9 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ

บทที่ 26

แต่หลังจากฉันระหกระเหินผ่านมาจนถึงที่นี่ ระหว่างทางก็เคยพบเจอผู้คนมาบ้าง ในกลุ่มคนเหล่านั้น บางคนก็รวมตัวกันสร้างเป็นหมู่บ้านเพื่ออาศัยอยู่ด้วยกัน บางคนก็เหมือนฉัน คืออยู่ตัวคนเดียว หรือไม่ก็มีเพื่อนร่วมทางสองสามคน
ทุกวันนี้ เรียกได้ว่าประชากรเบาบางไปทั่วทุกแห่งหน ดังนั้นฉันจึงอยู่ที่นี่มานานขนาดนี้ แต่อาศัยความจำเมื่อครึ่งปีก่อนถึงจะได้เจอคนสักครั้ง ส่วนช่วงหลังๆ มานี้ไม่ได้เจอใครเลย นอกจากพวกนักเก็บขยะที่คอยเสาะหาของตามเมืองร้าง ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะจากที่ที่ตัวเองเคยชินไปที่อื่นแล้ว
ดังนั้นเสียงรถคันนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็น
กลุ่มนักเก็บขยะ นอกเหนือจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว เดินทางไปมาระหว่างจุดรวมตัวเล็กๆ ตามหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครในเวลานี้ที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของอย่าง "รถ" ได้
กำลังการผลิตต่ำ ผู้คนล้มตายจำนวนมาก อารยธรรมถดถอยไปอย่างน้อยร้อยกว่าปี เท่าที่ฉันรู้ ปัจจุบันนี้เกรงว่าคงไม่มีที่ไหนสามารถผลิตรถยนต์ขึ้นมาได้ และน้ำมันที่ใช้กับรถก็หาได้ยากยิ่ง สิ่งที่ใช้อยู่ในตอนนี้ล้วนเป็นของที่หลงเหลือมาจากอดีตทั้งสิ้น
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ฉันนึกอยากจะหลบรถคันนี้โดยสัญชาตญาณ แต่หญ้าป่ารอบข้างเตี้ยเกินไป ไม่มีที่ไหนพอจะให้ซ่อนตัวได้ อีกทั้งฟังจากเสียงแล้วรถอยู่ใกล้มาก จะเดินหนีไปไกลกว่านี้ก็คงไม่ทันแล้ว
ฉันก้มหัวมองเจียงหยางแวบหนึ่ง เขาไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องไปยังพื้นถนนเบื้องหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ที่นั่นเริ่มเห็นเงาของรถปรากฏขึ้นมาลางๆ แล้ว
ฉันรีบจูงมือเจียงหยางเดินไปที่ข้างทาง วางคานหาบของลง พลันคว้าลอบดักปลาที่เจียงหยางกอดอยู่ออกมาวางไว้บนคานหาบ จากนั้นก็ถอดเสื้อกันฝนตัวเล็กของเขามาเปลี่ยนกับเสื้อกันฝนตัวใหญ่ที่ฉันสวมอยู่
เสื้อกันฝนตัวนั้นของเจียงหยางถูกฉันดัดแปลงไว้ มันไม่สามารถปกปิดอุ้งเท้าสีขาวขนาดใหญ่ของเขาได้ ซึ่งมันสะดุดตาเกินไป ฉันยังไม่รู้เลยว่าคนที่มากับรถคันนั้นเป็นใคร และมีเจตนาร้ายหรือไม่ ถ้าฉันไม่ซ่อนเจียงหยางเอาไว้ แล้วคนพวกนั้นเห็นสภาพของเขา ฉันกลัวว่าเขาจะกระตุ้นความระแวดระวังของคนเหล่านั้นจนอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ ตัวคนเดียวอย่างฉัน ถ้าต้องลงมือจริงคงหนีไม่พ้นเสียเปรียบแน่นอน
เจียงหยางยืนนิ่ง ดวงตากลมโตมองฉันด้วยความฉงน ราวกับไม่เข้าใจว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันไม่สนใจแล้วรีบห่อตัวเขาไว้ด้วยเสื้อกันฝนตัวใหญ่ แล้วพูดกับเขาว่า
"ห้ามส่งเสียง ห้ามขยับ!"
ฉันบีบปากเขาไว้แล้วส่ายหน้า ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ฉันสื่อไหม แต่เวลาบีบคั้นเกินกว่าจะให้ฉันทำอะไรได้มากกว่านี้ ฉันทำได้เพียงกั้นเจียงหยางไว้ด้านหลัง บังเขาให้มิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วยืนนิ่งอยู่ริมทางเฝ้ามองรถคันนั้นขับเข้ามา
เสื้อกันฝนตัวเล็กที่ฉันใส่อยู่มันเล็กเกินไป ร่างกายครึ่งหนึ่งเลยเปียกโชก ผมบนหน้าผากลู่ติดแก้ม น้ำฝนไหลเข้าตา ฉันยกมือขึ้นเช็ด แล้วกระชับคานหาบในมือ นอกจากคานหาบอันนี้แล้ว ใต้เสื้อกันฝนช่วงเอวด้านหลังยังมีมีดถางหญ้าเสียบอยู่ด้วย
รถคันนั้นขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนฉันเห็นชัดว่ามันเป็นรถบรรทุกที่สีหลุดลอกจนหมด จะเรียกว่ารถบรรทุกก็ไม่เชิง เพราะมันถูกดัดแปลงอย่างสะเปะสะปะ เหมือนเอาชิ้นส่วนจากรถหลายๆ คันมาประกอบเข้าด้วยกัน
นี่เป็นรถที่เก่ามาก หัวรถด้านหน้ามีรอยสนิมเกาะ ส่วนยางรถก็ดูเหมือนผ่านการปะมานับครั้งไม่ถ้วน ที่กระบะหลังถูกเจาะเป็นหน้าต่างหลายบานแล้วเอาแผ่นกระจกมาปิดไว้ ทำให้เห็นได้ลางๆ ว่ามีคนอยู่ข้างใน
ในที่สุดรถก็หยุดลงตรงหน้าฉัน กระจกฝั่งคนขับถูกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ผ่านกระจกหน้าต่าง ฉันยังเห็นผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่นั่งเบาะข้างคนขับกำลังงีบหลับอยู่ ตอนนี้เขากำลังขยี้ตาด้วยความงัวเงีย ส่วนหน้าต่างกระจกหลังก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายอีกสามคน และยังมีคนอยู่ข้างหลังนั้นอีก พวกเขาทุกคนกำลังมองมาที่ฉัน
นี่เป็นรถที่เต็มไปด้วยผู้ชายวัยฉกรรจ์ เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ ความระแวดระวังของฉันก็พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ผู้หญิงที่สามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ ไม่มีใครที่รับมือได้ง่ายกว่าผู้ชายหรอก บางคนอาจจะรับมือยากกว่าด้วยซ้ำ แต่หากอีกฝ่ายมีจำนวนมากเกินไป ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ฉันผ่านเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือโศกนาฏกรรมที่ผู้หญิงในยุคสิ้นโลกแทบทุกคนต้องเจอ สำหรับร่างกาย ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก ตราบใดที่ไม่บาดเจ็บ ต่อให้ถูกคนอื่นนอนด้วยก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ตอนที่ฉันหิวจนเกือบตาย ฉันก็เคยแลกอาหารด้วยร่างกายมาแล้ว ไม่มีอะไรต้องพูดถึง
แต่เมื่อปีก่อน ฉันผ่านไปที่แห่งหนึ่ง ได้พบกับผู้หญิงสองคน ตอนนั้นพวกเธอกำลังฝังศพผู้หญิงที่อายุยังน้อยกว่าพวกเธอ พวกเธอเล่าให้ฉันฟังว่าทั้งสามคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่ตอนที่สองคนออกไปหาอาหาร ผู้หญิงที่อยู่เฝ้าบ้านคนนั้นได้พบกับกลุ่มคนที่เดินทางผ่านมา
จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ถูกกลุ่มผู้ชายกลุ่มนั้นข่มขืนจนตาย ในยุคสิ้นโลก ผู้หญิงมักจะอยู่อย่างยากลำบากกว่าผู้ชายเสมอ มีคนที่ตายอย่างน่าอนาถอยู่ทุกหนทุกแห่ง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ต่อให้เป็นผู้ชายที่ผอมแห้ง แล้วถูกคนรุมข่มขืนจนตาย ฉันก็เคยเห็นมาแล้ว
ฉันพอจะประเมินได้ว่าบนรถคันนี้มีผู้ชายอยู่สิบกว่าคน และทั้งหมดเป็นวัยฉกรรจ์ แววตาของฉันจึงยิ่งระแวดระวังและเตรียมพร้อมรับมือ มือคว้าไปที่ด้ามมีดถางหญ้าข้างเอว
ชายคนขับรถดูเหมือนจะสังเกตเห็นความระแวดระวังของฉัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ฉีกยิ้มจนเห็นฟัน แล้วเอ่ยปากถามว่า
"แม่สาวน้อย ขอถามทางหน่อยสิ ไปเมืองฮั่นหยางต้องไปทางนี้ใช่ไหม? พวกเรามาผิดทาง วนอยู่แถวนี้มาสองวันแล้ว พอจะช่วยเมตตาชี้ทางให้หน่อยได้ไหม?"
พวกเขาไม่ได้ถามถึงสถานการณ์ของฉัน แค่ถามทางธรรมดา นั่นทำให้ฉันรู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อย ฉันเลยใช้คานหาบชี้ไปทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา แล้วตอบสั้นๆ ว่า
"ทางนั้นตรงไปเรื่อยๆ แถวริมตลิ่งแม่น้ำจะมีทางแยก ให้เลี้ยวซ้ายค่ะ"
เมืองฮั่นหยางคือที่ที่ฉันวางแผนจะไปหาของ สองปีก่อนฉันเดินทางมาจากแถวนั้น ซอมบี้ที่นั่นยังตายไม่หมด ในเมืองไม่มีคนอยู่ น่าจะมีของที่พอใช้ได้อยู่บ้าง กลุ่มคนพวกนี้ไม่รู้ว่าไปทำอะไรที่นั่นเหมือนกัน
พอฉันพูดจบ ชายที่นั่งฝั่งคนขับก็อุทาน
"ให้ตายสิ!"
พลางลูบหัวที่ตัดสั้นเกรียนของตัวเอง
"พวกเรามาผิดทางจริงๆ ด้วย!"
เขาหันไปตะโกนบอกหลังรถว่า
"เมื่อกี้ไอ้ลูกเต่าตัวไหนบอกให้มาทางนี้! ถ้าเชื่อฟังเจ้าหนุ่มเกาหยวนเลี้ยวซ้าย ป่านนี้พวกเราคงถึงทางที่ถูกแล้ว!"
พวกเขาควรจะเดินทางมาจากทางที่ไปริมตลิ่งแม่น้ำ หรือทางขวามือนั่น
ชายคนนั้นตะโกนโวยวายเช่นนั้น ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่ท้ายรถก็มีคนหนึ่งตอบเสียงห้วนกลับมาว่า
"ไม่ใช่ฉันที่พูดนะ พี่ฉีต่างหากที่เป็นคนพูด"
"เหอะ พวกไอ้ลูกเต่าเอ๊ย ทำไมถึงโทษกูคนเดียวล่ะ ก็พวกมึงทุกคนเห็นดีเห็นงามกันหมดไม่ใช่เหรอ!"
"ฉันไม่ได้พูดสักคำนะ เมื่อกี้ฉันยังนอนอยู่เลย"
กลุ่มชายฉกรรจ์ท้ายรถโต้เถียงกันวุ่นวาย ชายหนุ่มที่นั่งเบาะข้างคนขับยืดตัวบิดขี้เกียจ แล้วตบไปที่ช่องว่างตรงกลาง พลางหัวเราะร่า
"เอาล่ะๆ คุณลุงคุณอาพี่ชายทุกคน พวกเราแค่ถอยกลับไปก็จบแล้ว จะเถียงกันทำไม"
ชายที่นั่งฝั่งคนขับจึงพูดว่า
"ขับอ้อมมาขนาดนี้ เปลืองน้ำมันนะนั่น รอให้กลับไป ป้าแกต้องบ่นพวกเราอีกแน่"
เขาพูดพลางเตรียมจะถอยรถ แล้วยังฉวยโอกาสหันมาทักทายฉันว่า
"อ้อ ขอบใจนะแม่สาวน้อย ฝนตกขนาดนี้ รบกวนเวลาเธอแล้ว ฮ่าๆ"
พูดจบเขาก็เตรียมจะขับรถออกไป
เจียงหยางขยับตัวอยู่ข้างหลังฉัน ชายคนขับรถตาไวสังเกตเห็น เขาอุทานด้วยความสงสัย
"แม่สาวน้อย นี่เธอพาลูกมาด้วยเหรอ ลำบากหน่อยนะ"
เจียงหยางขยับตัวอยู่ข้างหลังฉัน ฉันกดเขาไว้ไม่ให้ขยับ แล้วไม่ได้ตอบอะไร ชายคนนั้นเห็นฉันไม่พูดอะไรก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ แต่ฉันรู้สึกว่าสายตาที่เขามองเจียงหยางนั้นดูแปลกๆ พอก้มลงมองดูดีๆ ถึงได้พบว่ากรงเล็บของเจียงหยางโผล่ออกมา ใจฉันกระตุกวูบ รีบบังเจียงหยางให้มิดชิดกว่าเดิม แล้วจ้องหน้าคนที่อยู่บนรถเขม็ง
คนบนรถหัวเราะร่าอีกสองสามครั้ง แล้วถอยรถขับจากไป
แต่ผ่านไปได้ไม่นาน รถก็หยุดกะทันหัน มีคนคนหนึ่งกระโดดลงจากรถฝั่งข้างคนขับ แล้วเดินตรงมาที่ฉัน เป็นชายหนุ่มคนที่เมื่อกี้งีบหลับอยู่เบาะข้างคนขับ อายุประมาณยี่สิบสี่ห้าปี ดูท่าทางเด็กกว่าฉันเสียอีก
ฉันคว้ามีดถางหญ้า จ้องเขม็งไปที่รถ พอเห็นว่ามีแค่คนเดียวที่ลงมา มือที่กุมมีดก็ค่อยๆ คลายออก
ชายหนุ่มคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ห่างจากฉันสองเมตร แล้วโบกมือให้ฉันพลางพูดว่า
"อย่าเครียดไปเลย ฉันไม่มีเจตนาร้าย"
ฉันถามเขาว่า
"มีธุระอะไรอีก?"
ตอนนี้ฝนเริ่มซาเหลือเพียงหยดเล็กๆ ชายหนุ่มคนนั้นลงมาจากรถโดยไม่ได้สวมเสื้อกันฝน เสื้อผ้าเริ่มเปียกชื้น แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ เขามองหน้าฉันอย่างละเอียดอยู่สองครั้ง พลันลูบหน้าผากตัวเองอย่างเขินอาย แล้วพูดว่า
"เมื่อกี้อยู่บนรถผมรู้สึกคุ้นๆ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคุณจริงๆ ด้วย"
โฆษณา