1 มิ.ย. เวลา 23:38 • ไลฟ์สไตล์
ไม่มั่นใจว่าปะต้าจะเข้าใจ“เหงา”
ที่คุณเอ่ยมาได้ถูกรึผิดเนาะ!
ในความคิดนะ!
ตัว“เหงา”นั้นอาจไม่ได้หมายถึงแค่“ไม่มีคนคุย”แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกกว่านั้นมาก
คนเหงาแบบนี้ไม่ได้ขาดผู้คนเสียทีเดียวดอกเพียงคนเคยมีสังคมเคยทำงานในเมืองเคยมีชีวิตที่เต็มไปด้วยการพบเจอ
แต่เมื่อกลับมาอยู่บ้านชีวิตกลับเปลี่ยนจากการเป็น“ส่วนหนึ่ง
ของสังคมของโลก”กลายมาเป็น “ผู้สังเกตโลก”เงียบๆในความ
วุ่นวายขวักไขว่ของสังคมแข่งขัน
ความเหงาของคนวัย30แบบนี้
จึงมีหลายชั้น
คนเรามักคิดว่าเหงาเพราะอยู่
คนเดียวแต่ความจริงหลายครั้งเหงาเพราะรู้สึกว่า
ไม่มีใครรอเรารึเปล่านะ
ไม่มีใครต้องการเรารึเปล่านะ
ไม่มีใครรู้ว่าทุกวันนี้เรากำลัง
รู้สึกอะไรอย่างไรรึเปล่านะ?
แท้จริงชีวิตเหมือนเดินซ้ำๆ
โดยไม่มี“เรื่องราว”ใหม่ๆให้
ตื่นเต้นต่างหาก
ยิ่งเมื่ออายุใกล้30หลายคนเริ่มเอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน
เพื่อนๆแต่งงานแล้ว
เพื่อนๆมีลูกกันแล้ว
เพื่อนๆมีหน้าที่การงานก้าวหน้า
เพื่อนๆมีแก๊งพากันเที่ยว
แต่เรากลับต้องอยู่บ้านทำงาน
วนๆไปวัน ๆ
สิ่งที่ย่ำแย่และซ้ำลึกๆในทุกวันไม่ใช่การอยู่คนเดียวดอก
แต่คือความรู้สึกว่า
“ชีวิตคนอื่นเค้ากำลังเดินหน้า
ส่วนชีวิตเรากำลังหยุดอยู่ที่เดิม”
ปะต้าคิดว่านี่น่าจะคือแก่นของ“ความเหงา”นะครับ
สิ่งแรกเลยที่ต้องเข้าใจก่อนว่า
ความเหงาไม่หายด้วยการหา
คนมาเติมเต็มทันที
เพราะถ้าใจยังว่างต่อให้มีคน
คุยทั้งวันก็ยังเหงา
หลายคนมีแฟนแล้วยังเหงา
หลายคนเพื่อนเป็นร้อยก่ะเหงา
เพราะต้นเหตุจริงๆคือการขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเอง
คำถามซ้ำๆในใจวนเวียนๆ
“ทุกวันนี้ฉันกำลังมีชีวิตเพื่ออะไร”
คนที่ทำงานและอยู่บ้านตลอด
มักสูญเสียสิ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
คือ“พื้นที่ของการเติบโต”
ชีวิตมนุษย์ต้องมีสิ่งใหม่บ้าง
ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จแต่เพื่อ
ให้รู้สึกว่ายังมีชีวิตอาจเพื่อที่
จะเอาตัวเองกลับเข้าไปอยู่ในกระแสของชีวิตอีกครั้ง
ด้วยมิตรภาพและความสัมพันธ์
ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นระหว่างทาง
ไม่ได้เกิดจากการนั่งรอดอก
วัย 30 ไม่ได้แก่เกินไปที่จะเริ่มสังคมใหม่ความจริงเป็นจริงแล้วคนจำนวนมากเริ่มต้นชีวิตรอบที่สองหลังอายุ30ปี
ถ้ามีคนเข้ามา ฉันจะหายเหงา
อาจบะใช่ดอกแต่อาจเปลี่ยนเป็น
ถ้าฉันกลับมามีชีวิตที่มีความหมายความเหงาจะค่อยๆเบา
ลงเอง
เพราะความเหงาที่หนักที่สุด
ไม่ใช่การไม่มีคนอยู่ข้าง ๆ
แต่เป็นการไม่รู้ว่าหัวใจตัวเองกำลังเดินไปทางไหน
คิดไม๊นะว่า
“เหงาบะใช่บะมีใครเคียงข้าง
แต่คือทางบางช่วงที่ว่างเปล่า
มองผู้คนเดินผ่านไปในเงาเทา
แต่ตัวเรายังยึดยืนหยัดอยู่ที่เดิม
เหงาบะใช่เสียงเงียบยามค่ำคืน
แต่กลับยืนถามใจไร้ต่อเดิม
วันและวันผ่านไปอย่างเพิ่มเติม
เพียงอายุที่เริ่มมากขึ้นทุกปี
หากวันใดใจพบความหมายใหม่
แม้เดินไปลำพังก็แสนสุขี
เพราะความเหงาไม่เคยหายทันที
แต่มันมีที่ยืนเล็กๆในหัวใจเราเอง“
บางครั้งชีวิตอาจต้องเว้นวรรค
เพื่อสร้างโมเมนต์ใหม่ๆบ้าง
แต่อาจต่างกับปะต้าที่“เหงา”
เพราะอยากไปหา อิๆ
โฆษณา