Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
1 มิ.ย. เวลา 06:06 • ธุรกิจ
🛑 ยอดขายเดลิเวอรี 70%…ทางรอดของร้านอาหาร หรือการทำงานเพื่อจ่ายค่า GP?
เมื่อ “ยอดขายโต” บน Dashboard…อาจไม่ได้แปลว่า “กำไรโต” ในชีวิตจริง
ไม่นานมานี้…ผมมีโอกาสไปนั่งทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ
ด้วยความที่หน้าตาออกไปทางคนจีน พนักงานจึงทักทายและบริการเป็นภาษาอังกฤษแบบนักท่องเที่ยว
ผมก็เลยตามน้ำ…นั่งกินเงียบๆ ไป
แต่สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่รสชาติอาหาร
แต่เป็นบทสนทนาสั้นๆ ระหว่าง “ผู้จัดการร้าน” กับ “ผู้ช่วย” ที่ลอยเข้ามากระทบหู
ผู้จัดการถามว่า
“ยอดล่าสุด เดลิเวอรีเท่าไรแล้ว?”
ผู้ช่วยตอบว่า
“ประมาณ 7 แสนครับ…หน้าร้าน 3 แสนกว่า”
ผมนั่งฟังแล้วคิดในใจทันที
“เดลิเวอรี 70% เลยเหรอ?”
แต่บทสนทนาหลังจากนั้น…น่าสนใจกว่าเดิม
ผู้จัดการพูดต่อว่า
“ส่วนกลางถามมาว่า ถ้าจะดันยอดจาก 1 ล้านเป็น 2 ล้าน แล้วให้โตจากเดลิเวอรีเป็นหลัก…ทำได้ไหม?”
จากนั้นเกิดความเงียบขึ้นทันที
ผู้ช่วยไม่ได้ตอบอะไร
แต่ในมุมของคนทำธุรกิจ
“ความเงียบนั้น…ดังมาก”
เพราะมันสะท้อน “โครงสร้างปัญหา” ของธุรกิจร้านอาหารยุคนี้ได้ครบแทบทุกมิติ
⸻
🍽️ เมื่อเดลิเวอรี…ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “
“ตัวเลข 70% กำลังบอกอะไรเรา?”
มันกำลังบอกว่า ร้านอาหารจำนวนมากในวันนี้
โดยเฉพาะร้านในทำเลค่าเช่าแพงอย่างทองหล่อ ไม่ได้อยู่รอดด้วยลูกค้าที่เดินเข้าร้านอีกต่อไป
แต่กำลังอยู่รอดด้วย “ออร์เดอร์บนแอป”
เดลิเวอรีกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจไปแล้ว
เพราะในโลกความจริง
* ค่าเช่าแพงขึ้น
* ค่าพนักงานสูงขึ้น
* ค่าวัตถุดิบผันผวน
* และการแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี
หลายร้านจึงไม่มีทางเลือกมากนัก
ถ้าไม่อยู่บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ก็แทบไม่มีทางเข้าถึงลูกค้าจำนวนมหาศาลในยุคนี้ได้เลย
⸻
📱 แต่ปัญหาคือ…ยอดขายโต ไม่ได้แปลว่ากำไรโตเสมอไป
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโมเดลเดลิเวอรี ไม่ใช่เรื่อง “ยอดขาย” แต่คือเรื่อง “Margin”
เพราะแม้ร้านอาหารจะขายได้มากขึ้น
แต่ต้นทุนที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์ม กลับสูงจนหลายร้านเริ่มตั้งคำถามว่า
“เรากำลังโตจริง…หรือแค่ทำงานหนักขึ้นเพื่อจ่ายค่า GP?”
วันนี้ร้านอาหารจำนวนมาก ต้องแบกรับค่า GP (Gross Profit Sharing)
ในระดับประมาณ 30–35%
นั่นหมายความว่า
ทุกครั้งที่ขายอาหาร 100 บาท
เงินจำนวนไม่น้อย อาจไม่ได้อยู่กับร้านตั้งแต่แรกแล้ว
และยิ่งสัดส่วนเดลิเวอรีสูงมากเท่าไร
กำไรสุทธิที่แท้จริง ก็ยิ่งบางลงมากเท่านั้น
⸻
🛵 จากสงครามเผาเงิน…สู่วันที่ Platform กลายเป็น “เจ้าของทางผ่าน”
ถ้าย้อนกลับไปหลายปีก่อน
ธุรกิจ Food Delivery เคยเป็นสมรภูมิ Price War ที่หนักมาก
แต่ละแพลตฟอร์มยอมเผาเงินมหาศาล
เพื่อแย่งพฤติกรรมผู้บริโภค
* ส่งฟรีบ้าง
* แจกคูปองบ้าง
* ลดราคาแทบทุกวัน
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่กำไร
แต่คือการทำให้ผู้บริโภค “เปลี่ยนพฤติกรรม”
และวันนี้…พวกเขาทำสำเร็จแล้ว
เพราะผู้บริโภคจำนวนมาก ไม่ได้มองเดลิเวอรีเป็น Convenience อีกต่อไป
แต่มองเป็น “พฤติกรรมปกติ”
เมื่อพฤติกรรมถูกเปลี่ยนสำเร็จ
Platform ก็เริ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้นเรื่อยๆ
และร้านอาหารจำนวนมาก ก็เริ่มอยู่ในสภาพที่ “ออกไม่ได้”
⸻
🇹🇭 คำถามที่น่าสนใจมากสำหรับประเทศไทยคือ…
“ทำไมธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหารระดับนี้…ถึงไม่มีแพลตฟอร์มไทยเป็นเจ้าของ?”
เพราะในวันนี้
Food Delivery ไม่ได้เป็นแค่แอปส่งอาหารแล้ว
แต่มันกลายเป็น Infrastructure ของเศรษฐกิจเมืองไปแล้ว
มันกำหนดว่า
* ร้านไหนถูกมองเห็น
* ร้านไหนเข้าถึงลูกค้า
* ร้านไหนได้ Traffic
* และร้านไหนจะอยู่รอด
แต่ในขณะเดียวกัน
กำไรส่วนสำคัญของ Ecosystem นี้ กลับไหลออกไปอยู่กับ Platform ต่างชาติเกือบทั้งหมด?
และนี่คือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าธุรกิจร้านอาหารมาก
⸻
📉 ความเงียบของผู้ช่วย…อาจเป็นเสียงสะท้อนที่ดังที่สุดในร้านนั้น
กลับมาที่คำถามจากส่วนกลาง
“ทำยังไงให้ยอดเดลิเวอรีโต x2?”
ในมุมของผู้บริหาร นี่อาจเป็นคำถามเรื่อง Growth ปกติ
แต่สำหรับคนหน้างาน
มันอาจเป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง
เพราะคนที่อยู่หน้างานจริงๆ รู้ดีว่า
การเพิ่มยอดเดลิเวอรีอีกเท่าตัว ไม่ได้แปลว่าชีวิตธุรกิจจะดีขึ้นอีกเท่าตัวเสมอไป
เพราะมันหมายถึง
* งานครัวที่หนักขึ้น
* การบริหารวัตถุดิบที่เสี่ยงขึ้น
* ความวุ่นวายในการจัดออร์เดอร์ที่มากขึ้น
* การแข่งขันด้านโปรโมชั่นที่รุนแรงขึ้น
* และ GP ที่ยังถูกหักในอัตราเดิม
สุดท้าย
“ยอดขายอาจโต แต่กำไรสุทธิ…อาจแทบไม่เปลี่ยนเลย”
และบางครั้ง
“ยิ่งขายมาก กลับยิ่งเหนื่อยมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ?”
⸻
📊 นี่คือกับดักที่หลายองค์กรกำลังเผชิญ
หลายธุรกิจวันนี้ เริ่มติดกับดักของการ “ไล่ยอดขาย”
จนลืมถามคำถามสำคัญกว่า นั่นคือ
“ยอดขายที่โตขึ้น…สร้างกำไรจริงไหม?”
เพราะในโลกธุรกิจจริง
Revenue Vanity มีอยู่จริง
หลายบริษัทดูเหมือนกำลังโต
* Dashboard สวย
* ยอดขายพุ่ง
* ออร์เดอร์เพิ่ม
“แต่ Operating Margin กลับบางลงเรื่อยๆ”
และสุดท้าย
องค์กรอาจกำลังทำงานหนักขึ้น เพื่อรักษาระบบที่ “ยิ่งโตยิ่งเหนื่อย”
⸻
🎯 ทางรอดอาจไม่ใช่การหนี Platform…แต่คือการเลิกฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับ Platform
ความจริงที่ต้องยอมรับคือ
ตลาดไทยเลยจุดที่จะ “ไม่ใช้ Food Delivery” ไปนานแล้ว
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่
เพราะวันนี้ Grab และ LINE MAN ไม่ได้เป็นแค่ช่องทางขาย
แต่มันกลายเป็น
* Traffic Source
* Discovery Engine
* และ Customer Acquisition Channel ของร้านอาหารไปแล้ว
ดังนั้นเกมที่ฉลาดกว่า จึงไม่ใช่การ “หนี Platform” แต่คือ
“ใช้ Platform เพื่อหาลูกค้า…แล้วค่อยสร้างความสัมพันธ์กลับมาเป็นของตัวเอง”
เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การเสีย GP
แต่คือวันที่ร้านอาหาร
“ไม่เหลือลูกค้าของตัวเองเลย”
⸻
📱 ร้านอาหารยุคใหม่…อาจต้องเริ่มสร้าง “Owned Channel” ของตัวเอง
หลายแบรนด์ใหญ่เริ่มขยับมาทางนี้แล้ว เช่น
* ระบบสมาชิก (Membership)
* LINE OA
* CRM
* ระบบสะสมแต้ม
* Subscription
* Direct Ordering
เป้าหมายไม่ใช่การเลิกใช้ Platform
แต่คือการค่อยๆ ลด “การพึ่งพา Platform” ลง
เพราะทุกออร์เดอร์ที่มาจากช่องทางของตัวเอง คือ
* Margin ที่กลับคืนมา
* Data ที่ร้านเป็นเจ้าของเอง
* และ Relationship ที่ไม่ต้องเช่าจาก Platform ตลอดไป
⸻
🍱 ร้านอาหารยุคใหม่…อาจต้องเริ่มคิดแบบ “Media Company” มากขึ้น
อีกเกมที่น่าสนใจคือ
หลายร้านอาหารระดับโลก เริ่มไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ร้านอาหารแล้ว
แต่มองตัวเองเป็น “Brand”
เพราะถ้าลูกค้าค้นหาร้านจาก “ชื่อร้าน” โดยตรง
อำนาจต่อรองกับ Platform จะสูงขึ้นทันที
แต่ถ้าลูกค้าค้นหาแค่
* ข้าวกะเพรา
* ชานม
* ซูชิ
* กาแฟ
ร้านจะถูกเปรียบเทียบด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว
และสุดท้าย ก็จะเข้าสู่สงคราม Discount ที่ไม่มีวันจบ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมหลายแบรนด์เริ่มจริงจังกับ
* Content
* Community
* Storytelling
* Creator Marketing
* และ Loyalty Program
เพราะในโลก Platform Economy
คนที่เป็นเจ้าของ “Relationship” กับลูกค้า
คือคนที่เป็นเจ้าของกำไรในระยะยาว
ไม่ใช่คนที่เป็นเจ้าของออร์เดอร์เพียงครั้งเดียว
⸻
✨ การเติบโตที่แท้จริง…ไม่ใช่แค่ขายได้มากขึ้น แต่ต้อง “ควบคุมกำไร” ได้มากขึ้นด้วย
เรื่องเล่าจากร้านอาหารดังย่านทองหล่อ
จริงๆ แล้วสะท้อนภาพของธุรกิจไทยจำนวนมากในยุคนี้
เพราะความท้าทายที่แท้จริงของผู้ประกอบการวันนี้ ไม่ใช่แค่
“จะขายได้ไหม?” แต่คือ “ขายแล้ว…เหลืออะไร?”
ในยุคที่ทุกอย่างกลายเป็นต้นทุน
การเติบโตของธุรกิจ จึงไม่ได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
แต่วัดกันที่
* เราควบคุม Margin ได้ไหม?
* เรามีอำนาจต่อรองมากแค่ไหน?
* เราพึ่งพา Platform มากเกินไปหรือเปล่า?
* และเรายังเป็นเจ้าของลูกค้าและกำไรของตัวเองอยู่จริงไหม?
เพราะในท้ายที่สุด
“ธุรกิจที่แข็งแรงจริง…ไม่ใช่ธุรกิจที่ยอดขายโตเร็วที่สุด”
“แต่คือธุรกิจที่ยังมีอำนาจควบคุมอนาคตของตัวเองได้มากที่สุดต่างหาก”
และบางที โจทย์ใหญ่ของร้านอาหารยุคนี้ อาจไม่ใช่การทำยังไงให้คนกดสั่งอาหารเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แต่คือ
“ทำยังไง…ไม่ให้ร้านเหลือหน้าที่แค่ผลิตอาหาร
ในขณะที่มูลค่าทางธุรกิจทั้งหมด ถูกย้ายไปอยู่ที่เจ้าของ Platform แทน”
#วันละเรื่องสองเรื่อง #BusinessStrategy #FoodDelivery #ExecutiveMindset #SME #PlatformEconomy #RestaurantBusiness
⸻
📚 Source / Reference
* ข้อมูลโครงสร้าง GP ของแพลตฟอร์ม Food Delivery ในไทยจากบทสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านอาหารและรายงานข่าวธุรกิจหลายสำนักในช่วงปี 2023–2026 ซึ่งสะท้อนว่าค่า GP สามารถอยู่ในช่วงประมาณ 30–35% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม
* Momentum Works — รายงาน Food Delivery Platforms in Southeast Asia ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขัน และโครงสร้างเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจ Food Delivery ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
* บทวิเคราะห์ด้าน Platform Economy และ Marketplace Dynamics จาก Harvard Business Review (HBR) ที่อธิบายว่า เมื่อแพลตฟอร์มสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้สำเร็จ อำนาจต่อรองใน Ecosystem จะเริ่มไหลกลับไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจ
delivery
กำไร
บันทึก
2
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย