เมื่อวาน เวลา 13:48 • ความคิดเห็น
คนถ่อยที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คนที่พูดคำหยาบ แต่คือคนที่ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของความจริง
คำถามในกระทู้นี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่ง...
ในพุทธศาสนา คนถ่อยไม่ได้วัดกันที่ฐานะ ไม่ได้วัดกันที่การศึกษา ไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนกดไลก์ หรือจำนวนคนเห็นด้วย
แต่วัดกันที่ใจ
คนที่เต็มไปด้วยความโลภ
คนที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
คนที่เต็มไปด้วยความหลงตัวเอง
คนที่ชอบกดคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น
ต่อให้แต่งตัวดี พูดเพราะ หรืออ้างว่าทำเพื่อสังคม ก็ยังเป็นคนถ่อยได้
แต่พอมาดูในชีวิตจริงของสังคมทุกวันนี้ คำว่า "คนถ่อย" กลับถูกใช้อย่างประหลาด
คนจนพูดคำหยาบ ถูกเรียกว่าถ่อย
คนใช้แรงงานอารมณ์ร้อน ถูกเรียกว่าถ่อย
แต่คนที่โกหกเก่ง
คนที่ใส่ร้ายคนอื่น
คนที่ใช้อำนาจทางความคิดปิดปากคนเห็นต่าง
กลับถูกมองว่าเป็นคนมีคุณภาพ
ทั้งที่ความจริงแล้ว ความถ่อยไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำ
แต่มันอยู่ที่เจตนา
บางคนชอบประกาศว่าตัวเองรักการตั้งคำถาม แต่พอมีคนมาตอบในมุมที่ตัวเองไม่ชอบ กลับรีบกล่าวหาทันที
หาว่าเป็นไอโอ
หาว่ารับจ้าง
หาว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้
โดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรเลย
เหมือนเขาไม่ได้ต้องการคำตอบตั้งแต่แรก เขาต้องการแค่เสียงปรบมือ
บางคนถึงกับเขียนคอมเมนต์ใต้บทความของตัวเองไว้ล่วงหน้า เหมือนยันต์กันผี
ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนเหตุผล
แต่เพื่อกันไม่ให้ความเห็นที่ตัวเองรับไม่ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ พูดง่ายๆคืออยากตั้งคำถาม แต่ไม่อยากรับฟังคำตอบ
อยากมีเวทีเสรี แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่เห็นด้วยกับตัวเองเท่านั้น
อยากเป็นนักคิด แต่ไม่ยอมให้ใครคิดต่าง
และนี่แหละคือความย้อนแย้งที่ตลกร้ายที่สุด คนที่ชอบกล่าวหาคนอื่นว่าไม่มีใครเห็นด้วย บางครั้งกลับเป็นคนที่ไม่มีใครเห็นด้วยจริงๆ ไม่มีบทสนทนาที่เกิดขึ้น ไม่มีการต่อยอดทางความคิด ไม่มีเหตุผลมาหักล้าง เหลือเพียงการติดป้ายให้คนอื่นเป็นศัตรู เพราะเมื่อเหตุผลเริ่มอ่อนแรง การกล่าวหาจะเข้ามาทำงานแทน
ในพุทธศาสนา คนถ่อยคือคนที่ปล่อยให้กิเลสครอบงำ แต่ในสังคมปัจจุบัน คนถ่อยบางประเภทฉลาดกว่านั้น เขาเอาอคติของตัวเองมาห่อด้วยคำว่าอุดมการณ์ เอาความเกลียดมาห่อด้วยคำว่าความถูกต้อง เอาความหลงตัวเองมาห่อด้วยคำว่าทำเพื่อส่วนรวม จนหลายคนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือการสร้างภาพ
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ...
คนถ่อยธรรมดาอาจทำร้ายคนได้ไม่กี่คน แต่คนถ่อยที่มีอำนาจทางความคิด สามารถทำให้คนจำนวนมากเกลียดกันโดยไม่ต้องรู้จักกันเลย สามารถสร้างศัตรูจากคนที่แค่เห็นต่าง สามารถทำให้การกล่าวหากลายเป็นความชอบธรรม และสามารถทำให้ความเกลียดชังดูเหมือนคุณธรรม
สุดท้ายแล้ว...
คนที่รักความจริงจริงๆ จะไม่กลัวคำตอบ คนที่มั่นใจในเหตุผลจริงๆจะไม่กลัวการโต้แย้ง คนที่ทำเพื่อส่วนรวมจริงๆ จะไม่กลัวความเห็นต่าง เพราะความจริงไม่เคยต้องการการ์ดป้องกัน มีแต่ความเชื่อที่เปราะบางเท่านั้น ที่ต้องคอยสร้างศัตรูไว้ล่วงหน้า
และบางที...
คำถามที่ไร้ค่าที่สุดในโลก อาจไม่ใช่คำถามที่ไม่มีคำตอบ
แต่คือคำถามที่เจ้าของคำถามเตรียมด่าคนตอบไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้ฟังคำตอบเลยต่างหาก
...
และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นความถ่อยในรูปแบบที่แนบเนียนที่สุด
คือการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ยอมให้คนอื่นแสดงความคิดเห็น
พอมีคนเห็นด้วยก็ปล่อยไว้
พอมีคนเข้าข้างก็เก็บไว้
พอมีคนยกย่องก็ปักหมุดไว้
แต่พอมีคนแย้ง
พอมีคนตั้งคำถามกลับ
พอมีคนชี้จุดอ่อน
พอมีคนเอาความจริงอีกด้านมาวางให้ดู
กลับรีบลบความคิดเห็นนั้นทิ้ง
แล้วบอกว่านั่นคือการจัดการพื้นที่ของตัวเอง
มันตลกตรงที่...
คนกลุ่มเดียวกันนี้มักจะพูดอยู่เสมอว่า
อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ
จงใช้วิจารณญาณ
จงฟังหลายด้าน
แต่พอมีหลายด้านจริงๆ กลับลบออกจนเหลือด้านเดียว สุดท้ายก็เหลือแต่เสียงสะท้อนของตัวเองวนอยู่ในห้องเดิม
เหมือนคนที่บอกว่าตัวเองรักความจริง
แต่คอยดับไฟทุกดวงที่ส่องให้เห็นอีกด้านของความจริง
บางคนใช้คำว่า ไม่ปลงใจเชื่อ เป็นเกราะป้องกันตัวเอง แต่กลับปลงใจเชื่อทุกอย่างที่เข้าข้างความคิดของตัวเอง
ในขณะที่ข้อมูลอีกด้านถูกลบ ถูกปิด ถูกทำให้หายไป แล้วก็หันมาประกาศว่าดูซ ไม่มีใครโต้แย้งได้เลย
ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ไม่มีคนโต้แย้ง
แต่คนที่โต้แย้งถูกลบไปหมดแล้ว
มันก็เหมือนนักมวยที่ชนะน็อกในเวทีร้าง
เพราะไล่คนดูออกหมด ไล่กรรมการออกหมด แล้วประกาศตัวเองเป็นแชมป์โลก
ความจริงไม่เคยกลัวการตรวจสอบ
มีแต่อคติเท่านั้นที่กลัว
ความจริงไม่เคยกลัวคำถาม
มีแต่ความเชื่อที่เปราะบางเท่านั้นที่กลัว
และคนที่มั่นใจในเหตุผลของตัวเองจริงๆ
จะไม่มีวันต้องลบความคิดเห็นของคนอื่นเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองถูกเพราะเหตุผลที่แข็งแรงสามารถตอบโต้ได้
มีแค่เหตุผลที่อ่อนแอเท่านั้น ที่ต้องพึ่งปุ่มลบ
บางครั้ง...
การลบความคิดเห็นของคนอื่น
ไม่ใช่การลบข้อความ
แต่มันคือการลบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้ถูกอยู่ฝ่ายเดียว และนั่นอาจเป็นความถ่อยที่อันตรายกว่าคำหยาบหลายร้อยเท่า
เพราะคำหยาบทำร้ายหูคน
แต่การปิดกั้นความเห็นต่าง ทำร้ายปัญญาของทั้งสังคม
โฆษณา