่เป็นแสงที่อบอุ่นแผ่จากรอบตัว กระจายออกไปทั้งป่าถึงทั่วทั้งโลก ถึงสรรพสัตว์ที่อยู่ร่วมโลก
จนเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกชัดขึ้นมีคำบริกรรมพุทโธกลับมาให้นึกถึง หูได้ยินเสียงแมลงในป่า รู้สึกถึงมือเท้าแขนขา จึงลืมตาขึ้น เสียงฝีเท้าที่ได้ยินก็ไม่มีแล้ว พระจันทร์สว่างมากแล้ว แสงพระจันทร์ทำให้เห็นแนวป่าฝั่งตรงข้าม เห็นต้นไม้ข้างนอก จึงนั่งหันไปหันมาไม่รู้จะทำอะไรจึงสวดมนต์บ้างยืดขาบ้าง
ดูนาฬิกาห้าทุ่มกว่าแบตสำรองหมดไปแล้ว เหลือแบตในมือถืออีก80%คิดได้ว่าพรุ่งนี้ต้องขี่รถกลับเดินทางไกล จึงปิดเครื่องเก็บแบต และเห็นว่าตนเองก็ควรต้องนอนเพราะต้องขี่รถ6-7ชั่วโมง
จึงจัดแจงเอาสัมภาระมารวมกองไว้มุมนึงแล้วยืดขาเอนหลังได้จะได้นอนในท่าเอนหลัง นอนก็ไม่หลับร่างกายมันไม่ง่วงหลับๆตื่นๆอยู่อย่างนั้น แต่มันมีสติตลอด เอนหลังหลับตาก็รู้ตัว จนได้ยินเสียง กุกๆ กุก กุกๆๆๆ จากด้านบนเต๊นท์ไม่ดัง แต่ถี่ๆเรื่อยๆ เหมือนมีใครเอาอะไรมาโปรยใส่เต๊นท์ แต่ใจมันไม่จินตนาการแล้ว เสียงได้ยินแต่มันก็เรื่องของเสียงเอนหลังไปสักพักจนรู้สึกว่าหนาวจนต้องเอาเสี้อขี่รถมาใส่
แล้วก็นั่งสมาธิต่อเพราะมันไม่ง่วงแต่รอบนี้ใช้วิธีลืมตาให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม มองออกไปที่ช่องด้านหน้าเต๊นท์ ลมมีบ้างประปรายมาเรื่อยๆ แล้วสายตาก็ไปเห็นอะไรก็ไม่รู้ทุกวันนี้ยังไม่รู้ไม่สรุปว่าคืออะไร ลักษณะเหมือนผ้าสีขาวผืนใหญ่พอสมควรจากการประมาณน่าจะสักสองเมตร จะใช้คำว่ากระพือหรือโดนลมพัดมาจากด้านขวาลอยผ่านไปด้านซ้าย ซึ่งพื้นที่ข้างหน้าเต๊นท์มองออกไประยะสายตาจนถึงอีกฝั่งคือหน้าผาลาดลงไปถึงบึงน้ำ
ใช้คำว่ากระพือหรือลอยเพราะสิ่งนั้นไม่ได้ลอยเร็วเหมือนผ้าเช็ดตัวโดนลมพัดลอยลงจากคอนโด แต่มันกระพือเหมือนผีเสื้อที่บินช้าๆ เราก็คิดว่า อือ มีลมน่าจะผ้าโดนลมพัดมา พอลับสายตาไป แว้บเดียว ลอยกลับมาจากด้านซ้ายไปด้านขวาจนลับตาไป ...ไม่เข้าใจ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือตื่นเต้น ก็เห็นแค่เห็นตามนั้น ( มาคิดตามทีหลัง ผ้า ในป่า? มาจากไหน? หรือถ้าเป็นผ้าโดนลมพัดไป ...เอ้า โดนพัดลอยกลับมาก็ได้อีกแฮะ ทุกวันนี้ผ่านมาเกือบยี่สิบปีก็ยังไม่รู้ )
🙏ยาวมากบทสรุปขอต่อ ep 11.3
#บันทึกประสบการณ์ทางจิต
#ธรรมมะจัดสรร
#วัดป่าภูดินสอ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย