31 พ.ค. เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

อาหารพื้นบ้านกำลังเปลี่ยนร่าง : ตลาดไม่รอคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอ

สิงคโปร์ในเช้าที่แดดแรงจ้าจนไอความร้อนระอุขึ้นจากพื้นถนน แต่หน้าจอซื้อขายยังคงเป็นสีเขียว Elena ทอดสายตามองหน้าจอ Bloomberg โดยไม่ได้แตะกาแฟที่วางอยู่ตรงหน้า หุ้นกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็กในเอเชียเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาบ้าง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม
“เงินเริ่มไหลกลับเข้ากลุ่มหุ้นรับมือวิกฤตที่ยังมีอัตราเติบโตแล้ว” Derek กล่าวพลางเลื่อนหน้าจอ iPad ไปทางเธอ “แต่ยังเลือกหุ้นเป็นรายตัว”
Elena ไม่ตอบทันที เธอมองแผนภูมิความร้อนของสภาพคล่องอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปรยเบาๆ “ไม่ใช่กลุ่มเติบโตหรอก”
“แล้วคืออะไร”
“ภาวะเหนื่อยล้าของช่วงเวลาลงทุน”
Derek หัวเราะสั้นๆ “คุณนี่ทำให้ทุกอย่างดูเป็นภาพรวมเศรษฐกิจไปหมด”
เธอเลื่อนหน้าจออีกครั้ง “หุ้นอาหารขนาดเล็กยังไม่มีเงินไหลเข้าจริง”
“ก็แค่ไม่มีคนขายเพิ่ม”
บนหน้าจออีกฝั่ง ปรากฏชื่อบริษัทอาหารแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กองทุนในภูมิภาคเริ่มกล่าวถึงมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บริษัทนั้นไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่มีปัญญาประดิษฐ์ และไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์ สินค้าหลักคือเนื้อหมัก หมูแผ่น ขนมขบเคี้ยวประเภทโปรตีน อาหารพร้อมทาน และร้านอาหารขนาดเล็กที่ครั้งหนึ่งนักลงทุนเคยมองว่าเป็นธุรกิจส่วนเสริมที่ไร้อนาคต
Joseph เดินเข้ามาอย่างช้าๆ พร้อมแฟ้มเอกสาร เขาวางมันลงบนโต๊ะ “ผมยังไม่เข้าใจ ตลาดจะปรับมูลค่าหุ้นบริษัทอาหารพื้นบ้านแบบนี้ขึ้นได้จริงหรือ”
ไม่มีใครตอบในทันที ขณะที่ Brian ซึ่งนั่งอยู่มุมห้องกำลังเปิดดูรูปถ่ายจากห้างสรรพสินค้าในกัวลาลัมเปอร์ พื้นที่วางสินค้าในหมวดขนมขบเคี้ยวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือบรรจุภัณฑ์
“พวกเขาเปลี่ยนดีไซน์อีกแล้ว” Brian พูดขึ้น
Charles เงยหน้าจากสมุดบันทึก “ดีขึ้นไหม”
Brian ส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่รู้ แต่ดูเหมือนคนออกแบบไม่ได้คิดแบบคนทำโรงงานแล้ว”
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ Charles มองรูปบนจอ บรรจุภัณฑ์ใหม่ดูสะอาดตาขึ้น ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น และเลือกใช้โทนสีเข้ม ไม่เหมือนอาหารพื้นบ้านที่วางขายในร้านค้าดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กระนั้นก็ยังดูไม่เหมือนแบรนด์ระดับโลกเสียทีเดียว เหมือนบริษัทกำลังพยายามสลัดตัวตนเดิมทิ้ง โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าจะก้าวไปเป็นอะไร
“นั่นแหละที่อันตราย” Isaac พูดขึ้นเป็นครั้งแรก ทุกคนหันไปมอง “บริษัทในช่วงเปลี่ยนผ่าน”
เขาปิดจอคอมพิวเตอร์พกพาช้าๆ “ต้นทุนจะพุ่งขึ้นก่อนที่ตลาดจะยอมรับความเชื่อครั้งใหม่เสมอ”
Derek เอนหลัง “แต่ถ้ามันสำเร็จ...”
Isaac พยักหน้า “มูลค่าหุ้นจะถูกยกระดับขึ้นใหม่”
“แต่ถ้าไม่สำเร็จ งบดุลจะถูกกัดกินไปเรื่อยๆ”
Charlesยังคงนิ่งเงียบ เขากำลังสังเกตอีกจุดหนึ่ง ยอดขายของธุรกิจเนื้อแปรรูปที่เป็นรายได้หลักเริ่มทรงตัว แต่ส่วนต่างกำไรของขนมขบเคี้ยวติดแบรนด์กลับดีขึ้นต่อเนื่อง แม้จะไม่มากแต่ก็สม่ำเสมอ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นพฤติกรรมองค์กร บริษัทเริ่มชะลอการเปิดสาขาร้านอาหาร ปิดจุดจำหน่ายบางแห่ง และเริ่มพูดถึงกำไรต่อหน่วยแทนการขยายตัว
ปกติบริษัทครอบครัวในเอเชียมักไม่ทำเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะดึงดันเปิดสาขาเพิ่มจนหนี้สินเริ่มเบียดบังกระแสเงินสด แต่บริษัทนี้กลับหยุด เหมือนมีใครบางคนในทีมบริหารเริ่มไม่อยากไล่ตามการเติบโตแบบเดิม
“ใครคุมยุทธศาสตร์ตอนนี้” Elena ถาม
Joseph เปิดบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น “ทายาทรุ่นลูกเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
โดยเฉพาะส่วนงานต่างประเทศและร้านอาหารบริการด่วน”
Derek พยักหน้า “การเปลี่ยนผ่านสู่รุ่นสองแบบคลาสสิก”
Charles พูดช้าๆ “ไม่คลาสสิกขนาดนั้น” ทุกคนมองเขา “ส่วนใหญ่รุ่นที่สองมักอยากโตเร็ว แต่พวกนี้เหมือนกำลังพยายามปรับปรุงโครงสร้างภายในให้ดีที่สุดก่อน”
Brian เลื่อนรูปอีกชุดขึ้นมา ร้านสะดวกซื้อในสิงคโปร์เริ่มวางขนมของบริษัทในโซนเดียวกับเนื้อแผ่นนำเข้า ไม่ใช่แค่มุมอาหารเอเชียทั่วไป
Elena หรี่ตา “น่าสนใจ”
“แต่พื้นที่บนชั้นวางซื้อได้” Isaac พูดเรียบๆ “ความภักดีของลูกค้าซื้อไม่ได้”
Brian พยักหน้า “ใช่ แต่ตัวแทนจำหน่ายบอกว่าอัตราการสั่งซื้อซ้ำเริ่มดีขึ้น”
“ตัวแทนไหน” Derek รุกถาม
Brian นิ่งไปครู่หนึ่ง “ตัวแทนจำหน่ายอิสระในระดับภูมิภาค เขาไม่ได้มีมุมมองเชิงบวกมากนัก แค่บอกว่าสินค้าเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คิด”
Charles จดบางอย่างลงสมุด เขาไม่ได้สนใจความตื่นเต้นชั่วคราว แต่เขาสนใจความไม่สมมาตรของโอกาส ถ้าบริษัทนี้ยังเป็นเพียงผู้แปรรูปอาหารแบบเดิม โอกาสทำกำไรย่อมจำกัด แต่ถ้าสามารถขยับขึ้นเป็นแพลตฟอร์มสินค้าโปรตีนแบรนด์เนมได้จริง กรอบการประเมินมูลค่าจะเปลี่ยนไป ปัญหาคือตลาดยังไม่เชื่อ และบางทีแม้แต่ผู้บริหารเองก็อาจยังไม่แน่ใจ
สองเดือนต่อมา วันนี้ท้องฟ้าเหนือน่านน้ำสิงคโปร์ใสจนมองเห็นเส้นขอบฟ้าชัดเจน แต่สภาวะในตลาดกลับขุ่นมัว สภาพคล่องของหุ้นขนาดเล็กหายไปเร็วยิ่งกว่าที่คาดไว้ แรงขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนดัชนีหุ้นขนาดเล็กในเอเชียเริ่มเร่งตัวขึ้น หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคหลายตัวราคาดิ่งลง ทั้งที่ผลประกอบการไม่ได้แย่
Elena มองรายการคำสั่งซื้อขายที่ปรากฏบนหน้าจออย่างเงียบๆ “เงินไหลออกตามกลไกตลาด”
Derek ถอนหายใจ “ธุรกิจยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ตลาดไม่สนใจ”
ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายเริ่มกว้างขึ้น ปริมาณการซื้อขายบางวันหายไปเกือบครึ่ง Joseph มองหน้าจอด้วยสีหน้ากังวล “เราควรลดสัดส่วนการถือครองไหม”
ไม่มีใครตอบทันที Charles เปิดงบการเงินดูอีกครั้ง สินค้าคงคลังยังอยู่ในการควบคุม กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง ผลขาดทุนจากร้านอาหารบริการด่วนลดลง แต่ค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหารสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายการตลาดเริ่มเบียดบังส่วนต่างกำไร เขารู้ว่ามันจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนตำแหน่งแบรนด์ใหม่ แต่ตลาดมักไม่ให้เวลากับบริษัทที่อยู่ระหว่างทาง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ
Isaac พูดขึ้นเบาๆ “ถ้าเงินยังไหลออกต่ออีกไตรมาส...” เขาเว้นจังหวะ ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงอะไร แม้จะเลือกหุ้นได้ดีแค่ไหน แต่พอร์ตโฟลิโอต้องอยู่รอดให้ได้ก่อน
Joseph มอง Charles “คุณยังเชื่ออยู่ไหม”
Charles เงียบอยู่พักหนึ่ง “ผมเชื่อว่าธุรกิจกำลังเปลี่ยน แต่ไม่รู้ว่าตลาดจะเหลือทางวิ่งให้พอไหม”
ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง
ช่วงปลายปีตลาดเริ่มกลับมาไล่ซื้อหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคที่เติบโตได้อีกครั้ง หลังจากความผันผวนลดลง หลายกองทุนเริ่มมองหาหุ้นที่ทนทานต่อช่วงปลายวัฏจักรและมีโอกาสเติบโตแฝง บริษัทอาหารแห่งนั้นเริ่มถูกกล่าวถึงในบทวิเคราะห์ของนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ใช่เพราะกำไรโตกระโดด แต่เพราะอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าแบรนด์ตัวเองดีขึ้นต่อเนื่อง และส่วนธุรกิจร้านอาหารสามารถหยุดอาการเลือดไหลได้สำเร็จ
Derek มองกราฟอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ “นี่เริ่มเห็นผลจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว”
Elena ส่ายหน้า “หรือแค่การปรับสมดุลสินค้าคงคลัง”
“คุณนี่สนุกกับการทำลายความหวังคนอื่นจริงๆ” Derek หัวเราะ แต่เธอไม่ยิ้มด้วย
“คุณรู้ไหมว่าปีนี้มีหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคกี่ตัวที่ตลาดล่วงหน้าปรับมูลค่าขึ้นไปก่อนความจริง สุดท้ายความต้องการซื้อจริงไม่ตามมา”
Derek เงียบไป เขาเคยเห็นเหตุการณ์แบบนั้นมามาก ทั้งความตื่นตระหนกที่ทำให้สินค้าขาดแคลนชั่วคราว หรือการอัดสินค้าเข้าช่องทางจำหน่ายเพื่อตกแต่งตัวเลข ตลาดมักเรียกทุกอย่างว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
Charles มองบทสัมภาษณ์ผู้บริหารล่าสุด ทีมบริหารเริ่มพูดเรื่องการยกระดับสินค้าพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวโปรตีน ช่องทางขายระหว่างประเทศ และระบบนิเวศของผู้บริโภค พวกเขาพูดน้อยลงในเรื่องเนื้อสด กำลังการผลิตโรงงาน และเศรษฐกิจการทำฟาร์ม เรื่องเล่าของหุ้นกำลังเปลี่ยนไป คำถามคือความจริงจะเปลี่ยนตามได้ทันหรือไม่
Brian เปิดรูปจากซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง พื้นที่วางสินค้าเพิ่มขึ้นจริง แต่คราวนี้มีคู่แข่งใหม่สามรายเข้ามาในหมวดเดียวกัน “ทุกคนเริ่มเห็นกำไรที่ซ่อนอยู่เหมือนกันแล้ว”
Isaac พยักหน้า “เงินทุนมักมาช้าเสมอ”
Joseph มองตัวเลขการประเมินมูลค่า “แต่มันยังไม่แพงนะตอนนี้”
Isaac หัวเราะเบาๆ “หุ้นไม่จำเป็นต้องแพงเกินจริงถึงจะลงได้หรอก แต่มันจะลง... เมื่อไม่มีใครอยากซื้อมันแล้วต่างหาก”
ต้นปีถัดมา ท้องฟ้าสว่างโล่งไร้เมฆฝน บริษัทประกาศปิดสาขาร้านอาหารเพิ่มอีกบางส่วน ตลาดตกใจในช่วงสั้นๆ แต่กระแสเงินสดกลับดีขึ้น ผู้บริหารไม่พูดเรื่องการขยายตัวอย่างบ้าบิ่นอีกต่อไป แต่เริ่มเน้นเรื่องอัตราผลตอบแทนต่อเงินทุนที่ลงไป การเลือกช่องทางจัดจำหน่าย และการเติบโตที่มีกำไร
Charles วางเอกสารลงบนโต๊ะ “นี่ต่างหากที่ผมอยากเห็น”
Joseph มองเขา “อะไร”
“บริษัทเริ่มยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่หุ้นที่โตแบบก้าวกระโดด”
“แล้วมันดีตรงไหน”
Charles มองออกไปนอกหน้าต่าง “บริษัทที่รู้ว่าตัวเองคืออะไร มักจะอยู่รอดได้นานกว่า”
Elena ยังไม่ปักใจเชื่อ เธอมองดูข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์แทน สถาบันในประเทศเริ่มสะสมหุ้นเล็กน้อย แต่เงินจากต่างชาติยังนิ่ง สภาพคล่องยังคงบาง ตลาดยังไม่เชื่อมั่นเต็มที่ และบางทีนั่นอาจสำคัญกว่าตัวเลขกำไร
Derek พลิกดูข้อมูลช่องทางการขายล่าสุด ยอดขายขนมโปรตีนยังโตสูงกว่าธุรกิจเดิมมาก แม้ฐานจะยังเล็ก “ถ้าพวกเขาทำได้ตามแผน...” เขาพูดช้าๆ ไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนรู้ว่าหากทำไม่ได้ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
Brian ปิดคอมพิวเตอร์ “โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เริ่มลงทุนเพิ่มแล้ว”
Isaac เงยหน้า “เร็วไปไหม”
Brian ยักไหล่ “ไม่รู้... แต่ทุกคนเริ่มทำเหมือนว่าสินค้ากลุ่มนี้จะโตไปได้อีกนาน”
ความเงียบยาวนานกว่าปกติ Charles มองตัวเลขประมาณการรายจ่ายลงทุน เขาเคยเห็นวัฏจักรแบบนี้มาหลายครั้ง เรื่องเล่าใหม่ กำไรใหม่ เงินทุนใหม่ และคู่แข่งใหม่ บางครั้งมันจบลงด้วยผู้ชนะที่เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม แต่บางครั้งมันก็จบลงด้วยภาวะสินค้าล้นตลาด ปัญหาคือตอนที่ยืนอยู่ตรงกลาง เราแทบแยกมันไม่ออก
Joseph พูดขึ้นเบาๆ “แล้วเราควรทำอย่างไร”
ไม่มีใครรีบตอบ จนกระทั่ง Elena พูดขึ้น “อยู่ให้รอดจนกว่าจะเห็นคำตอบ”
แสงแดดยามบ่ายยังคงสาดส่อง บนจอ Bloomberg ราคาหุ้นบริษัทอาหารแห่งนั้นขยับขึ้นเล็กน้อย ปริมาณการซื้อขายยังเบาบาง แต่ฝั่ง Offerเริ่มถูกเคาะหายไปทีละช่อง ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการยกระดับมูลค่า ภาวะสภาพคล่องตึงตัวชั่วคราว หรือแค่ช่วงเวลาที่ตลาดเบื่อหน่ายก่อนจะปรับตัวลงอีกครั้ง
แต่ในห้องนั้นไม่มีใครพยายามแสดงตัวว่ารู้คำตอบแน่ชัด เพราะพวกเขารู้ดีว่าตลาดทุนไม่ได้ให้รางวัลแก่คนที่ถูกเร็วที่สุดเสมอไป หลายครั้งมันให้รางวัลแก่คนที่ยังมีสถานะการลงทุนเหลืออยู่ เมื่อความจริงปรากฏชัดเจนแล้วเท่านั้น
"เนื้อหาในนิยายเป็นเหตุการณ์สมมติ ตัวละครและชื่อบริษัทถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและถ่ายทอดบทเรียนทางธุรกิจเท่านั้น มิได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ"
— เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#หุ้น
#การลงทุน
#อาหารพื้นบ้าน
#Meat Snack
#Protein Snack

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา