2 มิ.ย. เวลา 04:59 • การ์ตูน

Ep.8 : Attack on Titan "เมื่อความฝันมีราคาที่ต้องจ่าย"

ณ สมรภูมิชิกันชิน่า...
ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความสูญเสียอันใหญ่ยิ่ง
คำเตือน!!! บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของAttack on Titan ผ่าพิภพไททัน
ตั้งแต่Ep.1 จนถึง Ep.7 เราจะเห็นว่าเมื่อมองเห็นช่องทางการ "เปลี่ยนกฎของเกม" มันจะช่วยเปลี่ยนให้เป็นสถานการณ์ที่เราชนะอย่างสมบูรณ์แบบหมดจด100%
แต่หากจำกันได้ จากที่ผมเคยเขียนไว้ในอารัมภบทตั้งแต่ก่อนEp.1 ในบางสถานการณ์โลกนี้ก็ไม่ได้ใจดีกับเราแบบนั้นเสมอไป
ด้วยสถานการณ์ เวลา ทรัพยากร อันจำกัด ณ ขณะนั้น การบริหารจัดการความเสี่ยง ในการแลกบางสิ่งเพื่อให้ได้บางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่ากลับมา เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำต้องตัดสินใจลงมือทำ
ในงานออกแบบทางวิศวกรรมเครื่องกล หัวหน้าทีมออกแบบผมเคยให้คำแนะนำไว้ว่า เราไม่มีทางออกแบบระบบที่สมบูรณ์พร้อมทั้งราคาถูก เร็ว และ ดี ได้พร้อมกันหมดทุกอย่าง
ซึ่งเขามักใช้คำว่า 'Trade-off' ในการอธิบายหลักการนี้ แปลง่ายๆคือ เราต้องแลกอะไรบางอย่างเพื่อทำให้ผลลัพธ์โดยรวมของระบบออกมาใช้งานได้สมบูรณ์ที่สุด ณ ขณะนั้น
Attack on Titan ผ่าพิภพไททัน
หากจะพูดถึงมังงะและอนิเมะระดับขึ้นหิ้งของยุคนี้ ชื่อของ Attack on Titan (หรือในชื่อไทย 'ผ่าพิภพไททัน') ผลงานระดับตำนานของอาจารย์ฮาจิเมะ อิซายามะ (Hajime Isayama) ย่อมเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง
เรื่องราวของมนุษยชาติกลุ่มสุดท้ายที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงสูงใหญ่หลายสิบเมตร เพื่อปกป้องตัวเองจาก "ไททัน"
กำแพงขนาดมหึมานี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง แบ่งออกเป็นสามชั้นใหญ่ คือ Wall Maria, Wall Rose และ Wall Sina
ไล่จากด้านนอกสุดที่มีไททันอาศัยอยู่ เข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งระหว่างกำแพงแต่ละชั้นก็จะมีประชาชนมากมายอาศัยอยู่
ไททันเป็นสิ่งมีชีวิตปริศนาขนาดมหึมาหน้าตาคล้ายมนุษย์ที่มีความสูงตั้งแต่ 5 เมตร 15 เมตร ไปจนถึงระดับขนาดมหึมาที่สูงเลยกำแพงเมือง
จุดอ่อนเดียวของไททันคือ "ด้านหลังต้นคอ" เป็นจุดศูนย์รวมระบบประสาททั้งหมดของร่างกาย หากเราจู่โจมโดนจุดนี้ไททันจะตายทันที
ไททันทั่วไปนั้นไม่มีสติปัญญา พึ่งพาเพียงสัญชาตญาณในการจับมนุษย์กินเป็นอาหารเท่านั้น ระดับสูงขึ้นมาคือ "ไททันวิปริต" ที่มีแพทเทิร์นการเคลื่อนไหวที่คาดเดาไม่ได้ และวิกฤตที่สุดของเรื่องคือการปรากฏตัวของ "ไททันมีสติปัญญา" ที่มีความคิด สติปัญญาและกลยุทธในการต่อสู้เหนือชั้นกว่ามนุษย์ทั่วไปเสียอีก
แผนภาพกำแพงเมืองทั้งสามได้แก่ Wall Maria, Wall Rose, Wall Sina
1. กองกำลังสำรวจ : หน่วยวิเคราะห์ระบบและด่านหน้าแห่งความตาย
ท่ามกลางความหวาดกลัวของยุคสมัย มนุษย์ได้จัดตั้ง "กองกำลังสำรวจ"
หน่วยทหารกล้าที่ยอมสละความปลอดภัยในกำแพง ออกไปเผชิญหน้ากับความตายในโลกภายนอก
หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่แค่การจับดาบลอยตัวโดดไปฟันคอไททันเท่ๆ แต่พวกเขาคือ "นักวิเคราะห์ระบบ" กลุ่มแรกของมนุษยชาติ ทำหน้าที่ศึกษาพฤติกรรม วิจัยโครงสร้างร่างกาย และค้นหาแก่นแท้ความลับของไททันที่ซ่อนอยู่เพื่อค้นหาทางรอดของมุนษยชาติ ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานในตําแหน่งแนวหน้าที่อันตรายที่สุดนี้ ต้องแลกมาด้วยอัตราการสูญเสียในทุกๆภารกิจ
กองกำลังสำรวจ "Survey Corps"
2. สมรภูมิชิกันชิน่า : มหาศึกต้อนมนุษย์เข้าสู่สถานการณ์ "Kobayashi Maru"
จุดพีคที่แสดงถึงสัจธรรมของคำว่า Trade-off ได้ชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นในศึกทวงคืนเขตชิกันชิน่า เมื่อกองกำลังสำรวจถูกต้อนให้จนมุมอยู่นอกกำแพงเมือง และศัตรูได้วางหมากปิดล้อมอย่างเป็นระบบ
ในฉบับอนิเมชั่น Attack on Titan : Season 3 Ep.54 "HERO" เป็นตอนที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านหลัง : กำแพงเมือของเขตชิกันชิน่าสูงหลายสิบเมตร ไม่มีทางเข้าและไม่มีทางขึ้นไปบนกำแพง
ด้านนอก : มีไททันขนาดใหญ่เรียงตัวกันเป็นกำแพงครึ่งวงกลม ปิดล้อมและตัดขาดเส้นทางหนีและตัดขาดการสนับสนุนจากภายนอกโดยสมบูรณ์
ตรงกลางของแถวครึ่งวงกลม : คือ "ไททันลิง" ผู้บัญชาการฝั่งศัตรูที่มีพละกำลังมหาศาลและสติปัญญาสูงส่ง
กลยุทธกระชับพื้นที่ของไททันลิงนั้นเฉียบขาดและโหดเหี้ยมมากในเชิงฟิสิกส์ โดยการนำก้อนหินขนาดใหญ่มาบดขยี้ด้วยมือจนแตกออกเป็นเศษเล็กๆ แล้วใช้แรงแขนอันทรงพลังขว้างสะเก็ดหินเหล่านั้นเข้าใส่กองกำลังสำรวจ
สะเก็ดหินปริมาณมากที่ถูกปาออกมาด้วยความเร็วสูงพร้อมพลังงานมหาศาล กลายเป็นพลังทำลายล้างที่จะป่นทุกสิ่งที่อย่างที่ขวางหน้า ไม่ต่างอะไรกับกระสุนลูกปรายของปืนลูกซองยักษ์ที่พร้อมจะฉีกร่างของกองสำรวจทุกคนให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ในพริบตา
3. เมื่อ "กำแพงป้องกัน" กลายเป็น "นาฬิกาทราย"
ในตอนนั้น สิ่งเดียวที่ยื้อชีวิตของกองกำลังสำรวจไว้ได้คือ ซากอาคารและบ้านเรือนเก่าที่คั่นอยู่ตรงกลาง ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่กำบังชั่วคราว
แต่ทว่าความเร็วและปริมาณของสะเก็ดหินที่ถูกระดมสาดเข้ามาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ที่กำบังเหล่านั้นค่อยๆแตกพังและล่มสลายลงไปทีละน้อย
สภาพแวดล้อมที่เคยใช้เป็นแนวป้องกันกำลังถูกทำลายลงไปต่อหน้าต่อตา ราวกับนาฬิกาทรายที่เวลาค่อยๆหมดลง
ด้านหลังคือข้อจำกัดทางกายภาพอย่างกำแพงเมืองสูงชันที่ไร้ทางหนี ด้านหน้าคือห่าฝนเศษหินที่พร้อมจะบดขยี้ทุกชีวิต
เวลาของพวกเขากำลังหมดลงทีละน้อย โดยไม่มีหนทางให้ตั้งหลักหรือหนี และกองสำรวจไม่สามารถตอบโต้จากระยะไกลขนาดนั้นได้เลย
นี่คือสถานการณ์สิ้นหวังอย่างสมบูรณ์แบบ...สถานการณ์ที่ไม่มีวันชนะอย่างแท้จริง
ภาพรวมมุมสูงของสมรภูมิชิกันชิน่า
4. เปรียบเทียบพลังทำลายของการขว้างเศษหินกับอาวุธยุคปัจจุบัน
ถ้าให้เทียบพลังทำลายล้างจากการปาหินของไททันลิง มันไม่ใช่แค่ปืนกลทั่วไป
แต่มันคือการเอา "ความเร็วในการยิงของปืนกล" มารวมกับ "มวลของกระสุนปืนใหญ่" ซึ่งในโลกปัจจุบัน อาวุธที่ให้ภาพใกล้เคียงกับความสถานการณ์วิกฤตนี้ที่สุด แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ
4.1) กระสุนลูกปรายปืนใหญ่รถถัง (120mm Canister Cartridge)
หากมองว่ามันเหมือนการยิงปืนรถถังเข้าใส่ซากเมืองก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่กระสุนรถถังหัวระเบิดทั่วไป มันคือสิ่งที่เรียกว่า Canister Shell (เช่น กระสุน M1028 ของรถถัง M1 Abrams)
หลักการทำงาน : มันคือการเปลี่ยนปืนใหญ่รถถังให้กลายเป็น "ปืนลูกซองขนาดยักษ์" ภายในหัวกระสุนไม่ได้บรรจุดินระเบิด แต่บรรจุลูกเหล็กทังสเตนขนาดเล็กจำนวนนับหมื่นลูก เมื่อยิงออกไป ปลอกกระสุนจะแตกออกกลางอากาศ
สาดลูกเหล็กทะลวงทุกอย่างที่ขวางหน้าในวงกว้าง
ความคล้ายคลึง : ไททันลิงบีบหินก้อนยักษ์ให้แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย แล้วปาออกไปด้วยแรงเหวี่ยงระดับซูเปอร์โซนิค เศษหินเหล่านั้นกระจายตัวออกเป็นรูปกรวย (Cone) คลุมพื้นที่กว้างแบบเดียวกับ Canister Shell ทำให้การหลบหลังกำแพงเตี้ยๆ หรือซากอิฐ ไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลย
120mm M1028 Canister
4.2) ปืนกลอากาศ GAU-8/A Avenger (บนเครื่องบิน A-10 Warthog)
ถ้าพูดถึงการ "สาดกระสุนเข้าถล่มซากเมืองให้หายไป" นี่คืออีกหนึ่งตัวแทนที่ชัดเจนที่สุด
หลักการทำงาน : มันคือปืนกลแกตลิงขนาด 30 มม. ที่ยิงกระสุนเจาะเกราะยูเรเนียมเสื่อมสภาพ (Depleted Uranium) ด้วยอัตรา 3,900 นัดต่อนาที
กระสุนพวกนี้ไม่ได้ทำลายล้างด้วยดินระเบิด แต่ทำลายล้างด้วยพลังงานจลน์ของความเร็วสูงล้วนๆ
ความคล้ายคลึง : เศษหินของไททันลิงมีขนาดตั้งแต่เท่ากำปั้นไปจนถึงเท่าตู้เย็น เมื่อมันพุ่งมาด้วยความเร็วสูงมาก โมเมนตัมของมันเทียบเท่ากับกระสุน 30 มม. ที่สาดลงมาจากท้องฟ้า ซากอาคารอิฐและปูนไม่ได้ถูกทำลายเพราะแรงระเบิด แต่ถูกป่นให้เป็นฝุ่นด้วยการถ่ายเทแรงกระแทกทางฟิสิกส์แบบฉับพลัน
"GAU-8 Avenger" Even Tanks Can't SAVE You
ทำไม "ที่กำบัง" ถึงเอาไม่อยู่ในเชิงฟิสิกส์?
กระสุนปืนในโลกจริงมักถูกออกแบบให้มีปลายแหลม แหวกอากาศเพื่อเจาะทะลุ (Piercing) แต่เศษหินของไททันลิงนั้นมีรูปร่างไม่แน่นอนและมีพื้นผิวสัมผัสกว้างเมื่อก้อนหินพุ่งชนกำแพงอิฐ มันไม่ได้แค่ "เจาะรู" ทะลุผ่านไปเฉยๆแบบกระสุนปืน แต่มันเกิดการ "ถ่ายเทพลังงานจลน์ทั้งหมด" เข้าใส่โครงสร้างกำแพงอย่างรุนแรง ส่งผลให้กำแพงทั้งแถบเกิดการแตกร้าวระดับโครงสร้าง และพังทลายลงมาทั้งแถบในพริบตา
นี่คือเหตุผลที่ซากเมืองเก่าหายวับไปกับตาราวกับถูกรถถังปูพรมยิง
5. เมื่อระบบถูกล็อกสเปกมาให้ "พัง"
สถานการณ์ถูกบีบให้กลายเป็นสถานการณ์ Kobayashi Maru หรือ No-Win Scenario โดยสมบูรณ์ กองกำลังสำรวจที่ถูกบีบให้ติดอยู่ในทุ่งสังหาร เหลือทางเลือกในการรับมือเพียง 2 ทางเท่านั้น
1. ยอมจำนนต่อกฎของระบบ (System Surrender)
ยอมรับว่าความตายคือผลลัพธ์ที่ถูกตั้งค่าไว้ล่วงหน้า เป็นชะตากรรมของกองสำรวจที่ไม่อาจเลี่ยง นั่งกอดเข่าคร่ำครวญรอเวลาให้สะเก็ดหินมาบดขยี้ ปล่อยให้ชีวิตของกองสำรวจและความฝันของมนุษยชาติสูญสลายไปใต้ซากปรักหักพังอย่างไร้ค่า
2. เปลี่ยนกฎของเกม (Rule Override)
ในเมื่อเล่นตามกฎของศัตรูแล้วต้องแพ้แน่นอน100% ก็ต้องฉีกกฎนั้นทิ้ง รีดเค้นทรัพยากรสุดท้ายที่เหลืออยู่ทั้งหมด เพื่อสร้าง "หมัดสวน" ที่เฉียบคมและเด็ดขาดที่สุดเพียงหมัดเดียว แม้จะต้องแลกด้วยราคาแพงมหาศาลก็ตาม
6. The Cost of Dream : ราคาของความฝันและเสี้ยววินาทีแห่งความลังเล
ก่อนที่จะเกิดกลยุทธ "ออกหมัดสวน" ที่แฟนๆ Attack on Titan ยกให้เป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของเรื่อง มีฉากสั้นๆฉากหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นสุดยอดผลงานชิ้นเอกทางจิตวิทยาในโลกของมังงะและอนิเมชั่นเลย
เออร์วิน สมิธ ชายผู้เป็นดั่งแกนกลางหลักของกองสำรวจ ผู้บัญชาการที่เก่งกาจในการวิเคราะห์ระบบ สามารถวางแผนกลยุทธให้กองสำรวจได้อย่างเยือกเย็นและเฉียบคม ช่วยให้กองสำรวจประสบความสำเร็จและได้ชัยชนะเหนือเหล่าไททันเรื่อยมา
เขากลับทรุดตัวลงนั่งบนลังไม้ด้วยแววตาที่ทอดอาลัย ตรงหน้าของเขาคือทหารใหม่ที่กำลังสติแตกและหวาดกลัวความตาย แต่ลึกลงไปในใจของเออร์วิน สิ่งที่เขากำลังต่อสู้ด้วยไม่ใช่ความกลัวตาย แต่คือ "ความฝัน"
เออร์วินสารภาพความลับที่ซ่อนไว้มาตลอดชีวิตของเขาแก่ทหารเอกและเพื่อนร่วมรบชื่อ รีไว แท้จริงแล้วแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เขายืนหยัดมาได้ ไม่ใช่หน้าที่อันสูงส่งอะไรหรอก แต่คือความฝันส่วนตัวที่อยากจะลงไปดูห้องใต้ดินห้องนั้น อยากรู้ความลับของไททัน และอยากพิสูจน์ทฤษฎีของพ่อเพื่อพามนุษยชาติโบยบินสู่โลกภายนอก
รีไวนั้นนับเป็นยอดฝีมือระดับตำนานของกองสำรวจ ความแข็งแกร่งรวดเร็วเหนือมนุษย์ของเขาเป็นที่เลื่องลือและเป็นของจริง แม้แต่บรรดาไททันที่มีสติปัญญาก็ยังหวั่นเกรง
ในเชิงการออกแบบระบบ นี่คือสภาวะ "System Overload" ที่แม้แต่ผู้นำที่เก่งกาจที่สุด เมื่อต้องเผชิญกับเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่หนักหนาสาหัส ขนาดที่ต้องเอา "เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของตัวเอง" ไปวางบนตาชั่งแลกกับ "ความตายของตัวเองและกองสำรวจทุกคน" เสี้ยววินาทีนั้น ความลังเลในการตัดสินใจย่อมเกิดขี้น มันคือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์เมื่อถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด
ในวินาทีที่ระบบความคิดของผู้นำกำลังรวนและติดหล่ม รีไวได้เดินเข้ามาและสับสวิตช์ระบบด้วยประโยคที่เย็นชาและเลือดเย็นที่สุด
"งั้นนายก็ทิ้งความฝันแล้วไปตายซะ"
"นำทหารใหม่พุ่งตรงไปลงนรก ส่วนไททันลิง ฉันจะจัดการเอง"
(แอบคิดในใจว่า... นั่นหัวหน้าเอ็งนะเว้ยรีไว!)
ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่า รีไวไม่ได้เป็นแค่ทหารเอกของเออร์วินหรืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดของกองสำรวจ แต่เขาคือ "เพื่อนคู่คิด" และ "ตัวปลดล็อกระบบ" (System Override) ที่เออร์วินเชื่อใจที่สุด ณ ห้วงเวลาแห่งความมืดมนอนธการ
ในยามที่ผู้บัญชาการแบกรับน้ำหนักของการตัดสินใจไม่ไหว รีไวคือคนที่กล้าก้าวเข้ามารับน้ำหนักความผิดบาปนั้นแทน คำพูดที่ดูเลือดเย็นของรีไว ไม่ใช่การด่าทอเพื่อความสะใจ แต่เป็นการ "ดึงสติ" ให้เออร์วินหลุดจากความลังเล
มันคือการบอกว่า "นายไม่ต้องแบกความฝันนั้นอีกต่อไปแล้ว ทิ้งมันไปซะ แล้วทำในสิ่งที่ผู้นำต้องทำ ส่วนความหวังที่เหลือ ฉันจะสานต่อให้เอง
รอยยิ้มและคำว่า "ขอบคุณ" ของเออร์วินที่ตอบกลับมา คือรอยยิ้มของคนที่ได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการที่หนักอึ้งที่สุดในชีวิต
เออร์วินกล่าวขอบคุณรีไว
เมื่อความลังเลถูกปัดเป่าทิ้งไป แกนประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดก็กลับมาทำงานเต็มระบบอีกครั้ง เออร์วินลุกขึ้นยืน ประกาศออกคำสั่งกองสำรวจ นำความตายของตัวเองและลูกน้องมาเปลี่ยนเป็น "ทรัพยากร" และ "เชื้อเพลิง" เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่บ้าบิ่นที่สุด พร้อมกับควบม้าออกไปเผชิญหน้ากับพายุหินของไททันลิงอย่างสมศักดิ์ศรีเป็นครั้งสุดท้าย
นี่คือการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในสถานการณ์ที่เลวร้ายและสิ้นหวังที่สุด ที่เกิดจากการซัพพอร์ตของเพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ที่เชื่อใจและเข้าใจกันมากที่สุดอย่างแท้จริง
7. กองสำรวจพลีชีพ : หมัดสวนแฮ็กระบบที่แลกมาด้วยความตาย
เมื่อเสียงสัญญาณแตรดังขึ้น เสียงโห่ร้องตะโกนก้องดังสนั่นไปทั่วสมรภูมิชิกันชิน่า เออร์วิน สมิธควบม้าออกนำหน้ากองทัพทหารใหม่พุ่งตรงเข้าหาพายุหินอย่างไม่คิดชีวิต
นี่ไม่ใช่ฉากการบุกจู่โจมที่ห้าวหาญเหมือนเหล่าวีรบุรุษในตำนาน แต่มันคือภาพที่บีบคั้นหัวใจที่สุด ทหารใหม่หลายคนควบม้าไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม พวกเขาตะโกนสุดเสียงเพื่อขับไล่ความกลัว ในหัวพลันคิดถึงอดีตอันแสนอบอุ่น คิดถึงคนรัก และครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง เพราะทุกคนรู้ดีแก่ใจว่า วินาทีที่ควบม้าออกไป พวกเขาไม่มีวันได้กลับบ้านอีกแล้ว
สิ่งเดียวที่ทหารทุกคนทำได้นอกจากการควบม้าฝ่าความตาย ก็เหลือแค่การกระหน่ำยิง "พลุสัญญาณควัน" ซึ่งเป็นทรัพยากรสุดท้ายที่เหลืออยู่ ทุกคนยิงพลุสัญญาณควันออกไปข้างหน้าพร้อมกันหลายร้อยนัดเล็งตรงไปยังตำแหน่งที่ไททันลิงยืนอยู่
8. ความชะล่าใจ : คอขวดทางความคิดของผู้คุมเกม
เมื่อมองจากมุมของไททันลิง ภาพกองทัพม้าที่วิ่งดาหน้าเข้ามาพร้อมกับควันโขมงกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน มันเย้ยหยันออกมาด้วยความสมเพชว่า ผู้นำของมนุษยชาติที่เก่งกาจที่สุด คิดกลยุทธ์ได้โง่เขลาเพียงเท่านี้เองรึ? มีทรัพยากรเท่าไหร่ก็เอามาละเลงทิ้งด้วยการวิ่งเข้ามาเป็นเป้านิ่งรับความตายแบบไม่มีหัวคิด
"อยากตายนักก็จัดให้"
ไททันลิงเริ่มขยับแขนยาวมหึมาของมัน บดขยี้หินแล้วระดมสาดกระสุนลูกปรายเข้าใส่กองกำลังสำรวจทันที และมโหรี "โรงเชือดมนุษย์" ก็ได้เริ่มบรรเลงขึ้น
เศษหินความเร็วสูงพุ่งทะลวงฉีกร่างของทหารและม้าล้มตายระเนระนาด พลังงานจลน์อันมหาศาลทำให้การโดนสะเก็ดหินไม่ต่างอะไรกับการถูกปืนใหญ่สาดกระสุนเข้าใส่
ทหารบางคนหัวหลุดกระเด็นออกจากบ่าทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว บางคนถูกหินพุ่งชนเข้าที่กลางลำตัวจนอวัยวะภายในแหลกเหลวเป็นเนื้อบด บางคนแขนขาฉีกขาดอวัยวะภายในกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะโดนชิ้นส่วนไหนของร่างกาย ผลลัพธ์เดียวคือเสียชีวิตทันที
แม้แต่ตัวของเออร์วินเองก็ไม่รอดพ้นจากสมการมรณะนี้ เศษหินก้อนยักษ์พุ่งทะลวงเข้าที่สีข้างของเขาจนเป็นโพรงขนาดใหญ่ เขาบาดเจ็บสาหัสและร่วงหล่นจากหลังม้าลงไปนอนจมกองเลือดทันที
ไททันลิงเมามันกับการตั้งท่าปาลูกสวย
9. จุดบอดที่เล็กที่สุดก็ล้มระบบได้
ในขณะที่ไททันลิงกำลังเมามันกับการ "ออกท่าปาลูกสวย" ด้วยความมั่นใจในระบบของตนที่วางไว้สมบูรณ์แบบ และสนุกสนานกับการบดขยี้กองกำลังสำรวจจนแทบไม่เหลือซากให้เก็บ
ท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงกรีดร้องชวนสิ้นหวัง ระบบรับรู้ของไททันลิงก็เกิดอาการ "กระตุก" ขึ้นมาฉับพลัน
มันชะงักมือที่กำลังจะหยิบหินก้อนต่อไป สายตากวาดมองไปที่ "แนวป้องกันครึ่งวงกลม" ด้านข้างของตัวเอง
ภาพที่เห็นทำให้ความคิดของมันประมวลผลแทบไม่ทัน เพราะเหล่าสมุนไททันขนาดใหญ่ที่ถูกสั่งให้ยืนเรียงแถวครึ่งวงกลม เพื่อปิดล้อมและบล็อกเส้นทางหนีของกองสำรวจ บัดนี้กลับล้มตายลงไปกองกับพื้นอย่างผิดปกติ โดยที่มันไม่รู้ตัวก่อนหน้านี้เลยสักนิด
และในช่องโหว่ของระบบที่ถูกเปิดออกเพียงเสี้ยววินาทีนั้น รีไว ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเหล่าไททันก็ได้เข้าประชิดตัวมันเรียบร้อยแล้ว
กลยุทธ์พลุควันและชีวิตของทหารใหม่ที่ไททันลิงมองว่าไร้ค่าและประมาทว่าเป็นกลยุทธ์ที่โง่เขลา แท้จริงแล้วมันคือการ "เบี่ยงเบนความสนใจขั้นเทพ" บังคับให้ไททันลิงล็อกเป้าหมายและโฟกัสไปที่เหยื่อล่อตรงหน้าเท่านั้น
จนเกิด "จุดบอด" เล็กๆทางด้านข้าง ซึ่งรีไวอาศัยเหล่าไททันมหึมาที่เรียงแถวกันเป็นครึ่งวงกลมซึ่งในตอนแรกถูกวางไว้เพื่อปิดกั้นเส้นทางหนี กลายเป็นเหมือนแท่นกระโดดแบบต่อเนื่องที่ช่วยพาให้เขาตีขนาบเข้าทางด้านข้างที่เป็นจุดบอดของไททันลิงได้สำเร็จ
บทเรียนจากสถานการณ์ Kobayashi Maru
ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บางครั้งไม่ใช่การรักษาทุกอย่างไว้ แต่คือการรู้ว่า "ต้องทิ้งอะไรไป" เพื่อให้เป้าหมายสำคัญที่สุดยังคงเดินหน้าต่อไปได้
บางครั้งโลกก็โหดร้ายและไม่เคยประนีประนอมกับเรา หากเรามัวแต่โลกสวยว่า "ฉันต้องช่วยทุกคนไว้ให้ได้" โลกนี้ก็พร้อมจะบดขยี้ความโลกสวยไร้เดียงสาของเราให้จมดินแบบไร้ความลังเล
ในโลกของการออกแบบระบบ ไม่มีคำว่า "สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องแลก" สิ่งที่เออร์วิน สมิธ เผชิญคือสถานการณ์ที่บีบให้เขาต้องเลือก Trade-off (ยอมแลกหมัด)
และเป็นการแลกหมัดด้วยราคาที่สูงที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจ่ายไหว เพื่อสลายระบบที่ถูกล๊อคผลไว้แล้วว่าไม่มีทางชนะที่ชื่อว่าไททันลิง
อภิธานศัพท์ฉบับ Ep.8 | Kobayashi Maru Glossary
1. Trade-off (การแลกเปลี่ยน)
สัจธรรมของการออกแบบระบบ เมื่อคุณต้องการผลลัพธ์อย่างหนึ่ง คุณจำเป็นต้อง "เสียสละ" อีกอย่างหนึ่งเสมอ ในเคสนี้คือการยอมเสียสละ "ชีวิตและความฝัน" เพื่อแลกกับ "โอกาสชนะ" เพียงหนึ่งเดียว
2. Sensor Overload (การทำให้ระบบรับรู้ล้นเกิน)
การป้อนข้อมูลจำนวนมหาศาล (พลุควันและเป้าหมายหลอก) เข้าไปในระบบรับรู้ของศัตรู จนทำให้ศัตรูไม่สามารถประมวลผลภัยคุกคามที่แท้จริงได้ทัน
3. System Saturation (การทำให้ระบบอิ่มตัว)
การยิงพลุควันและการควบม้าพุ่งเข้าไปตรงๆ คือการป้อนข้อมูลขยะจำนวนมหาศาลใส่ระบบประมวลผลของไททันลิง จนมันเกิดอาการ "ชะล่าใจ" และโฟกัสแค่จุดเดียว (Target Lock) จนละเลยการสแกนพื้นที่รอบข้าง
4. Edge Case (ตัวแปรสุดขอบ)
สิ่งที่อยู่นอกเหนือการคำนวณหรือสถานการณ์ที่นานๆ จะเกิดขึ้นที แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วมักจะทำให้ระบบล่มสลาย ในที่นี้คือ "ความเก่งกาจเหนือมนุษย์" ของรีไว เขาคือตัวแปรที่อยู่นอกเหนือค่าเฉลี่ยทางสถิติ (Outlier)
ระบบของศัตรูประเมินค่าความสามารถของมนุษย์ไว้ในระดับหนึ่ง แต่รีไวคือตัวแปรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐานไปหลายเท่าตัว เมื่อระบบถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปที่ส่วนอื่น Edge Case ตัวนี้จึงบุกผ่านจุดบอดของระบบแล้วเข้าทำลายระบบจากภายในได้อย่างราบคาบ
โฆษณา