เมื่อวาน เวลา 12:42 • หุ้น & เศรษฐกิจ

มาตรการการค้าสหรัฐฯ ด้านแรงงานบังคับ ตามมาตรา 301: ไม้แรกที่ไทยต้องรับมือ

ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์เผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมาย เมื่อศาลสูงสุดตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ว่าภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ภาษีที่ไทยต้องเผชิญลดลงเหลือเพียง 10% ภายใต้มาตรา 122 ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม มาตรา 122 มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วัน (และศาลก็อาจจะตีตกอีก) และจะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคมนี้
สหรัฐฯ เริ่มสร้างเครื่องมือใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมผ่านกระบวนการสอบสวนภายใต้ Section 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีวันหมดอายุ ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับการสอบสวนดังกล่าวพร้อมกัน สองเรื่อง
📍เรื่องแรก เปิดการสอบสวนเมื่อ 11 มีนาคม เป็นเรื่อง กำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) โดยสหรัฐฯ สอบสวน 16 ประเทศรวมถึงไทย ในประเด็นที่ประเทศเหล่านี้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตเกินความต้องการของตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสหรัฐฯ สินค้าเป้าหมายครอบคลุมอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และพลาสติก อัตราภาษียังไม่ได้ประกาศ แต่ออกแบบมาเพื่อทดแทน Section 122 หลังหมดอายุ และไม่รู้ว่าอัตราภาษีจะเป็นเท่าไร
1
📍เรื่องที่สอง เปิดการสอบสวนเมื่อ 12 มีนาคม เป็นเรื่อง แรงงานบังคับ (Forced Labor) และเพิ่งมีการประกาศผลการสอบสวนในวันนี้ วันที่ 2 มิถุนายน
ผลการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ
USTR ประกาศว่าไทยเป็นหนึ่งใน 54 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายในประเทศห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยเสนอเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากสินค้าส่งออกไทยทุกประเภท ยกเว้นสินค้าในบัญชียกเว้น (Annex A)
📍ไม่รู้บังเอิญขนาดไหน 60 ประเทศที่โดนนับเป็น 99% ของการนำเข้าสหรัฐ และในบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ 15 อันดับแรก อยู่ใน list นี้หมดเลย แค่โดน 10% หรือ 12.5% เรียกว่าโดนกันถ้วนหน้า
และก็อาจจะสงสัยได้ว่าสหรัฐเอามาตรการนี้มาแทน reciprocal tariff หรือเปล่า
ข่าวดีคือสินค้าส่งออกหลักของไทยอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดได้รับการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็น HDD คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือจอแสดงผล รายการยกเว้นนี้สอดคล้องกับที่เคยกำหนดไว้ในมาตรการภาษีตอบโต้ก่อนหน้า สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของโลกอยู่
สินค้าที่ ได้รับผลกระทบจริง คือสินค้าไรายม่อยู่ในรายการยกเว้น เช่น อาหารทะเลแปรรูป (ทูน่า กุ้ง) ข้าว อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่น้อย
ทางออกมีชัดเจน ประเทศที่ผูกพันตนในการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับผ่านข้อตกลงทวิภาคี (ART) จะได้อัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 10% โดยกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงนี้ไปแล้ว ส่วนไทยยังไม่ได้ดำเนินการ กำหนดส่งความเห็นลายลักษณ์อักษรคือ 6 กรกฎาคม และมีการพิจารณาสาธารณะวันที่ 7 กรกฎาคม
📍Cliff Effect วันที่ 24 กรกฎาคม
สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าผลการสอบสวนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือการที่ทุกอย่างมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน Section 122 จะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคม การพิจารณาเรื่องแรงงานบังคับเสร็จสิ้นวันที่ 7 กรกฎาคม
และผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินก็กำหนดออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน หากทั้งสองมาตรการ Section 301 บังคับใช้พร้อมกันในวันที่ Section 122 หมดอายุ ไทยอาจเผชิญกับภาษีใหม่หลายชั้นโดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน
📍นี่เป็นเพียงไม้แรก
ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ สหรัฐฯ ยังมีการสอบสวน Section 301 อีกหลายเรื่องที่อยู่ในท่อ ครอบคลุมประเด็นดิจิทัล ภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ
แต่ที่สำคัญกว่าคือ สิ่งที่สหรัฐฯ น่าจะต้องการจริงๆ คือ กดดันให้แต่ละประเทศทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี (ART) ที่ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การเปิดตลาด และการลดการพึ่งพาสินค้าจีน ประเทศที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้เร็วไม่เพียงแต่จะได้ภาษีที่ต่ำลง แต่ยังได้ความแน่นอนและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคงกว่า
1
📍สำหรับไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเจรจาลดภาษี แต่อยู่ที่ข้อตกลง ART อาจมาพร้อมกับเงื่อนไขเปิดเสรีที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งภาคเกษตร บริการดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมาตรฐานแรงงาน
บางเรื่องก็อาจจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะที่บางเรื่องก็อาจจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดบ้าง
1
การเจรจาจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า และหาทางเพื่อปรับตัวและลดผลกระทบในระยะสั้น ….
โฆษณา