1 มิ.ย. เวลา 16:32 • กีฬา
Puskás Aréna

สรุปภาพรวมลูกหนัง ฤดูกาล 2025-26

เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้าย
ของฤดูกาล 2025-26 สิ้นสุดลง
ณ กรุง Buapest ประเทศฮังการี
สิ่งที่เหลืออยู่คือเรื่องราวระหว่างทางต่างๆ
ที่โลกลูกหนังต้องบันทึกไว้
ทั้งฤดูกาลแห่งการทำลายกำแพงความเชื่อ
การร่วงหล่นของยักษ์ใหญ่
และการจุติใหม่ที่เกือบหลับ
แต่ยังกลับมาได้ทันสำหรับบางทีม
เลยอยากชวนแฟนบอบด้วยกัน
ไม่ว่าทีมไหน ก็มาแชร์มุมมอง
แนวคิด และโมเมนต์สำคัญกันได้
งานนี้ไม่มีผิด ไม่มีถูกครับ
ทั้งนี้นี่เป็นเพียงมุมมองของผม
แอดมินและทีมงานเท่านั้น
ขอความกรุณาคอมเมนต์กันอย่าง
สุภาพและสร้างสรรค์นะครับ
เชื่อว่าลูกเพจนี้น่ารักอยู่แล้ว 😉
.
.
.
และนี่คือ "ที่สุด" ในแต่ละหมวดหมู่ประจำฤดูกาล 2025-26
🏆 [ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี] : PSG
- ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่การป้องกันแชมป์ UCL คือภารกิจที่ยากที่สุด ซึ่งก่อนนี้มีเพียง Real Madrid ที่ทำได้
แต่ PSG ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาก็ดีพอจะทำได้สำเร็จ โดยความเก่งกาจของทีมชุดนี้ที่สานต่อจากฤดูกาลที่แล้วคือ "ความเป็นหนึ่ง" ซึ่งทุกคนช่วยกันได้ดีเยี่ยม ไม่มีสตาร์หน้าไหนใหญ่กว่าทีม หรือถูกปั้นให้เด่นเป็นพิเศษ
แม้ฟอร์มของ "O.Dembele" จะดร็อปลงจากฤดูกาลก่อนที่คว้าบัลลงดอร์ ก็ไม่เป็นผลมากเมื่อระบบทีมคือแก่นสำคัญที่ทำให้พวกเขายังทำผลงานได้ดีทุกรายการจริงๆ
เป็นทีมที่มีความอันตรายยิ่ง เข้าทำได้หลากหลาย คาดเดาไม่ค่อยได้ จนแฟนบอลทั่วยุโรปต่างยอมรับในความน่ากลัวของแนวรุกที่พร้อมทะลุทะลวงเจาะเข้าทำจากทุกทิศทาง หรือถ้าให้เลือกตัวชูโรงสักคนก็ต้องเป็น "K.Kvaratskhelia" ปีกความเร็วเหนือนรกที่ท็อปฟอร์มยิ่งกว่าเก่า เลี้ยงฉีกกระชากแนวรับคู่แข่งเป็นชิ้นๆ
โดยในนัดชิงกับ "Arsenal" แชมป์พรีเมียร์ลีกป้ายแดงที่มีเกมรับเหนียวแน่นและแข็งแกร่งที่สุดในยุโรปยุคนี้ ทำเอาแชมป์ลีกเอิงถึงกับอึดอัดเจาะด้วยลูก open play ไม่เข้าในเวลาปกติ
ก่อนที่ปีกจอร์เจียตัวเก่งจะเรียกจุดโทษ พาทีมกลับสู่เกมได้ ซึ่งเข้าทางพวกเขามาก และในวิธีนั้นผมกลับรู้สึกได้เลยว่าทัพปืน ชนะได้ยากแล้ว ตรงนี้ขอติง "C.Mosquera" ที่เล่นโอเคมาทั้งเกม แล้วดันเสียเหลี่ยมพลาดท่าใฝเสียจุดโทษไป เล่นไม่ละเอียดเลย ขณะที่แบ็กขวาก็ไม่มีตัวเลือกแล้วจริงๆ ในความเป็นดาวรุ่งก็ต้องให้กำลังใจกันต่อไป
และด้วยสมาธิที่นิ่งกว่า เด็ดขาดในการดวลจุดโทษชี้ขาด (ชนะ 4-3) ก็ส่งให้เอ็นริเก้และลูกทีมรักษาบัลลังก์ยุโรปไว้ได้ฤดูกาลซ้อนอย่างยิ่งใหญ่
ซึ่งนี่ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใด เพราะ PSG พยายามลงทุนสร้างทีมที่มุ่งคว้าแชมป์ UCL มาอย่างยาวนาน ลองผิดลองถูกจากทีมที่อุดมไปด้วยซุปตาร์ จนก้าวข้ามมาเป็นทีมที่เล่นด้วยระบบและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ภายใต้การคุมทีมของโค้ชหัวยุคใหม่ที่เน้นความเป็นทีมที่สุด จนพากันสำเร็จได้อีก
ขณะที่ Arsenal อยากบอกแฟนปืนจากใจครับว่า นอกจากจะไม่ต้องอาย ไม่ต้องเสียหน้า พวกคุณสามารถยืดอกภูมิใจได้เต็มที่ เพราะตรงๆ แทบไม่มีใครคิดว่าทีมที่กรำศึกอย่างหนัก เจอคำดูหมิ่น ล้อเลียน ถากถาง และประสบปัญหาอาการบาดเจ็บสลับไปมาทั้งฤดูกาล จะกอดคอพอกันมาได้ไกลขนาดนี้เลย
เมื่อมองย้อนไปในระหว่างทาง ทั้งการเข้าชิงคาราบาวคัพ การต้องขับเคี่ยวหนักๆ โดยมี 2 ถ้วยสำคัญในมือ โดย์เฉพาะพรีเมียร์ลีกที่นำโด่งมานาน แล้วดันทำท่าจะวืดไปอีกฤดูกาล ปล่อยให้เรือใบแล่นผ่าน จ่อยึดความสำเร็จอยู่กลายที
ทว่าพวกคุณก็ยังทีจิตใจนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะจบจริงๆ แบบที่ D.Rice พูดหลังเกมพ่าย Man City ว่า "It's not done: มันยังไม่จบเว้ย!" ก่อนจะคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมานานจนได้ นับจากปี 2004 ที่แฟนบอลทุกวันนี้หลายคนยังเรียน ยังเด็กอยู่เลยตอนนั้น
มาถึงวันที่พาทีมลุ้นดับเบิ้ลแชมป์ ที่สู้กับโคตรเกมรุกอย่าง PSG ได้นานขนาดนี้ เทียบกับที่ Inter Milan โดนบอมบ์ 5-0 ฤดูกาลที่แล้ว นับว่าเดอะกันเนอร์สพยายามอย่างสุดหัวใจ เพราะจุดโทษมันมีปัจจัยเยอะ ขณะที่ตอนนั้นมือปืนเป้านิ่งแทบไม่มี
นับจากปี 2006 ที่ Arsenal แพ้ Barcelona ในนัดชิงไป 2-1 แน่นอนมันอาจเสียดาย แต่ไม่มีทางต้องเสียใจ เพราะแชมป์พรีเมียร์ลีกเป้าหมายหลักที่ต้องการก็ได้มาครอง นับว่ามีความหมายแล้วจริงๆหลังจากนี้แค่เสริมทัพให้แน่นทุกขุมกำลัง ทั้งปีก กลาง แบ็คขวา เมื่อ B.Saka เริ่มเป็นปีกทางเดียวที่คู่แข่งจับทางได้ ขณะที่ L.Trossard ก็เริ่มโรยราไปตามวัย และ G.Martineli ก็คงไม่พัฒนาไปกว่านี้
ด้านแดนกลางก็ต้องมีคนมาช่วย D.Rice มากขึ้น
ใครจะล้อ จะว่ายังไงก็ช่าง พวกคุณได้จารึกตัวเองเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ความภูมิใจของเกาะอังกฤษแล้ว ทั้งการเป็นทีมที่ได้ประตูจากเตะมุมเยอะสุด ทั้งแนวรับแข็งแกร่งที่สุด และมีแชมป์ติดมือในที่สุุด ไม่ใช่แค่ทีมเล่นสวยงามที่หยุดด้วยมือเปล่าแบบอดีต ฤดูกาลหน้านี่แหละ ขุนพลปืนใหญ่จะยิ่งเก่งกว่าเก่า ในวันที่ Man City ไร้เงาเป๊ป กวาดิโอล่า กุนซือคนเก่ง
ในวันที่ "M.Arteta" ก้าวไปได้ไกลขึ้นกว่าตัวเอง เริ่มมีหัวจิตหัวใจผู้ชนะ เคี่ยวกว่าเดิม ถึงตอนนั้นได้เข้าชิง UCL อีกก็มีภูมิต้านทาน แบบ PSG ที่เก็บประสบการณ์คว้าแชมป์มานาน ขอเพียง "Trust the process: เชื่อในกระบวนการ" และตั้งใจทำต่อไป
👔 [โค้ชยอดเยี่ยมแห่งปี] : L.Enrique (PSG)
- ปรัชญาเกมรุกขั้นสุดที่ไม่เคยถอย ผู้อยู่เบื้องหลังการป้องกันแชมป์ยุโรปขนานแท้ L.Enrique พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการทำทีมแบบ "เปิดหน้าแลกบุกขั้นสุด" (All-out Attack)
โดยสามารถประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ เมื่อเขาเซ็ตระบบให้ทีมขับเคลื่อนด้วยการพาสซิ่งที่รวดเร็วและการเคาน์เตอร์เพรสซิ่งตั้งแต่แดนบน ทำให้คู่แข่งตั้งตัวไม่ติด การกล้าเปิดเกมรุกใส่ทุกทีมไม่เว้นแม้แต่นัดชิงชนะเลิศที่ไม่ว่า Arsenal จะรับแน่นยังไง PSG ก็จะพยายามบุกเข้าใส่ไปเรื่อยๆ เพื่อเอาชนะและคว้าแชมป์ในมือ คือเครื่องยืนยันคลาสของโค้ชสมองเพชรรายนี้ที่สถาปนาตัวเองเป็น 1 ในทำเนียบเดอะเบสเรียบร้อย
🍻 [กองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี] : H.Kane (Bayern Munich)
- เครื่องจักรถล่มประตูที่สมบูรณ์แบบ:** คำว่า "ครบเครื่องต้มยำ" คือนิยามที่ชัดเจนที่สุดของ H.Kane ในฤดูกาลนี้ เขาไม่ใช่แค่กองหน้าที่รอยิงในกรอบเขตโทษ
แต่คือ "Deep-lying Forward" ที่ลงมาเชื่อมเกม จ่ายบอลทะลุช่องให้ปีก และสร้างสรรค์โอกาสให้ทีมได้เอง สัญชาตญาณอันเฉียบคมบวกกับความเก๋าเกม ทำให้เขายังคงครองตำแหน่งเพชรฆาตหมายเลขหนึ่งของยุโรปที่ทุกทีมต้องหวาดกลัว ยิงจนคู่แข่งร้องขอชีวิต ก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดยิง
⚡ [นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี - MVP] : M.Olise (Bayern Munich)
- ฤดูกาลนี้คือปีทองที่ M.Olise ประกาศศักดาให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเขาเก่งแค่ไหน ด้วยลูกเล่นอันแพรวพราวและความสามารถเฉพาะตัวที่เดาทางยากเหลือเกิน จนกองหลังคู่แข่งแทบไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าเขาจะกระชากสุดเส้นหรือส่งบอลตัดเข้าใน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาแต่งเข้าเท้าซ้ายแล้วตะบันประตู แฟนบอลเตรียมเฮได้เลยเพราะเปรียบเสมือนการกดสูตรติดที่หวังผลได้เสมอ
🧤 [ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมแห่งปี] : D.Raya (Arsenal)
- อีกกำลังสำคัญที่ทำให้ Arsenal บินสูงและมีสถิติเสียประตูน้อยที่สุดเป็นเพราะฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซของ "D.Raya" นายด่านสเปนิช ที่มีจุดเด่นเรื่องปฏิกิริยาที่ว่องไว การตัดลูกกลางอากาศที่แม่นยำ
และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการใช้เท้าออกบอลจากแดนหลังที่แม่นยำเหมือนกองกลาง ช่วยให้ทีมเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็ว และนัดชิงก็ช่วยเซฟจุดโทษของ N.Mendes เอาไว้ได้อย่างมั่นใจ
ฉากจบที่เขาลองไปนอนร้องไห้ มันช่างชวนใจสลายตามเหลือเกิน
🔵 [ดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี] : N.Paz (Como 1907)
- สปอตไลท์ดวงใหม่แห่งเซเรีย อา: ในเทพนิยายอันเหลือเชื่อของ Como ชื่อของ "N.Paz" คือฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ มิดฟิลด์ตัวรุกรายนี้เล่นฟุตบอลด้วยคลาสที่เกินอายุ มีวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลคิลเลอร์พาสที่ยอดเยี่ยม และกล้าเล่นกล้าลากเลื้อยแหวกแนวรับทีมใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว
พลังขับเคลื่อนของเขา พลังของเพื่อนๆ ในทีม และมันสมองของ Wonder Coach อย่าง C.Fabregas คือหัวใจที่พาทีมเล็กๆ ทีมนี้พุ่งทะยานจนเข้าโค้งปาดคว้าตั๋วไปลุย UCL ได้ในปลายทาง
⚪[ทีมยอดแย่แห่งปี] : Real Madrid
- ยักษ์ใหญ่ที่บ้านพังจากภายใน เมื่อทีมที่รวมซูเปอร์สตาร์พันล้านกลับต้องเผชิญหน้ากับฤดูกาลที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ผลงานในสนามน่าผิดหวังด้วยการทำได้เพียงรองแชมป์ลีกและตกรอบโกปา เดล เรย์ ตั้งแต่รอบแรกๆ จนบอร์ดบริหารทนไม่ไหวต้องสั่งปลด X.Alonso ทั้งที่เพิ่งคุมทีมได้ไม่นานและทำผลงานได้ดีเลย (อย่างน้อยก็ได้งานใหม่ที่ Chelsea แล้ว น่าสนใจจริงๆ แอบเสียดายแทนเด็กหงส์เลยครับ ยังดีที่สุดท้ายปลด Arne แล้ว)
แต่ชนวนเหตุที่แท้จริงมาจากปัญหาทั้งในและนอกสนามที่ดุเดือดเกินคาด ทั้งพวกซุปตาร์บางคนที่ไม่ยอมเล่นตามเขาสั่ง เมื่อธรรมชาตินักเตะชุดขาวชอบเล่นตามฟีลมากกว่าระบบ ขอให้เพรสไม่เพรส ขอให้รับก็อยากรุก
โดยเฉพาะรอยร้าวในห้องแต่งตัวที่มีข่าวลือหนาหูว่าแกนหลักอย่าง A.Tchouaméni และ F.Valverde มีปัญหากระทบกระทั่งกันเอง จนทีมสปิริตพังทลายและส่งผลต่อฟอร์มในสนามโดยตรง ยิ่งโค้ชขัดตาทัพแบบ A.Arbeloa ยิ่งไม่มีบารีมากพอ ได้แต่นั่งมอง Barcelona คว้าแชมป์ลาลีกาตาลอยๆ รอดูว่าการกลับมาของ "J.Mourinho" จะปราบพยศแข้งกลุ่มนี้ยังไง
🔴⚫ [โค้ชยอดแย่แห่งปี] : M.Allegri (AC Milan)
- แท็กติกโบราณที่พาทีมดิ่งลงเหว การกลับมารับงานครั้งนี้กลายเป็นฝันร้ายของสาวก "รอสโซเนรี่" อย่างแท้จริง เมื่อ M. Allegri สอบตกในทุกมิติ
ทั้งปรัชญาฟุตบอลแบบเน้นผลลัพธ์ที่ล้าสมัยกลายเป็น "ฟุตบอลชวนง่วง" เล่นหลัง 3 เพื่อเน้นเกมรับ แต่กลับเสียง่ายได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนเกมรุกกว่าจะเข้าทำได้แต่ละประตูนี่ยากลำบากเหลือเกิน
เปลี่ยนจากทีมที่เคยอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์สคูเด็ตโต้กับ Inter Milan เขากลับพาทีมแหกโค้งท้ายฤดูกาล จากลุ้นไป UCL ได้แน่ๆ แค่ชนะนัดสุดท้ายก็คว้าตั๋วในมือ กลับทะลึ่งพลาดท่าพ่ายคาบ้านให้ Cagliari ที่เคยทุบประจำ ไปแบบน่าอัปยศอดสูยิ่ง
จนหลุดไปอยู่อันดับ 5 ไปแบบช็อกแฟนบอล ก่อนจะโดนตะเพิดออกจากตำแหน่งและไปรับงานใหม่ที่ Napoli ในเวลาต่อมา มุมนี้ผมมองว่าเจ้าตัวรับงานล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ไม่งั้นไม่ได้งานใหม่ไวขนาดนี้ เหมือนแฟนเก่าที่เปิดตัวแฟนใหม่ เพราะแอบคุยกันมาก่อนแล้ว (จริงๆ หมวดนี้ Arne อดีตกุนซือ Liverpool ก็เข้าข่าย แต่อย่างน้อยเขายังพาทีมได้ตั๋ว UCL ไปแบบหวุดหวิด)
ส่วนนักเตะยอดแย่ก็ขอรวมในนี้เลยคือ
-"S.Gimenez" กองหน้าชาวเม็กซิกันที่ย้ายมาร่วมทัพแดงดำ แรกเริ่มเหมือนจะดี มาฤดูกาลนี้ฟอร์มรูดเหมือนคนละคนกับที่เล่นในฮอลแลนด์ ทั้งบาดเจ็บหนัก พักไปนาน กลับมาก็ยิงไม่ได้ หน้าไร้ราศี ไม่มีความมั่นใจ กลายเป็นคนแรกที่ยิงประตูไม่ได้ในกัลโช่ เซเรียอาทั้งฤดูกาล แย่ยิ่งกว่ามิลานยุคมืดที่มีกองหน้าแบบ A.Matri / G.Lapadula /G.Higuain ด้วยซ้ำไป
🐈‍⬛ [ม้ามืดแห่งฤดูกาล] : Sunderland
- ช็อกวงการที่สุดต้องยกให้ Sunderland ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาแท้ๆ แต่กลับหักปากกาเซียนพุ่งไปคว้าตั๋วฟุตบอลยุโรป UEL ได้สำเร็จ ภายใต้การนำทัพของโค้ชสไตล์เงียบแต่เฉียบขาดอย่าง "Régis Le Bris" ผู้ไม่ได้ใช้บอลโยนยาวไร้ทิศทาง แต่เซ็ตระบบเป็น "Lightning-fast Transitions" หรือการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกด้วยความเร็วแสง
เน้นการเพรสซิ่งแดนกลางแล้วออกบอลไปพื้นที่ด้านกว้างให้ปีกใช้ความเร็วโจมตีทันทีในจังหวะที่คู่แข่งยังไม่ตั้งตัว
และความยอดเยี่ยมนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ "G.Xhaka" มิดฟิลด์กัปตันทีมจอมเก๋าที่ย้ายเข้ามาเป็นพี่ใหญ่คุมจังหวะแดนกลาง ประสานงานร่วมกับกองหน้าตัวเป้าสายลุยอย่าง "B.Brobbey" จนกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดของพรีเมียร์ลีกปีนี้ นับเป็นการกลับมาที่ก้าวกระโดดจริงๆ
🔄 [การเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูกาล (The Game Changer)] : Man United ยุค M.Carrick
คืนชีพปรัชญาฟุตบอลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เมื่อการก้าวเข้ามาของ "M.Carrick" คือการเซ็ตแนวทางคุณภาพดั้งเดิมและปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นมาด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง มากกว่า R.Amorim ที่พยายามยัดเยียดระบบหลัง 3 ให้ ทั้งที่ขุมกำลังในทีมเล่นไม่ได้ ไม่เข้ากัน
สิ่งที่ M.Carrick ทำนั้นคือการโละแท็กติกที่ซับซ้อนเกินไปและไม่เหมาะกับทีมทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยระบบหลังสี่ (Back 4) ที่มั่นคง แกนกลางที่ชัดเจน และการโจมตีทางปีกที่ตรงไปตรงมา ดุดัน รวดเร็ว ทำให้ปิศาจแดงชุดนี้กลับมาเล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจและน่ากลัวเหมือนในยุคคลาสสิกอีกครั้ง
พร้อมกับคืนชีพ "K.Mainoo" จากส่วนเกินที่จะถูกขาย ก็ได้กลับมายืนเป็นกระดูกสันหลังในแดนกลาง เล่นด้วยความนิ่ง คุมจังหวะเกม และตัดบอลได้อย่างเด็ดขาดปัดเป่าความลนลานในยุคก่อนหน้าทิ้งไปสิ้น
การจุติของ "B.Fernandes" ที่คืนร่างทองในบทบาทจอมทัพให้อิสระเต็มที่ในการสร้างสรรค์เกม จนผงาดคว้าตำแหน่ง "ราชาแอสซิสต์" พร้อมสถิติส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมที่ 21 ประตู จนพากันคว้าที่ 3 ไปเล่น UCL ได้อย่างดงาม
ฟุตบอลฤดูกาล 2025-26 พิสูจน์ให้เราเห็นอีกครั้งครับว่า แท็กติกที่ซับซ้อนและเม็ดเงินมหาศาลอาจซื้อความสำเร็จไม่ได้เสมอไป หากไร้ซึ่ง "สมาธิ เอกภาพ และจิตวิญญาณ" ที่ถูกต้องแท้จริง
ทุกหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาคือบทเรียนทุกสิ่งที่แต่ละทีมต้องจำและนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกันต่อไป
พักหายใจกันสักนิด แล้วเตรียมตัวไประเบิดความมันส์กันต่อกับทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วเจอกันในฟุตบอลโลก 2026 ครับทุกคน!" ⚽🏆🌍
โฆษณา