Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 03:34 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ทำไม “หน่วยความจำ” ถึงกลายเป็นคอขวดที่สำคัญที่สุด ของยุค AI
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่มนุษยชาติไม่เคยเจอมาก่อน
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของใครหลายคน
การเร่งตัวของการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
สิ่งนี้เรียกว่าธุรกิจ Memory.. หรือแปลตรงตัวคือ หน่วยความจำ
อะไรที่ทำให้ ETF ที่เพิ่งเปิดตัวต้นเดือนเมษายน กลายเป็น ETF ที่ระดมสินทรัพย์ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เร็วกว่าสถิติเดิมของกองทุน Bitcoin ETF
การลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กำลังเกิดขึ้นแล้ว
1
และมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ
สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับการปฏิวัติ AI ครั้งใหญ่ ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ในยุคของเรา
ลองนึกภาพการลงทุนที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยทำกันมา
ใหญ่กว่าการสร้างทางรถไฟข้ามทวีป
ใหญ่กว่าการนำไฟฟ้าไปสู่ชนบททั้งประเทศ
1
และใหญ่กว่าการวางสายไฟเบอร์ออปติกในยุคดอตคอม
สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นกับ “การสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ AI” หรือ AI Infrastructure
แล้วเรื่องนี้ มันใหญ่ขนาดไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องของ 1-2 ปี แต่เป็นเรื่องของ “หลายทศวรรษ”
ทุกวันนี้ AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Claude ที่เราใช้กันจนติด
เบื้องหลังของมัน คือศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา ที่กินไฟมหาศาล และต้องใช้เงินลงทุนระดับที่หลายคนนึกไม่ออก
เพื่อให้เห็นภาพ ลองดูตัวเลขเหล่านี้
- เฉพาะปี 2026 ปีเดียว กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุด 5 ราย อย่าง Amazon, Alphabet, Microsoft, Meta และ Oracle เตรียมทุ่มเงินลงทุนรวมกันราว 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ด้วยเม็ดเงินลงทุนขนาดนี้เท่ากับงบลงทุนภาครัฐของประเทศไทยทั้งประเทศ รวมกัน 25 ปี..
- บริษัทที่ปรึกษาอย่าง McKinsey ประเมินว่า ภายในปี 2030 โลกจะต้องใช้เงินลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลรวมราว 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ราว 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นการลงทุนเพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ
- ขณะที่ เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA ก็เคยประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งหมด อาจสูงถึง 3–4 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030
แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่แค่ “จำนวนเงิน”
แต่คือ “ระยะเวลา”
เพราะนักวิเคราะห์ในวงการต่างมองตรงกันว่า นี่ไม่ใช่กระแสที่จะจบในปีสองปี แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่กินเวลา “หลายทศวรรษ”
ช่วงปี 2025–2030 เป็นเพียง “เฟสแรก” ของการเร่งสร้างเท่านั้น และเม็ดเงินจะยังไหลเข้าต่อเนื่องไปอีกยาวไกลหลังจากนั้น
พูดง่าย ๆ คือ คลื่นลูกนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง
เบื้องหลังคลื่นยักษ์ลูกนี้ ต้องพึ่งพาอะไรบ้าง ?
เวลาพูดถึง AI หลายคนนึกถึงแค่ ชิปประมวลผล หรือ GPU ของ NVIDIA
แต่ความจริงแล้ว การจะทำให้ AI ทำงานได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างประกอบกัน เช่น
1. ไฟฟ้า Power
ศูนย์ข้อมูล AI กินไฟมหาศาลในระดับเมืองขนาดกลาง เมืองหนึ่งเลยทีเดียว
Goldman Sachs ประเมินว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 165% ภายในปี 2030 และต้องใช้เงินอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้าอีกราว 720,000 ล้านดอลลาร์
ที่น่าตกใจคือ มีศูนย์ข้อมูลบางแห่งสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังเปิดใช้งานไม่ได้ เพราะระบบไฟฟ้าในพื้นที่ยังจ่ายไฟให้ไม่ไหว
2. ระบบระบายความร้อน Cooling
เมื่อชิปทำงานหนัก ความร้อนก็มหาศาล ทำให้ตลาดระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) เติบโตเกิน 20% ต่อปี
(2 ข้อแรก เรื่องระบบไฟฟ้า และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว อยู่ในกองทุน LHGRID ที่ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า AI ค่าจัดการต่ำสุดในไทย ซื้อได้เฉพาะที่ WealthX ที่ลงทุนแมนเพิ่งเล่าไปในสัปดาห์ก่อนหน้า)
1
3. หน่วยความจำ Memory
และนี่คือ พระเอกที่ถูกมองข้ามของเรื่องนี้
เพราะไม่ว่าชิปประมวลผลจะแรงแค่ไหน ถ้าไม่มีหน่วยความจำที่เร็วและมากพอ มาป้อนข้อมูล GPU ราคาแพงเหล่านั้นก็จะรออยู่เฉย ๆ ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ทำไม “หน่วยความจำ” ถึงกลายเป็นคอขวดที่สำคัญที่สุดของยุค AI ?
งาน AI ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale ต้องใช้หน่วยความจำ DRAM มากกว่างานคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ถึงเกือบ 10 เท่า เพื่อไม่ให้คลัสเตอร์ GPU ทำงานสะดุด
โดยเฉพาะหน่วยความจำความเร็วสูงที่เรียกว่า HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งกลายเป็นของที่ “ขาดไม่ได้” สำหรับทั้งการเทรนโมเดลและการให้บริการ AI
แต่ปัญหาคือ ผู้ผลิตหน่วยความจำระดับโลกที่ทำ HBM ได้จริง มีอยู่เพียงไม่กี่ราย
ทำให้เกิดภาวะ Supply ตึงตัว ของไม่พอขาย และผู้ผลิตเหล่านี้กลับมามีอำนาจในการตั้งราคาสูงเป็นประวัติการณ์
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม หน่วยความจำ ถึงถูกเรียกว่าเป็น “คอขวด (Bottleneck) ของการปฏิวัติ AI”
และเมื่อมีคอขวด ก็ย่อมมีคนที่ได้ประโยชน์จากคอขวดนั้น..
แล้วคนไทยอย่างเรา จะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ?
ความจริงแล้ว คนไทยมีส่วนร่วมกับคลื่นลูกนี้ทางอ้อมอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ทุกครั้งที่เราถาม AI, ค้นหาข้อมูล หรือใช้บริการบนคลาวด์ เราก็กำลังสร้างความต้องการให้กับศูนย์ข้อมูลและหน่วยความจำเหล่านั้น
แต่การมีส่วนร่วมทางอ้อม กับการ “ได้ประโยชน์จากการลงทุน” เป็นคนละเรื่องกัน
ข่าวดีก็คือ วันนี้คนไทยสามารถลงทุนในธีมนี้ได้โดยตรง ผ่านกองทุนรวมที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนไทย และยังเป็นกองทุนที่ยกเว้นภาษีหากมีกำไรอีกด้วย
นั่นคือกองทุน LHDRAM
LHDRAM เป็นกองทุนใหม่ที่จะเริ่ม IPO วันที่ 2 มิ.ย.นี้ พาคนไทยลงทุนในหน่วยความจำของโลก เป็นกองแรกในไทย
กองทุน LHDRAM มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากที่สุดกองหนึ่งของโลก นั่นคือ Roundhill Memory ETF ชื่อย่อ DRAM
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ ETF กองนี้ไม่ธรรมดา
- DRAM เป็น ETF กองแรกของโลก ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (Memory) โดยเฉพาะ เปิดตัวเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026
- ใช้เวลาเพียง 36 วัน ในการสะสมสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) แตะระดับ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กลายเป็น ETF ที่ระดมสินทรัพย์ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เร็วกว่าสถิติเดิมของกองทุน Bitcoin ETF เสียอีก
- จุดเด่นของ DRAM คือเป็น “Pure Play” หรือลงทุนเจาะจงในกลุ่มหน่วยความจำล้วน ๆ ไม่ปนกับชิปประเภทอื่น ทำให้นักลงทุนได้สัมผัสกับธีมนี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
1
เปิดพอร์ต DRAM ETF ลงทุนในบริษัทอะไรบ้าง และแต่ละบริษัทเด่นอย่างไร
จุดแข็งของ DRAM ETF คือการกระจุกตัวใน ผู้เล่นตัวจริงของอุตสาหกรรม โดยมีหุ้นในพอร์ต 9 บริษัท แต่กว่า 70% ของพอร์ต อยู่ใน 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่รวมกันแล้วครองตลาด HBM ของโลกถึงราว 95%
มาดูกันว่า แต่ละบริษัทเด่นเรื่องอะไร (สัดส่วนโดยประมาณ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2026)
1. Micron Technology ราว 28.2%
ผู้ผลิตหน่วยความจำสัญชาติอเมริกันเพียงรายเดียวในกลุ่มผู้นำ เป็นหนึ่งในผู้ป้อน HBM รุ่นใหม่ให้กับชิป AI และเป็นตัวแทนของนวัตกรรมหน่วยความจำฝั่งสหรัฐฯ
2. SK Hynix ราว 27.1%
ผู้นำตลาด HBM ตัวจริง และเป็นซัพพลายเออร์หน่วยความจำความเร็วสูงรายหลักให้กับชิป AI ชั้นนำของโลก ถือเป็นหุ้นที่อยู่ใจกลางของกระแส AI โดยตรง
3. Samsung Electronics ราว 17.9%
ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ครบเครื่องทั้ง DRAM, NAND และ HBM จุดเด่นคือสายการผลิตที่ครบวงจรและกำลังผลิตมหาศาล
4. Kioxia Holdings ราว 6.6%
ผู้ผลิต NAND flash รายใหญ่จากญี่ปุ่น (อดีตธุรกิจหน่วยความจำของ Toshiba)
5. Sandisk ราว 5.1%
ผู้เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำแฟลช NAND สำหรับการจัดเก็บข้อมูล
6. Seagate Technology ราว 4.2%
ผู้นำตลาดฮาร์ดดิสก์ (HDD) ที่ยังเป็นหัวใจของการเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลในยุค AI
7. Western Digital ราว 3.7%
ผู้นำด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ทั้งฮาร์ดดิสก์และหน่วยความจำแฟลช ได้อานิสงส์จากความต้องการเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงในศูนย์ข้อมูล
8. Nanya Technology ราว 3.0%
ผู้ผลิต DRAM รายสำคัญจากไต้หวัน
9. Winbond Electronics ราว 1.8%
ผู้ผลิตหน่วยความจำเฉพาะทาง (Specialty Memory) จากไต้หวัน
1
จะเห็นว่า DRAM ETF รวมเอา “ของจริง” ของวงการหน่วยความจำทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ไว้ในกองเดียว
ที่สำคัญคือ หุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix นั้น นักลงทุนรายย่อยทั่วไปเข้าถึงได้ยากมาก แต่ DRAM ETF ช่วยเปิดประตูบานนั้นให้
สรุปภาพทั้งหมดอีกครั้ง
โลกกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นคลื่นที่จะกินเวลายาวนานหลายทศวรรษ
และหนึ่งในคอขวดที่สำคัญที่สุดของคลื่นลูกนี้ ก็คือ “หน่วยความจำ”
วันนี้ คนไทยไม่ต้องเป็นเพียงผู้ใช้งาน AI ที่มีส่วนร่วมทางอ้อมอีกต่อไป แต่สามารถก้าวเข้ามาเป็น “ผู้ลงทุน” ในหัวใจของโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้โดยตรง
ผ่านกองทุน LHDRAM ที่ลงทุนใน Roundhill Memory ETF (DRAM) ซึ่งเป็น ETF ที่ระดมทุนได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมไทยที่ยกเว้นภาษี (Capital Gain Tax)
ซื้อได้ที่แอป WealthX ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx
อย่าพลาดคลื่นการลงทุน AI ลูกนี้ ไปกับ LHDRAM
เพราะคลื่นลูกใหญ่ที่สุด มักไม่รอใคร
และคลื่นลูกนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง..
---
คำเตือน: กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 30 พ.ค. 2569
กองทุน DRAM แรกในไทย เปิด จองพร้อมกันแล้ว ที่ WealthX
ธุรกิจกึ่งผูกขาด ผู้นำหน่วยความจำโลก คอขวด AI แบบยกเว้นภาษี
✅กองทุนแรก ที่ลงทุน DRAM ETF
✅Pure Play ลงทุนเน้นแค่ผู้นำหน่วยความจำโลก
✅บริษัทกึ่งผูกขาด มีไม่กี่บริษัทในอุตสาหกรรม
✅การแข่งขันราคาต่ำ อำนาจต่อรองสูง
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅จอง IPO พร้อมกัน 2-8 มิ.ย. 69 ที่ WealthX สมัครที่
wealthx.co/getapp
บัญชีใหม่ควรสมัครล่วงหน้า เผื่อเวลายืนยันตัวตน
เรากำลังพูดถึง LHDRAM นี่คือกองทุนแรกที่ลงทุนใน DRAM ETF โดยตรง เป็นกองทุนแบบที่โฟกัสเน้น ๆ เฉพาะผู้นำหน่วยความจำระดับโลก ถือหุ้นผู้ชนะแค่ 9 บริษัท เช่น
👍Micron Technology ราว 28.2%
ผู้ผลิตหน่วยความจำสัญชาติอเมริกันเพียงรายเดียวในกลุ่มผู้นำ เป็นหนึ่งในผู้ป้อน HBM รุ่นใหม่ให้กับชิป AI และเป็นตัวแทนของนวัตกรรมหน่วยความจำฝั่งสหรัฐฯ
👍SK Hynix ราว 27.1%
ผู้นำตลาด HBM ตัวจริง และเป็นซัพพลายเออร์หน่วยความจำความเร็วสูงรายหลักให้กับชิป AI ชั้นนำของโลก ถือเป็นหุ้นที่อยู่ใจกลางของกระแส AI โดยตรง
👍 Samsung Electronics ราว 17.9%
ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ครบเครื่องทั้ง DRAM, NAND และ HBM จุดเด่นคือสายการผลิตที่ครบวงจรและกำลังผลิตมหาศาล
👍 Kioxia Holdings ราว 6.6%
ผู้ผลิต NAND flash รายใหญ่จากญี่ปุ่น (อดีตธุรกิจหน่วยความจำของ Toshiba)
👍Sandisk ราว 5.1%
ผู้เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำแฟลช NAND สำหรับการจัดเก็บข้อมูล
แล้วทำไมกองทุนนี้ถึงเป็นโอกาสแห่งทศวรรษ ?
-DRAM เป็นอุตสาหกรรมกึ่งผูกขาด
-รับผลประโยชน์จาก AI เต็มเม็ดเต็มหน่วย
และสำคัญที่สุด คือกองทุนนี้เป็นกองทุน Pure Play โฟกัสเน้น ๆ แค่หุ้นหน่วยความจำโลก
ยุคตื่นทอง คนรวยสุดไม่ใช่คนขุดทอง
แต่คือคนขายจอบและเสียม..
ยุคตื่น AI คนรวยสุดก็อาจไม่ใช่คนสร้าง AI
แต่คือคนที่ผลิตหน่วยความจำให้ AI ได้มีพื้นที่ทำงาน..
วันนี้ การประมวลผลข้อมูลบนโลก กำลังทวีคูณแบบไร้ขีดจำกัด
และ DRAM จะให้เราร่วมเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีธุรกิจกึ่งผูกขาดได้ ในรูปแบบกองทุนรวมที่ยกเว้นภาษีเป็นครั้งแรก..
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ 02-6669477 LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
คำเตือน: กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 29 พ.ค. 2569
38 บันทึก
41
24
38
41
24
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย