วันนี้ เวลา 06:55 • ธุรกิจ

สรุป 9 บริษัทใน DRAM ETF ผู้นำหน่วยความจำโลก ที่กำไรพุ่งครั้งประวัติศาสตร์ เพราะ AI

DRAM ETF หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Roundhill Memory ETF คือกองทุนรวมดัชนี ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ETF) กองแรกของโลกที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ แบบเฉพาะเจาะจง (Pure-Play) เพื่อเป็นทางเลือกในการเกาะกระแสความเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI
กองทุนนี้ไม่ได้ลงทุนแค่ชิป DRAM เท่านั้น แต่ครอบคลุมระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล AI เช่น HBM (High Bandwidth Memory), NAND Flash, NOR และ SSD
โดย DRAM ETF ประกอบไปด้วย 9 บริษัท
1. Micron Technology
มูลค่าบริษัท 38.0 ล้านล้านบาท
เป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่หนึ่งเดียวของสหรัฐฯ ผลิตทั้ง DRAM, NAND Flash และผลิตภัณฑ์หน่วยความจำขั้นสูง
ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชิปความจำประหยัดพลังงาน และเป็นผู้นำด้าน HBM3E ในตลาดสหรัฐฯ
และ Micron ยังเป็นพันธมิตรแนบแน่นกับ NVIDIA โดยชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง HBM3E ของ Micron ถูกนำไปใช้ในชิปประมวลผล AI ตระกูล Blackwell และ Hopper เนื่องจากมีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานที่ดีกว่าคู่แข่ง และได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากกฎหมาย CHIPS Act ของสหรัฐฯ เพื่อขยายโรงงานในประเทศ
ปัจจุบัน Micron ครองส่วนแบ่งตลาด DRAM ทั่วโลก อยู่ 22% และครองส่วนแบ่งตลาด HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำที่ AI ต้องการ อยู่ 21%
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 0.8 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 0.3 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 3%
ปี 2025 มีรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 2.8 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 23%
และไตรมาสล่าสุดในปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 7.8 แสนล้านบาท
กำไรสุทธิ 4.5 แสนล้านบาท
ซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิ ขยับเพิ่มขึ้นมาเป็น 58% เลยทีเดียว..
2. SK Hynix
มูลค่าบริษัท 35.0 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก จากเกาหลีใต้ ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาด DRAM ทั่วโลกไปกว่า 29%
ที่สำคัญยังเป็นผู้บุกเบิกและครองส่วนแบ่งตลาดชิป HBM สูงที่สุดในโลก ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดไปแล้วกว่า 57% หรือเกินครึ่ง
SK Hynix มีสายสัมพันธ์กับ NVIDIA แข็งแกร่งที่สุด โดยส่งมอบชิป HBM ขั้นสูงอย่าง HBM3 และ HBM3E 12-Layer ได้ในปริมาณมากก่อนคู่แข่งรายอื่น
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตแบบ MR-MUF ที่ช่วยระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 1.4 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 4.3 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 30%
ปี 2025 มีรายได้ 2.1 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 9.3 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 44%
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท
กำไรสุทธิ 8.7 แสนล้านบาท
และมีอัตรากำไรสุทธิ พุ่งขึ้นเป็น 77%..
3. Samsung Electronics
มูลค่าบริษัท 49.4 ล้านล้านบาท
ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ ผลิตตั้งแต่ชิปหน่วยความจำ สมาร์ตโฟน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
มีเงินทุนหนาที่สุดในอุตสาหกรรม สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เช่น EUV Lithography ได้อย่างต่อเนื่อง มีข้อได้เปรียบแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ผลิตชิปความจำ ไปจนถึงการรับจ้างผลิตและการบรรจุชิป
และสามารถผลิตได้ในปริมาณมหาศาล ตั้งแต่ DRAM สำหรับสมาร์ตโฟนไปจนถึง AI Server
Samsung เป็นผู้นำอันดับ 1 ในแง่กำลังการผลิตและส่วนแบ่งตลาดรวมของทั้ง DRAM และ NAND Flash ทั่วโลก โดยบริษัทครองส่วนแบ่งตลาด DRAM ทั่วโลก ไปแล้วกว่า 38%
ขณะที่ตลาด HBM ครองส่วนแบ่งตลาดได้ 22% เป็นเบอร์สองรองจาก SK Hynix
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 6.5 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 0.7 ล้านล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 11%
ปี 2025 มีรายได้ 7.2 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 1.0 ล้านล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 13%
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 2.9 ล้านล้านบาท
กำไรสุทธิ 1.0 ล้านล้านบาท
และมีอัตรากำไรสุทธิ ขยับขึ้นเป็น 35%
4. Kioxia Holdings
มูลค่าบริษัท 7.8 ล้านล้านบาท
อดีตธุรกิจ Toshiba Memory ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรี (NAND Flash) รายใหญ่ของญี่ปุ่น
และปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำสถาปัตยกรรม 3D NAND ระดับท็อป 3 ของโลก
ทั้งนี้ NAND Flash คือ หน่วยความจำถาวรประเภทหนึ่ง ที่สามารถบันทึกและเก็บข้อมูลไว้ได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าเลี้ยงก็ตาม (ต่างจาก RAM ที่ข้อมูลจะหายไปทันทีเมื่อปิดเครื่อง หรือไฟดับ)
ปัจจุบัน NAND Flash ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลยุคใหม่ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน เช่น SSD, แฟลชไดรฟ์ (USB Drive), การ์ดหน่วยความจำ (SD Card) และหน่วยความจำในสมาร์ตโฟน
ผลประกอบการย้อนหลัง (รอบบัญชีสิ้นเดือน มี.ค. ของทุกปี)
ปี 2024 มีรายได้ 2.2 แสนล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 0.5 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 3.5 แสนล้านบาท กำไรสุทธิ 0.5 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 16%
ปี 2026 มีรายได้ 4.8 แสนล้านบาท กำไรสุทธิ 1.1 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 24%
5. Sandisk
มูลค่าบริษัท 8.5 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิต NAND Flash ชื่อดัง มีชื่อเสียงและช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งมากในตลาดผู้บริโภคทั่วไป และอุปกรณ์พกพา เช่น SD Card, USB ไดรฟ์ และ SSD สำหรับคอมพิวเตอร์พกพา
ซึ่ง Sandisk ครองแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคสำหรับหน่วยความจำพกพาและแฟลชไดรฟ์
ทั้งนี้ Sandisk เคยเป็นบริษัทลูกของ Western Digital แต่บริษัทได้แยกตัวออกมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ผลประกอบการย้อนหลังของ Sandisk
ปี 2024 มีรายได้ 2.2 แสนล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 2.4 แสนล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 5.3 หมื่นล้านบาท
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 1.9 แสนล้านบาท
แถมพลิกมามีกำไรสุทธิ 1.1 แสนล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิถึง 61%
หรือก็คือ เพียงแค่ 3 เดือน ก็มีกำไรมากกว่า ผลขาดทุนของทั้ง 2 ปีย้อนหลังรวมกันซะอีก..
6. Seagate Technology Holdings
มูลค่าบริษัท 6.8 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) รายใหญ่ของโลก เน้นกลุ่มตลาดศูนย์ข้อมูลและองค์กรขนาดใหญ่
บริษัทเป็นผู้นำในการคิดค้นเทคโนโลยี HAMR (Heat-Assisted Magnetic Recording) ซึ่งใช้เลเซอร์ช่วยเพิ่มความจุของฮาร์ดดิสก์ให้สูงเกิน 30TB+ ต่อลูกได้สำเร็จ ทำให้ศูนย์ข้อมูลประหยัดพื้นที่และพลังงานได้มหาศาล
และเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาด Mass Capacity Storage และฮาร์ดดิสก์สำหรับองค์กร (Enterprise HDD)
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 2.1 แสนล้านบาท กำไรสุทธิ 0.1 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 5%
ปี 2025 มีรายได้ 3.0 แสนล้านบาท กำไรสุทธิ 0.5 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 16%
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 1.0 แสนล้านบาท
กำไรสุทธิ 0.2 แสนล้านบาท
และมีอัตรากำไรสุทธิ 24%
7. Western Digital
มูลค่าบริษัท 6.1 ล้านล้านบาท
บริษัทเทคโนโลยีที่เก่าแก่สัญชาติอเมริกัน ที่เป็นกระดูกสันหลังด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล
ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็ก (HDD) ความจุสูง เพื่อรองรับระบบคลาวด์และ AI ระดับโลก
บริษัทผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุระดับ Ultra-High Capacity ให้กับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก เช่น Microsoft, Google, AWS เพื่อใช้เก็บข้อมูลมหาศาลใน Data Center
ซึ่ง Western Digital มีสิทธิบัตรและเทคโนโลยีชั้นสูงในการเพิ่มความจุฮาร์ดดิสก์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ง่าย ๆ เช่น เทคโนโลยี ePMR, OptiNAND และ UltraSMR ซึ่งช่วยให้ฮาร์ดดิสก์หนึ่งลูกมีความจุสูงเกิน 20TB - 30TB+ ได้อย่างเสถียร
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 2.1 แสนล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 0.3 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 3.1 แสนล้านบาท กำไรสุทธิ 0.6 แสนล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 19%
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 1.1 แสนล้านบาท
กำไรสุทธิ 1.0 แสนล้านบาท
และมีอัตรากำไรสุทธิ 95%
หมายเหตุ : ไตรมาสนี้บริษัทมีรายการพิเศษอย่าง ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้นใน Sandisk อยู่ราว ๆ 0.9 แสนล้านบาท
8. Nanya Technology
มูลค่าบริษัท 1.3 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิตชิป DRAM รายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน มีความยืดหยุ่นสูงในการรับจ้างผลิตชิปหน่วยความจำเฉพาะทาง (Customized DRAM) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์, อุปกรณ์ IoT และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 3.5 หมื่นล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 0.5 หมื่นล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 6.9 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 0.7 หมื่นล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 10%
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 5.1 หมื่นล้านบาท
กำไรสุทธิ 2.7 หมื่นล้านบาท
และมีอัตรากำไรสุทธิ กระโดดมาอยู่ที่ 53%
9. Winbond Electronics
มูลค่าบริษัท 0.9 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำขนาดกลางและรหัสคำสั่ง (Code Storage) จากไต้หวัน
เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้าน Serial Flash (NOR Flash) และชิปความจำความจุต่ำถึงปานกลาง (Low-density DRAM) ซึ่งจำเป็นมากสำหรับระบบความปลอดภัย บอร์ดควบคุม AI ระดับ Edge และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ
ผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2024 มีรายได้ 8.5 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 0.6 พันล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 0.7%
ปี 2025 มีรายได้ 9.3 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 4.1 พันล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 4.4%
สำหรับไตรมาสล่าสุดของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
มีรายได้ 4.0 หมื่นล้านบาท
กำไรสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท
และมีอัตรากำไรสุทธิ 26%
สรุปแล้ว ยิ่ง AI ฉลาดและขยายตัวไปมากเท่าไร โลกก็ยิ่งต้องการสมองกลที่จำได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้นเท่านั้น และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ 9 ผู้นำหน่วยความจำโลกกลุ่มนี้ กำลังโตติดจรวด
ซึ่งจากผลประกอบการของทั้ง 9 บริษัทนี้ กำลังบอกเราว่า
AI เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก
แต่สำหรับหลายบริษัทในอุตสาหกรรมหน่วยความจำ
มันกำลังเปลี่ยนงบกำไรขาดทุน เร็วกว่าที่ใครเคยคาดคิด
และกำลังทำให้ธุรกิจสร้างสถิติกำไรครั้งประวัติศาสตร์..
—-------
อ้างอิง : รายงานผลประกอบการบริษัท, Yahoo Finance
มูลค่าบริษัท ณ วันที่ 01/06/2026
คำเตือน : การลงทุนในกองทุนรวมตราสารแห่งทุนอาจมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์
กองทุนไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
กองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน
โฆษณา