31 พ.ค. เวลา 07:35 • ปรัชญา

ผมคิดใหม่เรื่อง ‘Work life balance’

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนผมเพิ่งเขียนเล่าเรื่องว่า Work life Balance ไม่จำเป็นกับผมอีกต่อไปเพราะผมสามารถอยู่กับงานที่มีความหมายและทำทุกสิ่งที่มีความหมายได้ ผมคิดว่าผมเจอคำตอบแล้ว
คิดไม่ออก บอกไม่ถูก
ในค่ำวันพุธหลังเลิกงาน ผมไม่โพสต์งานเขียนใน lemon 8 มา 2 วันติดกัน และกำลังจะไม่มีงาน Blog ยาวลงด้วย เพราะช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว
ผมจึงเริ่มคิดในตอนนั้นว่าที่ผ่านมาตัวเองมีแต่เรื่องงานและเป้าหมายอยู่ในหัวเท่านั้น
เมื่อทุกสิ่งมุ่งสู่ศูนย์กลาง
ผมยืนนิ่งและมึนงงท่ามกลางความรู้สึกอยากกลับบ้านมาเปิดคอมทำงานของตัวเองต่อ
ก่อนที่ผมจะเริ่มคิดถึงความสนุกในการอ่านของผมที่ตอนนี้กลายเป็นการอ่านเพื่อหาไอเดียมาทำงานเขียน หนังสือที่ผมอ่านในช่วงนี้มีแต่หนังสือพัฒนาศักยภาพและ Productivity จากงานเขียนที่เคยมีไว้เพื่อตกผลึกและปลดปล่อยความเป็นตัวเองเริ่มถูกครอบด้วย Business plan และสร้างเพื่อตอบโจทย์ Algorithm สำหรับเรียกร้องยอด Engage
หรือแม้แต่การเล่นไวโอลินที่ผมเริ่มด้วยความสนใจ และอยากจะเรียนรู้ตอนนี้กลับกลายเป็นกิจกรรมคั่นเวลาเพื่อรีเซ็ตสมองให้พร้อมทำงานต่อ
และเลวร้ายที่สุดคือการใช้เวลากับครอบครัว บางครั้งมันกลายเป็นกิจกรรมพักสมองเพื่อ ‘Productivity’ ไปโดยผมไม่รู้ตัว
ผมรู้สึกเหมือนมีกำแพงสีดำล้อมรอบตัวผมไว้ จนไม่สามารถคิดถึงอย่างอื่นได้นอกจากมัน ผมยืนนิ่งและคิดว่า
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย’
ปัญหาคือ ตัวชี้วัด
เมื่อเริ่มพิจารณาอย่างละเอียด พฤติกรรมของผมไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับงานประจำ แม้แต่ในการออกกำลังกาย ผมก็จะจดความคืบหน้าทุกครั้ง ประเมินร่างกายตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจก มวลกล้ามเนื้อ ไขมัน ความฟิต อาหาร หรือแม้แต่ในการใช้ชีวิตและตอนไปเที่ยว ผมก็มักจะพยายามทำทุกอย่างให้เร็วและ Productive ที่สุดโดยไม่รู้ตัว
ผมคิดว่าปัญหาที่ทำให้ผมเริ่มมีความเครียดและทุกข์ใจไม่ใช่เพียงเรื่องความหมายของสิ่งที่ทำ แต่มันคือ ‘ตัวชี้วัด’
เมื่อผมลองพิจารณาความรู้สึกที่ต่างกันระหว่างสิ่งเหล่านี้ได้แก่
  • การไปอ่านหนังสือที่คาเฟ่ “เพื่อหา Topic มาเขียน Blog” กับวันที่ผมได้พัก “นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ” ที่คาเฟ่เดิม
  • การที่ออกกำลังกายโดย “วัดความคืบหน้า และออกตามแผน” เพื่อสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะจุด กับการเตะฟุตบอลที่ “เล่นเพราะความสนุก” และหมกมุ่นกับฟุตบอลเท่านั้น
  • การที่ใช้เวลากับครอบครัวเพื่อ “เติมพลังงานให้พร้อมทำงาน” กับการใช้เวลา “คุยเรื่องไร้สาระ” กับน้องชายเกี่ยวกับการ์ตูนที่ดูด้วยกัน หรือฟังน้องสาวเล่าเรื่องเจ้าหญิงกลายเป็นผีได้อย่างไร
ทุกอย่างมีความหมายกับผมทั้งสิ้น ผมเป็นคนเลือกมันมาเองแต่มันต่างกันที่มันมีตัวชีวัดกับการทำไปโดยไม่คาดหวัง
นี่จึงทำให้ผมกลับมาพิจารณาแผนของตัวเองเสียใหม่ ถึงแม้ผมจะมีงานที่ผมรักและมี
ความหมาย แต่มันก็มีตัวชี้วัดจากภายนอก หรือความคาดหวังจากผมเอง
ผมยังไม่รู้ว่าผมจะเลิกคาดหวังหรือเลิกหาเป้าหมายในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไร และเพราะผม ‘ไม่รู้’ มันจึงเป็นเส้นทางที่คุ้มค่าที่จะลอง
โฆษณา