วันนี้ เวลา 08:02 • หนังสือ

บทที่ 24

ฉันขมวดคิ้ว ตัดสินใจวิ่งลงจากเนินเล็กๆ นั่น พุ่งเข้าไปในทุ่งนาเพื่อดูว่าเจียงหยางเป็นอะไรหรือเปล่า
ยังไม่ทันจะเดินไปถึง เจียงหยางก็ปีนขึ้นมาแล้ว บนหัวมีแต่เศษหญ้า เสื้อผ้าก็เลอะเทอะ
เขานั่งหัวเราะ "คิกคิกคิก" อยู่ในกองหญ้า ดูท่าทางเหมือนจะไม่เป็นอะไร
ฉันฉุดตัวเขาขึ้นมา แล้วพาเดินจากคันนาไปทางริมตลิ่งแม่น้ำ
เดินไปได้ไม่นาน เจียงหยางก็ดึงมือฉันแล้วเขย่าเบาๆ
ฉันหันไปมองเขา
เขาทำเสียง "อือๆๆ" พลางชี้ไปทางไม่ไกลนักด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
ฉันมองไปตามทิศทางที่เขาชี้ ก็เห็นนกกระยางสองตัวสีขาวบริสุทธิ์
นั่นน่าจะเป็นนกกระยางขาวกลายพันธุ์ ที่หางมีขนยาวๆ สองเส้น รูปร่างใหญ่กว่านกกระยางขาวทั่วไป
พวกมันเดินอย่างสบายอารมณ์บนพื้นหญ้าริมแม่น้ำ บางครั้งก็ก้มหัวลงไซ้ขน
เวลาบินขึ้นไปเหมือนกับก้อนเมฆสีขาวสะอาดตา สวยงามมาก
เมื่อฉันกับเจียงหยางเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ นกกระยางขาวทั้งสองตัวก็กางปีกออก ทะยานผ่านผิวน้ำบินไปยังภูเขาฝั่งตรงข้าม
นกสีขาวกับภูเขาสีเขียวรวมกันเป็นภาพที่งดงามมาก
น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ซาบซึ้งอะไรมากนัก แต่ดูเหมือนเจียงหยางจะมีจิตวิญญาณแห่งความโรแมนติกติดตัวมาแต่เกิด เขาชอบความงามแบบนี้เป็นพิเศษเสมอ
เขาพ่นลมหายใจออกมาคล้ายกับความเสียดาย
ดวงตากวาดมองไปรอบๆ อย่างต่อเนื่อง ราวกับอยากจะหาอะไรที่น่าสนใจที่ยังไม่เคยเห็นอีก
ฉันพาเจียงหยางเดินเล่นริมแม่น้ำ อยากดูว่าตอนนี้มีเปลือกหอยกาบให้เก็บไหม
ลมที่พัดมาจากแม่น้ำมีความชื้นและกลิ่นคาวพัดผ่านเข้ามา รู้สึกเย็นสดชื่นมาก
ฉันล้างมือล้างหน้าล้างตาที่ริมแม่น้ำ
จากนั้นฉันกับเจียงหยางก็ไล่หาตามริมฝั่งไปรอบหนึ่ง เก็บเปลือกหอยขนาดเท่าฝ่ามือมาได้ยี่สิบกว่าตัว
ก่อนหน้านี้เคยมีช่วงน้ำลดรอบหนึ่ง ตอนนั้นฉันไม่ได้มา ถ้ามาช่วงนั้นน่าจะเก็บได้มากกว่านี้
เปลือกหอยตอนนี้ก็ดูไม่ค่อยอวบเท่าไหร่
ฉันกองเปลือกหอยที่เก็บได้รวมกันไว้ ตั้งใจว่าจะแงะเปลือกออกตรงนี้เลย แล้วควักเนื้อกลับไป
แค่นี้ก็พอสำหรับกินหนึ่งมื้อแล้ว
เจียงหยางนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ เปลือกหอย ใช้กรงเล็บเคาะเปลือกหอยเหล่านั้นอย่างอยากรู้อยากเห็น
เปลือกหอยสีดำส่วนใหญ่จมอยู่ในโคลนครึ่งหนึ่ง
หลังจากฉันหยิบขึ้นมา เปลือกหอยก็เต็มไปด้วยดินโคลน
เปลือกหอยพวกนี้ปิดสนิทแน่นนิ่ง ไม่ว่าจะเจียงหยางจะจิ้มจะเคาะ หรือหยิบขึ้นมาเขย่า ก็เหมือนก้อนหินที่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เจียงหยางนั่งเล่นเปลือกหอยอยู่ตรงนั้น
ฉันเดินไปดูทุ่งนาสองแปลงข้างๆ
นี่เป็นนาข้าว เดิมทีน่าจะเคยปลูกข้าวมาก่อน
ตอนนี้ที่มุมนาเริ่มมีต้นกล้าข้าวยาวประมาณหนึ่งนิ้วงอกออกมาสองต้น
ฉันนั่งยองๆ อยู่ริมคันนาแหวกพงหญ้าพวกนั้นดู ก็เห็นมีรูเล็กๆ อยู่ในโคลน
เป็นระยะๆ ก็มีฟองอากาศผุดขึ้นมา
นั่นเป็นรูของปลาไหล
อาจจะมีปลาไหลนาอยู่ด้วยก็ได้
ฉันนึกถึงลอบดักปลาที่วางทิ้งไว้มุมห้องโดยไม่ได้ใช้
สามารถเอามาใช้จับปลาไหลหรือปลาไหลนาได้
ลอบดักปลาสานมาจากไม้ไผ่ เป็นทรงกระบอกยาวเท่าแขน
กระบอกสองอันต่อกันเป็นรูปตัว L
ปากรูหนึ่งสามารถให้ปลาไหลมุดเข้าไปได้
ทันทีที่มุดเข้าไปแล้วก็จะออกมาไม่ได้อีก เพราะปากทางด้านนอกกว้างกว่าด้านใน
ฉันรู้วิธีใช้ลอบพวกนี้ เพียงแต่ไม่เคยเอามาใช้ที่นี่เท่านั้นเอง
คิดไว้ว่าคราวหน้าจะเอาลอบมาสักสองสามอันเพื่อมาจับปลาไหล
ฉันเดินกลับไปหาเจียงหยาง แล้วใช้มีดถางหญ้าสาธิตให้เขาดูว่าต้องแงะปากเปลือกหอยอย่างไร
เพียงแค่แงะให้เห็นช่องว่าง ใช้มีดถางหญ้าสอดเข้าไปด้านข้างแล้วงัดแรงๆ ก็ออกแล้ว
เนื้อหอยข้างในควักออกมาวางไว้ข้างๆ
แป๊บเดียวก็กองรวมกันเป็นจานเล็กๆ
เจียงหยางเอาเปลือกหอยที่ฉันงัดเปิดแล้วมาเล่น
ลูบไล้ผิวข้างในที่เรียบลื่น แล้วยังเอาเปลือกหอยไปตักน้ำ
ตอนเขายกเปลือกหอยที่ใส่น้ำกลับมา ในเปลือกหอยนั้นยังมีหอยขมตัวเล็กๆ ติดมาด้วยสองตัว
ฉันเหลือบมองหอยขมสองตัวนั้นแล้วบอกให้เขาโยนคืนไป
หอยขมตอนนี้ยังไม่โตนัก
รออีกสองสามเดือน พอหอยขมพวกนี้โตเป็นสามเท่าของตอนนี้ ถึงจะมีเนื้อให้กินหน่อย
ริมตลิ่งมีจุดหนึ่งที่เว้าเข้าไป น้ำตรงนั้นตื้นมาก
มีปลาเล็กๆ บางชนิดชอบอยู่ตรงน้ำตื้นแบบนั้น
เป็นปลาตัวเล็กๆ ที่ยังไม่โตเท่าข้อนิ้ว ตัวใสแจ๋ว หมอบนิ่งๆ อยู่บนพื้นทราย
หลังจากเจียงหยางพบปลาเล็กๆ ในน้ำตื้น ก็นั่งยองๆ อยู่ตรงนั้นตลอด
พอฉันจัดการเปลือกหอยเกือบเสร็จ เลยเรียกเจียงหยาง
เขาประคองกรงเล็บวิ่งเข้ามาหาฉัน
เขาให้ฉันดูอุ้งมือของเขา
ฉันชำเลืองมองเห็นปลาตัวเล็กขนาดหนึ่งข้อนิ้วนอนอยู่ในอุ้งมือเขา
เป็นปลาซิว
ถ้าหยิบฝามาสักอันแล้วนั่งยองๆ ตรงน้ำตื้นนั้น แป๊บเดียวก็จับได้เป็นสิบตัวแล้ว
แต่สิบตัวก็ไม่พอให้กินคำเดียวหรอก
ฉันเลยขี้เกียจจับ
เจียงหยางก็กินปลาไม่ได้ เขากินพืช
แต่เขาชอบสิ่งเหล่านี้
ในอุ้งมือประคองปลาไว้ หางแทบจะสะบัดขึ้นฟ้าแล้ว
อุ้งมือเขากักน้ำไม่อยู่เท่าไหร่
เดินมาตลอดทางน้ำก็หมดแล้ว
ตอนนี้ปลาตัวเล็กในอุ้งมือเขาได้แต่อ้าปากพะงาบๆ อย่างไร้ความหมาย
เจียงหยางให้ฉันดูเสร็จ ก็วิ่งกลับไป แล้วเอาปลาตัวน้อยตัวนั้นไปปล่อยคืน
ริมตลิ่งมีของเยอะแยะ
เจียงหยางรื้อหาตรงโน้นตรงนี้ จนกระทั่งรื้อเจอเข้ากับปูหนึ่งตัวใต้ก้อนหินใหญ่
ตอนฉันพาเจียงหยางกลับ เขายังมีท่าทีอาลัยอาวาส
ผ่านคันนาข้างหนึ่ง ฉันเห็นกุ้งตัวใสแจ๋วในร่องน้ำเล็กๆ ตรงกลาง
มันซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า เผยให้เห็นก้ามสีเทาดำ
ถ้าเป็นกุ้ง ก็ต้องรออีกสองสามเดือนถึงจะโตเต็มที่
ระหว่างทางกลับ เดินผ่านถนนยางมะตอยสายนั้น ฉันเปลี่ยนทิศทางกลับเข้าหมู่บ้าน
บังเอิญพบว่าข้างทางมีถั่วปากอ้าขึ้นอยู่หลายต้น
ถั่วปากอ้าตอนนี้กินได้พอดี
ฉันหยิบถุงออกมาใส่ถั่ว
เจียงหยางก็ช่วยฉันเด็ดฝักถั่วด้วย
สุดท้ายก็เก็บกลับไปได้ถุงเล็กๆ ถุงหนึ่ง
ฝักถั่วฝักหนึ่งถ้าแกะออกมา มากสุดก็มีเมล็ดสี่ห้าเมล็ด น้อยสุดก็มีสองสามเมล็ด
ทั้งหมดใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็ก
เปลือกฝักที่แกะออกมาเอาไปตากแห้งไว้เป็นเชื้อไฟได้
ถั่วสีเขียวต้มรวมกับเปลือกฝัก ใส่เกลือลงไปนิดหน่อย อบไฟแรงสักพัก กลิ่นหอมๆ ก็โชยออกมา
เนื้อหอยกาบที่ได้จากริมแม่น้ำแช่ในน้ำบ่อจนล้างทรายสะอาดหมดจด
ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เกลือแล้วเอาไปต้มในหม้อใบเล็ก
เนื้อหอยกาบต้มยากหน่อย ต้องต้มไว้นานๆ ถึงจะไม่เหนียวเคี้ยวยาก
ถั่วปากอ้าต้มเสร็จแล้ว เนื้อหอยกาบยังคงตุ๋นจนเริ่มได้ที่
ฉันช้อนถั่วปากอ้าขึ้นมาผ่านน้ำ นั่งล้อมวงกับเจียงหยางกินด้วยกัน
ฉันกัดเปลือกถั่วเปิดช่องหนึ่ง แล้วบีบเบาๆ ถั่วข้างในก็โผล่ออกมา
แต่เจียงหยางทำไม่เป็น
เขาทำได้แค่กินทั้งเปลือกทั้งเมล็ด
ซึ่งเขากินอร่อยกว่าฉันเยอะเลย
เนื้อหอยกาบตุ๋นจนถึงช่วงเย็น เคี้ยวแล้วยังรู้สึกแข็งอยู่เล็กน้อย
แต่ความแข็งระดับนี้กำลังดี เหมือนกินของว่างชิ้นเล็กๆ ที่เคี้ยวได้นาน ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม
ฉันใช้ชามตักเนื้อหอยกาบออกมาจนหมด
ระหว่างที่ทำความสะอาดลอบดักปลาที่รื้อออกมาจากในบ้าน ก็กินไปทีละคำสองคำ
ลอบดักปลาที่ใช้จับปลาไหล ปลาเล็ก และกุ้งพวกนี้ไม่ได้ใช้นานแล้ว
บางจุดพังเสียหาย
ฉันหาของมาหาวิธีซ่อมแซมรูเหล่านั้น
ฉันกินเนื้อหอยกาบ
เจียงหยางก็นั่งกอดตะกร้าถั่วปากอ้ากินไปเรื่อยๆ
ช่วงเวลานี้ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ
แสงสีส้มอมชมพูบนขอบฟ้าค่อยๆ เลือนหายไป
ในห้องเริ่มมองไม่เห็นอะไร
ฉันลุกขึ้นไปจุดตะเกียงน้ำมันสน
เห็นฉันลุกขึ้น เจียงหยางก็ถือตะกร้าถั่วเดินต้อยๆ ตามฉันมา
น้ำมันสนเป็นสิ่งที่ฉันขูดมาจากต้นสนบนภูเขา
บนภูเขาแถบนั้นมีต้นสนขึ้นอยู่เยอะ
กิ่งก้านและเข็มสนแห้งของต้นสนพวกนั้นเหมาะกับการก่อไฟมาก จุดติดไฟง่ายมาก
ช่วงฤดูใบไม้ร่วงฉันต้องไปคราดใบแห้งที่ป่าสนนั่นทุกวัน ขนกลับมาทีละหาบจนเต็มหมด เก็บไว้ใช้ก่อไฟในฤดูหนาว
เกือบเต็มห้องเลย
จนถึงตอนนี้ถึงได้ใกล้จะหมดแล้ว
ตอนแรกฉันแค่ตัดใบแห้งและกิ่งก้านต้นสนมาก่อไฟ
ต่อมาพบว่าบนต้นสนมักจะเกิดสิ่งที่ดูเหมือนแผลเป็น และมีน้ำมันสีเหลืองอ่อนใสๆ ซึมออกมา
เลยขูดกลับมาบ้าง ลองทำตะเกียงน้ำมันสนดู
กลางคืนพอมีตะเกียงไว้ส่องสว่าง ต่อมาฉันก็มักจะไปขูดน้ำมันสน เก็บไว้ได้เต็มกระปุก
ถ้าต้นสนไม่คายน้ำมันออกมา ก็แค่กรีดแผลบนลำต้น ทิ้งไว้สักพักก็จะมีน้ำมันไหลออกมาไม่น้อย
เนื่องจากน้ำมันสนกับน้ำมันจากต้นท้อดูคล้ายกันมาก ฉันถึงเคยลองใช้น้ำมันจากต้นท้อมาทำตะเกียงดู
แต่เสียดายที่ล้มเหลว
ตะเกียงน้ำมันสนนี่แม้จะทำยากไปหน่อย แต่เวลาจุดไฟจะมีกลิ่นหอมของต้นสน หอมดีทีเดียว
ปกติฉันกลางคืนไม่ได้ทำอะไร
พอฟ้าเริ่มมืดก็ขึ้นเตียงนอนแล้ว
ส่วนใหญ่เลยไม่ได้ใช้ตะเกียงน้ำมันสน และไม่ค่อยอยากจะใช้เท่าไหร่
แต่ตอนนี้ ฉันตัดสินใจว่าอีกสักพักจะออกไปข้างนอกดู
เลยอยากเปลี่ยนนิสัยสักหน่อย
ถึงตอนนั้นเวลาอยู่ข้างนอกตอนกลางคืนอาจจะต้องอยู่ยาม ไม่แน่ว่าตอนกลางคืนอาจจะไม่ได้นอน
ตอนนี้ฉันชินกับการเข้านอนเร็ว พอถึงเวลานี้ก็เริ่มง่วงแล้ว ซึ่งไม่ค่อยดีนัก
ฉันต้องรีบชินกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ โดยเร็ว
ช่วงนี้ต้องอดทนนอนดึกสักหน่อย
ฉันจุดตะเกียงน้ำมันสนกลับมา แล้วหันไปเผชิญหน้ากับแสงไฟดวงเล็กนั้น พยายามซ่อมแซมลอบดักปลาต่อไป
เจียงหยางนอนหมอบอยู่ข้างตะเกียงน้ำมันกินถั่วอยู่ดีๆ
สักพักก็ตบลงบนแขนตัวเอง "แปะ" หนึ่งที
🩷 มาพูดคุยรีวิวการแปลได้นะคะ😁
โฆษณา