3 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ

บทที่ 31

แต่ในสภาวะที่เมืองส่วนใหญ่ถูกค้นจนเกลี้ยงเตียนไปหมดแล้ว ก็เหลือเพียงสถานที่เล็กๆ ไม่สะดุดตาพวกนี้เท่านั้นที่ยังพอจะหลงเหลือของอยู่บ้าง ซึ่งนั่นช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนเร่ร่อนตัวคนเดียวอย่างฉันได้ไม่น้อย
ของกินในร้านของชำหมดไปนานแล้ว ของที่พอจะมีประโยชน์บ้างก็ถูกคนอื่นขนไปจนหมด ฉันรื้อค้นดูข้างใน นอกจากจะเจอซากศพที่อดตายอยู่หลังตู้แล้ว ก็มีแค่เครื่องดื่มโคล่าที่ดื่มไม่ได้แล้ว กับของจำพวกรถหัดเดิน อ่างล้างหน้า ไม้ถูพื้นอะไรทำนองนั้น สถานการณ์แบบนี้ฉันคาดไว้ล่วงหน้าแล้ว การหาของที่ตัวเองต้องการในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ร้านถัดมาที่หาต่ออีกหลายร้านก็ไม่เจอของที่ใช้ได้เลย แต่ในลานของร้านซ่อมจักรยานแห่งหนึ่ง ฉันเจอรถสามล้อถีบเข้าคันหนึ่ง แม้โซ่จะขึ้นสนิมไปนิดหน่อย แต่ฉันตรวจดูแล้ว คิดว่าถ้าทาจาระบีนิดหน่อยน่าจะใช้ได้
ฉันดีใจมาก ถ้าหากว่าข้างหน้าไม่เจอเครื่องมือที่เหมาะสมกว่านี้ ฉันจะขี่รถสามล้อถีบคันนี้กลับไป กระบะหลังของรถคันนี้ถึงจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็สามารถใส่ของได้ไม่น้อยเลย
สุดถนนสายเก่านี้ ด้านนอกคือถนนสายใหญ่ ซึ่งเมื่อเทียบกับถนนสายเก่าแล้ว ถนนสายใหญ่ข้างนอกนั่นเหมือนโลกคนละใบ ฉันเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ ตรงสุดถนนสายเก่า ในตรอกแคบๆ นั่นมีซอมบี้อยู่เจ็ดถึงแปดตัว ฉันคำนวณดูแล้วจึงตัดสินใจเสี่ยงนิดหน่อย
ถ้าฉันเคลื่อนไหวเร็วพอ ก็น่าจะไม่ถูกล้อม แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่สามารถปกป้องเจียงหยางในสถานการณ์แบบนั้นได้
ฉันขมวดคิ้วมองไปรอบๆ แล้วเห็นรถตู้คันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้านข้างๆ ล้อรถถูกคนถอดออกไปแล้ว ตัวรถเต็มไปด้วยรอยสนิม ประตูหน้าฝั่งหนึ่งพัง ฉันเดินเข้าไปดูเห็นเบาะหลังรถว่างเปล่า จึงอุ้มเจียงหยางยัดเข้าไปที่เบาะหลังรถตู้ กระจกรถตู้ถูกติดฟิล์มป้องกันแสงเอาไว้ เบาะหน้าก็สูงมาก ถ้าไม่ตั้งใจเดินมาดูจริงๆ ก็ไม่มีทางเห็นเบาะหลัง ที่นี่ถือเป็นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย
เจียงหยางถูกฉันจับยัดเข้าไปแบบกะทันหันก็ดูมึนงง ฉันบีบปากเขาเบาๆ แล้วพูดว่า
"อย่าส่งเสียงนะ ฉันจะรีบกลับมา"
พูดจบฉันก็เดินไปทางตรอกข้างๆ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกไม่วางใจเลยหันกลับไปมองเจียงหยาง เขาเกาะพนักพิงเบาะหน้า ชะโงกหัวออกมา
ฉันเดินกลับไปกดหัวเขาลง แล้วย้ำกับเขาอีกรอบว่าห้ามออกมา ห้ามส่งเสียง ครั้งนี้เหมือนเขาจะเข้าใจแล้ว จึงหมอบลงใต้พนักพิงอยู่นิ่งๆ
ฉันหันหลังเดินเข้าตรอก เดินไปจนถึงปากตรอกก็ไม่เห็นเขาชะโงกหัวออกมา จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตั้งสติ แล้วเดินย่องเข้าไปหาซอมบี้พวกนั้นอย่างแผ่วเบา
ในร้านค้ามีของอยู่ไม่น้อย น่าแปลกใจที่ไม่มีใครมาหยิบไป ฉันเจอเกลือสองกล่องกับเครื่องปรุงรสที่ยังใช้ได้ และยังมีของอื่นๆ อีก ฉันแค่ดูแบบผ่านๆ ตั้งใจว่าจะพาเจียงหยางมาแล้วค่อยรื้อค้นอย่างละเอียดอีกที
ทว่า เมื่อฉันถือมีดเลาะผ่านซากศพซอมบี้ที่นอนระเกะระกะ กลับมาที่รถตู้คันนั้น ฉันกลับพบว่าเบาะหลังว่างเปล่า เจียงหยางหายไปแล้ว
เจียงหยางหายไปแล้ว?!
ฉันก้มตัวมุดเข้าไปในรถ รื้อหาดูที่เบาะหลังรอบหนึ่ง แม้แต่ร่องใต้เบาะก็หาจนทั่ว แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของเจียงหยาง ในรถว่างเปล่า
พอก้าวลงมาจากรถ ฉันอดไม่ได้ที่จะกำมีดในมือแน่น กวาดสายตามองไปรอบๆ รถตู้ ถนนโล่งกว้างเหมือนเมื่อครู่นี้ ไม่มีใครอยู่เลยสักคน พอนึกอะไรขึ้นมาได้ฉันก็รีบหมอบลงกับพื้นก้มดูใต้ท้องรถ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันผิดหวังคือ ใต้ท้องรถก็ว่างเปล่าเช่นกัน
เจียงหยางไปไหน?
ฉันเริ่มตื่นตระหนก เจียงหยางว่าง่ายมาก เขาไม่มีทางวิ่งพล่านไปทั่วเองแน่ๆ แถมเขาก็เดินไม่เร็ว ช่วงเวลาแค่แป๊บเดียวนี้ ถ้าเขาอยากจะออกจากถนนสายนี้ ฉันต้องเห็นตั้งแต่เดินออกมาแล้ว แต่พอออกมาฉันกลับไม่เห็นเขา
การหายตัวไปในเวลาอันสั้นขนาดนี้ เป็นไปได้แค่ว่าเขาถูกคนลักพาตัวไป หรือไม่ก็ถูกสัตว์กลายพันธุ์ตัวไหนคาบไป
ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันเคยระหกระเหินอยู่ในเมืองตายซากแห่งนี้ ฉันเคยเห็นแมวป่ากลายพันธุ์ตัวยักษ์ตัวหนึ่ง มันสามารถวิ่งบนยอดตึกและกำแพงได้ รูปร่างใหญ่พอๆ กับรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง แถมพวกมันยังชอบล่าเหยื่อในเมืองตายซาก สำหรับพวกมันแล้ว มนุษย์ก็เหมือนกับหนูตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
เจียงหยางถูกสัตว์กลายพันธุ์จับตัวไปหรือเปล่า?
ยิ่งคิดฉันยิ่งรู้สึกว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ แมวกลายพันธุ์ยักษ์เคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียง ความเร็วสูง แถมยังประสาทสัมผัสเรื่องกลิ่นดีเยี่ยม เจียงหยางต้องถูกสัตว์กลายพันธุ์จับตัวไปแน่ๆ
ฉันยืนมองไปรอบๆ ในหัวมีแต่ความคิดนี้ ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าพ่อแม่ที่พาเด็กออกมาข้างนอกแล้วพบว่าลูกหายไปมีความรู้สึกอย่างไร ฉันไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนก... หรือกระทั่งสิ้นหวังแบบนี้มานานมากแล้ว
ไม่ได้การ ฉันต้องตั้งสติ นอกจากสัตว์กลายพันธุ์แล้ว ยังมีความเป็นไปได้อื่น ก่อนหน้านี้เกาหยวนก็เคยพูดไว้ว่าจะมีคนจับเด็กที่มีเกล็ดสีขาวแบบนี้กลับไปกิน ถ้าเขาถูกคนจับตัวไป ยังจะมีโอกาสตามกลับมาได้บ้างไหม?
ฉันพยายามตั้งสติ กวาดสายตามองไปทั่วตึกแถวนั้น
ในเมื่อเจียงหยางหายตัวไปแถวๆ นี้ ฉันก็จะเริ่มหาจากแถวนี้ก่อน ทุกซอกทุกมุมที่เจียงหยางมุดเข้าไปได้ ฉันหาจนทั่วแล้ว ฉันเรียกชื่อเจียงหยาง ท่ามกลางฝุ่นที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ไม่มีใครขานรับฉันเลย
โดยมีรถตู้คันนั้นเป็นจุดศูนย์กลาง ฉันออกหาไปรอบๆ ทีละน้อย เสียงของฉันก็ไปดึงดูดซอมบี้จากวงนอกให้เข้ามา ฉันต้องไปซ่อนตัว หายใจลึกๆ ในร้านค้าว่างๆ แห่งหนึ่ง
แบบนี้ไม่ได้การ ถ้าทำเสียงดังเกินไปจะดึงซอมบี้เข้ามาเยอะเกินไป ซอมบี้พวกนี้ฉันรับมือได้ แต่ถ้าเจียงหยางซ่อนอยู่แถวนี้จริงๆ แล้วเขาบังเอิญไปเจอซอมบี้ที่วิ่งเข้ามา จะทำอย่างไรดี
ฉันหายใจลึกๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอจนซอมบี้ข้างนอกเริ่มน้อยลง ถึงจะวิ่งออกไปหาต่อ
วันนี้ทั้งวัน ฉันรื้อค้นทุกซอกทุกมุมของถนนแถวนั้น ทั้งยังไปหาที่ถนนข้างๆ ด้วย เพราะไม่มีสมาธิเลยเกือบจะถูกซอมบี้ที่โผล่ออกมาจากตรอกมืดๆ กัดเข้าให้ ทำเอาฉันเหงื่อตกไปเลย
ทว่า ไม่ว่าฉันจะหาอย่างไร ก็ไม่พบร่องรอยของเจียงหยางเลย เขาเหมือนกับหายวับไปในอากาศ
ยามโพล้เพล้ เมฆบนท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงราวกับเลือด ฉันยืนอยู่บนถนนสายเก่าที่รกร้าง แสงแดดที่เหลืออยู่ทอดเงาของฉันให้ยาวเหยียด ฉันหันกลับไปมองเงาตัวเองด้วยความมึนงง มีเพียงเงาของฉันคนเดียว
ทันใดนั้น ฉันก็นึกขึ้นได้ว่า เจียงหยางหาฉันไม่เจอหรือเปล่า เลยกลับไปก่อน? กลับไปที่ห้องที่เราเคยพักคืนหนึ่ง?
ความคิดนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ฉันจุดไฟแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ฉันรีบออกวิ่งสุดแรง พุ่งกลับไปที่ห้องนั้นตลอดทาง
ทางเดินในตึกเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงหอบหายใจหนักๆ ของตัวเองเท่านั้น
ฉันยืนอยู่หน้าประตู เห็นว่าประตูปิดอยู่ ตอนก่อนไปฉันล็อคประตูด้วยลวดไว้อย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครมาแตะต้องเลย
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง แกะลวดออกแล้วเดินเข้าห้องไป
ในห้องเงียบสงบเช่นกัน ไม่มีเจียงหยาง
เวลานี้ แสงสุดท้ายบนขอบฟ้าถูกความมืดมิดกลืนกิน ห้องมืดลง ฉันยืนอยู่ท่ามกลางความมืด อดไม่ได้ที่จะใช้มือยันโต๊ะข้างๆ แล้วปิดตาตัวเองไว้
ความมืดมิดอันตรายมาก สัตว์กลายพันธุ์หลายชนิดจะเลือกออกมาล่าเหยื่อในตอนกลางคืน ความมืดบดบังดวงตาของมนุษย์ แต่กลับไม่บังซอมบี้ ดังนั้นการออกมาตามหาคนตอนกลางคืนจึงเป็นไปไม่ได้
ฉันบอกตัวเองแบบนั้น พยายามกดความร้อนรนในใจไว้ แล้วนั่งรออยู่ที่ริมหน้าต่างจนกว่าฟ้าจะสว่าง
ฉันอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูตึกเก่าทรุดโทรมที่ตั้งตระหง่านอยู่ พวกมันพูดไม่ได้ พวกมันตายจากไปนานแล้ว
ความมืดทวีความลึกขึ้นเรื่อยๆ ฉันมีความคิดฟุ้งซ่านวนเวียนอยู่ในความมืด คาดเดาว่าเจียงหยางไปเจออะไรมาบ้าง คิดว่าเขาจะเจออันตรายไหม หรือว่าถูกคนกินไปแล้ว?
ยิ่งคิดฉันยิ่งรู้สึกสับสนและตึงเครียด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันตระหนักได้ว่า ที่แท้เจียงหยางมีความสำคัญต่อฉันมากถึงเพียงนี้
ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบงันที่ยาวนานไร้ขอบเขต จู่ๆ ฉันก็มีความคิดบ้าๆ อย่างหนึ่งขึ้นมา
ฉันคิดว่า ฉันบ้าไปแล้วหรือเปล่านะ?
เหมือนกับพวกคนที่ฉันเคยเห็น ที่ถูกโลกเฮงซวยใบนี้บีบคั้นจนเป็นบ้าเพราะสูญเสียคนรักไป ในจิตสำนึกของพวกเขา คนรักไม่ได้จากไปไหน ยังคงอยู่ข้างกายพวกเขาเสมอ
ฉันเองก็เหมือนพวกเขาหรือเปล่า ที่กลายเป็นบ้าไปแล้วโดยไม่รู้ตัว?
เป็นไปได้ไหมว่า เจียงหยางเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ฉันจินตนาการขึ้นมาเอง?
เพราะสุดท้ายแล้วฉันก็เป็นบ้าไปแล้วตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้
ไม่อย่างนั้น เจียงหยางจะหายตัวไปเฉยๆ โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลยได้อย่างไร?
อีกอย่างฉันก็แค่เคยได้ยินเกาหยวนพูดว่าโลกนี้ยังมีเด็กแบบนั้นอยู่ แต่ถ้าไม่นับเจียงหยาง ฉันก็ยังไม่เคยเห็นเด็กแบบอื่นแบบนี้ที่ไหนเลย มนุษย์จะให้กำเนิดเด็กแบบนี้ได้อย่างไร?
บางที แม้กระทั่งเกาหยวนกับพวกพ้องก็อาจจะเป็นสิ่งที่ฉันจินตนาการขึ้นมาเองก็ได้...
โฆษณา