วันนี้ เวลา 07:45 • หนังสือ

บทที่ 22

ฉันหยิบไม้สำหรับจับงูแบบพิเศษขึ้นมา ที่ปลายไม้มีเหล็กแหลมรูปสามเหลี่ยมที่สามารถกดหัวงูเอาไว้ได้อย่างแน่นหนา งูที่ฉันจับได้เป็นงูไม่มีพิษ ตัวสีเทาๆ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก
หลังจากฉันกดหัวมันเอาไว้ได้แล้ว ก็ให้เจียงหยางใช้มีดถางหญ้าจัดการฟันมัน
แต่เจียงหยางกลับถือมีดถางหญ้าก้มลงนั่งอยู่ตรงหน้างูที่กำลังดิ้นพล่านไม่หยุด เขาใช้นิ้วเขี่ยหางงูเล่นราวกับว่าติดใจสนุกเข้าให้แล้ว เขี่ยไปเขี่ยมายังเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ฉันอีก
ฉันพาเขามาเล่นงูหรือเปล่านะ? เปล่าเลย
ฉันยกมือขึ้นฟันฉับเดียวตัดตัวงูขาดออกเป็นสองท่อน เลือดงูสาดกระเด็นลงบนพื้นดินที่แห้งกร้านข้างๆ ตัวเจียงหยาง
เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าหางงูใส่ลงไปในถุงที่พกติดตัวมา ปกติเวลาฉันพาเขาออกไปทำงาน จับพวกนกหรือกบอะไรได้ ก็จะใส่ไว้ในถุงใบนั้นแหละ
หลังจากเขาเก็บงูเสร็จ ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินวนรอบตัวฉันพลางถอนหญ้าข้างๆ มีดถางหญ้าที่ฉันให้เขาก็ถูกเขาลากไปกับพื้นด้านหลัง เสียงกระทบกับหินดังเคร้งๆ
เขาไม่ได้มีความคิดที่จะหยิบมันขึ้นมาใช้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ถือมีดเล่มนั้นไว้เพราะเป็นของที่ฉันบอกให้เขาถือก็เท่านั้น
“เจียงหยาง ฉันกำลังทำให้ดูเป็นตัวอย่างนะ ให้เธอเรียนรู้ เข้าใจไหม? ไม่ใช่ให้เธอมาคอยเก็บงู”
ฉันใช้ไม้จับงูชี้ไปที่ส่วนหัวของงู
เจียงหยางกะพริบตาปริบๆ จากนั้นก็วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหยิบหัวงูชิ้นนั้นใส่ลงในถุง แล้วลากปากถุงมาอวดความดีความชอบกับฉัน
ฉันยืนพิงไม้เท้ามองดูเขาที่หัวเราะร่าด้วยความใสซื่อ อีกทั้งยังมองเห็นมีดถางหญ้าที่ถูกเขาทิ้งไว้ข้างตัว รู้สึกว่าเด็กคนนี้สอนยากกว่าที่คิดจริงๆ
สุดท้ายแล้ว—
โจ๊กเนื้องูก็รสชาติดี เนื้องูผัดต้นหอมกระเทียมก็อร่อย
บาดแผลเริ่มคัน เพราะเนื้อเยื่อใหม่กำลังก่อตัว ความคันแบบนี้ทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก
ฉันคันจนนอนไม่หลับ ลืมตาโพลงพลางคิดถึงเสบียงที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เจียงหยางที่นอนอยู่ข้างๆ กำลังหลับสบาย อยู่ดีๆ เท้าเขาก็กระตุกดึ๋งๆ นิ้วเท้าพยายามคลำสะเปะสะปะมาทางด้านข้าง
ฉันกดไหล่ตัวเองแล้วขยับถอยเข้าไปด้านในอย่างเงียบๆ
เจียงหยางคลำไม่เจอเสื้อผ้าของฉันก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ร้อง “อือ” ออกมาในลำคอ แต่พอเห็นว่าเป็นฉันก็กลืนเสียงนั้นกลับลงไป แล้วขยับตัวเข้ามาเบียดฉัน ก่อนจะหลับตาลงนอนต่อ
จริงๆ แล้วปกติเวลาเขานอนตอนกลางคืนเขาก็มักจะตื่นบ่อยๆ ฉันมักจะถูกสายตาของเขาทำให้ตื่นขึ้นมาเป็นครั้งคราว พบว่าเขาลืมตาจ้องมองฉันอยู่ ราวกับกลัวว่าฉันจะหายตัวไปเฉยๆ
นับตั้งแต่ฉันบาดเจ็บ เขาก็ยิ่งสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยขึ้นเรื่อยๆ พอตื่นมาก็เอาแต่หาตัวฉัน
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
เช้าวันต่อมา ฉันหยิบมีดถางหญ้า หนังสติ๊ก และเครื่องมือบางอย่างพาเจียงหยางออกไปข้างนอก
ตอนแรกเขายังร่าเริงดีอยู่ แต่พอเห็นว่าฉันเดินไปในทิศทางของต้นไทรกลายพันธุ์ต้นนั้น เขาก็ไม่ยอมไปอีก
ฉันจึงลากเขาให้เดินตามไปตรงๆ จนถึงบริเวณใกล้ๆ กับต้นไทรกลายพันธุ์นั่น เขาพลันวิ่งมาขวางหน้าฉันไว้ แล้วกอดต้นขาฉันผลักไปทางด้านหลัง ไม่ยอมให้ฉันเข้าไปใกล้
เจียงหยางส่งเสียง “อือวาๆ” ไม่หยุด ดูร้อนรนมาก
ฉันไม่สนใจและคว้าอุ้งมือเขาแล้วลากไปที่ใต้ต้นไม้
ก่อนหน้านี้ฉันไม่ชอบมาที่ใต้ต้นไม้นี้ เพราะกิ่งก้านสาขามันหนาทึบเกินไป บนยอดไม้ซ่อนอะไรไว้บ้างก็ดูยาก แสงสว่างก็ไม่เพียงพอ ยิ่งทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย
หากไม่จำเป็นและไม่ได้ผลตอบแทนอะไร ก็อย่าเสี่ยงจะดีกว่า
แต่ครั้งนี้ฉันต้องมา เพราะฉันเตรียมที่จะล่าเจ้าพวกตัวเล็กๆ แถวนี้ให้เจียงหยางดู ฉันต้องทำให้เขารู้ว่าต้นไทรกลายพันธุ์ต้นนี้ไม่ใช่สถานที่ที่น่ากลัวจนทำให้เขาต้องขวัญเสีย
ในยุคสิ้นโลกมีสถานที่ที่น่ากลัวกว่าที่นี่อีกตั้งเยอะ และมีศัตรูที่น่ากลัวกว่าสุนัขจิ้งจอกกลายพันธุ์ตัวนั้นอีกมากมาย
เขาจะถูกขังอยู่กับอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ไม่ได้
ไม่อย่างนั้นในอนาคตพอเขาต้องจากที่นี่ไปสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่าเดิม เขาจะหวาดกลัว และก้าวเดินออกไปไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
เหมือนกับฉันในช่วงแรกๆ ของยุคสิ้นโลก เพราะไม่กล้าก้าวออกไป ทุกย่างก้าวถึงได้โชกเลือด และเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายต่อหลายครั้ง
ถ้าเผชิญหน้ากับศัตรูแล้วเกิดความหวาดกลัว หันหลังวิ่งหนี ก็จะนำพาความตายมาสู่ตัวเองได้ง่ายๆ
สิ่งที่ฉันต้องการสอนเจียงหยางคือ อย่าได้หวาดกลัวสถานที่ที่นำพาความผิดหวังและฝันร้ายมาให้เขา
ฉันไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ฉันสื่อไหม แต่ฉันจำเป็นต้องสอนเขา
ฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าเจียงหยางอาจจะหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา แอบอยู่หลังฉัน หรือวิ่งหนีไปในทันที
แต่เขากลับทำได้ดีกว่าที่ฉันคิดเอาไว้มาก
หลังจากที่พบว่าฉันไม่คิดจะจากไปจากที่นี่ เจียงหยางก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันโดยสมัครใจ
ถึงแม้เขายังคงประหม่าและตัวสั่นอยู่ แต่ฉันรู้ว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่กล้าหาญในวันข้างหน้า
เพราะเขากล้าที่จะยืนอยู่หน้าฉัน
เขาต้องการปกป้องฉัน
ฉันลูบผมเจียงหยาง พลางสังเกตการกระจายตัวของกิ่งไม้บนหัว แล้วก็พบจุดที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด
จากนั้นฉันก็ลากเจียงหยางมาใต้กิ่งไม้ที่บางที่สุด ง้างหนังสติ๊ก
ก้อนหินแหวกอากาศส่งเสียงหวีดหวิวพุ่งออกไป กระทบเข้ากับยอดไม้
ในชั่วพริบตานั้น ต้นไทรที่ดูสงบนิ่งก็เริ่มสั่นไหว
นกสีเทาดำจำนวนมากบินแตกตื่นออกมาจากกิ่งก้านที่เต็มไปด้วยดอกไทร ส่งเสียงร้องแหลมประหลาด
เจียงหยางสะดุ้งอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองฉัน
ฉันบอกเขาว่า
“ไม่ต้องกลัว ดูการเคลื่อนไหวของฉันนะ”
ฉันหยิบก้อนหินอีกหลายก้อนออกมาจากถุงผ้าที่เอว เล็งไปยังทิศทางอื่นแล้วยิงออกไป
ก้อนหินพวกนี้เป็นก้อนหินที่ฉันเก็บมาจากริมตลิ่งก่อนหน้านี้ ฉันเก็บมาเต็มตะกร้า ตอนนี้ยังใช้ไม่หมด
ก้อนหินที่พุ่งออกไปต่อเนื่องทำให้สัตว์จำนวนมากที่ซ่อนอยู่ในต้นไทรกลายพันธุ์ใหญ่แตกตื่น
ชั่วขณะนั้น นอกจากนกหลากหลายชนิดที่บินออกไปแล้ว ยังมีเงาสีดำจำนวนไม่น้อยวิ่งพล่านไปมาตามกิ่งไม้
ที่นี่คึกคักราวกับเป็นอีกโลกใบเล็กๆ โลกหนึ่ง
ฉันย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง ให้เจ้าตัวเล็กอยู่หน้าฉัน
ฉันใช้สองมือโอบเขาไว้ เล็งไปที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งบนกิ่งไม้ แล้วง้างหนังสติ๊กจนตึง
สายตาของเจียงหยางจับจ้องอยู่ที่มือของฉัน
ฉันนำทางสายตาของเขาให้มองไปที่กิ่งไม้เหนือหัว แล้วปล่อยมือทันที
“ฉึบ”
“จี๊ดๆ!”
หนูยักษ์กลายพันธุ์ขนสีเทาตัวไม่ใหญ่นักส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วร่วงหล่นลงมาจากกิ่งไม้
แต่มันก็รีบตะเกียกตะกายไปทางใต้รากไม้หนาเพื่อจะหลบซ่อน
ก้อนหินอีกก้อนถูกยิงไปดักหน้ามัน
หนูยักษ์กลายพันธุ์ที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกตัวนั้นหันหลังกลับทันทีเพื่อจะมุดเข้าไปในกองใบไม้แห้ง
แต่ฉันใช้มีดถางหญ้าฟันหัวมันขาดกระเด็น
หนูยักษ์กลายพันธุ์ตัวนี้ไม่ใหญ่ บนหัวด้านข้างมีจุดสีดำอยู่จุดหนึ่ง
ฉันเดาว่ามันน่าจะเป็นลูกหนูที่ทิ้งไว้โดยหนูยักษ์กลายพันธุ์ตัวที่ฉันฆ่าไปก่อนหน้านี้ เพราะหนูยักษ์กลายพันธุ์ตัวก่อนก็มีจุดสีดำตรงข้างหัวแบบนี้เหมือนกัน
การขาดแม่หนูคอยดูแล หนูยักษ์กลายพันธุ์ตัวเล็กตัวนี้สามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
หากฉันถูกฆ่า เจียงหยางก็คงมีโอกาสลงเอยเหมือนหนูยักษ์กลายพันธุ์ตัวนี้ คือถูกตัวอื่นล่าไป
ดังนั้นฉันต้องรีบสอนสิ่งที่ฉันรู้ให้เจียงหยางให้ได้มากที่สุด
ฉันหิ้วหนูมาไว้ตรงหน้าเจียงหยาง
เขามองฉันด้วยความว่างเปล่า
ฉันใช้มีดถางหญ้าเปิดปากถุงของเขาออก แล้วใส่หนูตายตัวนั้นลงไป จากนั้นก็ลากเขาเดินไปอีกฝั่งของต้นไทร เพื่อมองหาเหยื่อที่เหมาะสมอีกครั้ง
เขาเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกอุ้งมือมาดึงชายเสื้อฉันเบาๆ
ฉันเหลือบตามองเขา เห็นเขาประคองถุงที่ใส่หนูตายไว้ ดวงตาเป็นประกาย มองดูฉันด้วยความชื่นชมอย่างที่สุด
“ถือมีดถางหญ้าของเธอไว้ให้ดี”
ฉันเตะมีดถางหญ้าที่เขาลากพื้นอยู่เบาๆ
เขาได้สติจึงเลียนแบบท่าทางฉัน ชูมีดถางหญ้าขึ้น พลางมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ฉันไม่ได้ต้องการให้เขาต้องล่าอะไรได้ที่นี่ เพราะตอนนี้เขาก็ยังล่าอะไรไม่ได้อยู่ดี
ฉันเพียงหวังให้เขาเรียนรู้ที่จะยกมีดขึ้นมาก็เท่านั้น
ฉันใช้หนังสติ๊กยิงนกสีเทาได้อีกตัวหนึ่ง ดูไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์ไหน รอบปากมีวงสีเหลือง บนหัวมีขนสีดำยาวกว่าปกติสองเส้น
ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้มีอะไรมากนัก
แต่หลังจากที่ฉันพาเขาไปล่าสัตว์แถวต้นไทรกลายพันธุ์ติดต่อกันหลายวัน เจียงหยางก็ไม่หวาดกลัวที่จะไปแถวต้นไทรกลายพันธุ์นั้นอีก และความถี่ในการฝันร้ายตอนกลางคืนก็ลดน้อยลง
เมื่อเจียงหยางไม่หวาดกลัวที่นั่นแล้ว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใจพาเขาไปที่นั่นอีก แต่เริ่มพาเขาไปยังสถานที่อื่นๆ รอบๆ อย่างตั้งใจ
บ้านร้างที่เจียงหยางเคยสงสัยแต่ยังไม่เคยเข้าไป ฉันก็พาเขาเข้าไปดู
ภายในบ้านเหล่านั้นไม่มีของที่ใช้งานได้แล้ว ต่อให้เข้าไปก็ไม่ได้อะไร
หากเป็นฉันเมื่อก่อนก็คงไม่พาเจียงหยางเข้าไปเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้ ทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้านร้างแห่งนี้ ฉันได้พาเขาไปดูมาหมดแล้ว
ดอกส้มในสวนของบ้านหลังหนึ่งกำลังบาน กลิ่นหอมฟุ้ง
ฉันพาเจียงหยางเดินรอบใต้ต้นไม้
เขาที่นั่งยองๆ อยู่เก็บกลีบดอกส้มสีขาวที่ร่วงหล่นได้มากมาย ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อจนหมด
ตอนกลางคืนเขานำกลีบดอกส้มทั้งหมดไปวางไว้ใต้หมอน ดมกลิ่นหอมอ่อนๆ นั้น
แล้วฉันก็หลับฝันไป
---
🥀 ให้กำลังใจกันเหมือนเดิมนะทุกคน🩷🩷
โฆษณา