วันนี้ เวลา 06:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เอกชนชี้ศก.ครึ่งปีหลังเปราะบาง ปัจจัยลบรุมเร้า ขาดความเชื่อมั่น

  • เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีความเปราะบางสูงจากปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง และต้นทุนพลังงาน
  • ปัญหาสำคัญที่บั่นทอนเศรษฐกิจคือ "วิกฤตความเชื่อมั่น" ซึ่งทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน แม้จะมีศักยภาพก็ตาม
  • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและลดต้นทุน ควบคู่กับการส่งเสริมนโยบาย "Made in Thailand" และผลักดันการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานี้ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจและภาคการผลิตยังเป็นไปอย่างเปราะบาง ในครึ่งหลังปี 2569 จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ ถึงสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร และต้องเตรียมแผน เตรียมความพร้อมในการรับมือ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 2 แสนล้านบาท ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการในวงกว้าง
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
  • New Horizon ฉากทัศน์ใหม่ของการเติบโต
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ประเทศจำเป็นต้องมองหา “New Horizon” หรือฉากทัศน์ใหม่ของการเติบโต โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในอนาคต
ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว นโยบาย “Made in Thailand” (MiT) ของ ส.อ.ท.ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการช่วยพยุงภาคธุรกิจไทยและผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ปัจจุบันโครงการ MiT ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่ได้รับการรับรองต้องมีสัดส่วนวัตถุดิบหรือการผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ดำเนินการมาแล้ว 6 ปี และสามารถสร้างยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากกว่าหนึ่งแสนล้านบาท ส่งผลให้มีเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระจายไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่ม SME
ส.อ.ท.จึงเสนอให้รัฐบาลเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อสินค้า MiT เป็น 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง MiT ยังได้รับแต้มต่อด้านราคาประมาณ 5% ในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทย
  • ผลักดัน AI-เทคโนโลยีดิจิทัล
สำหรับภาพรวมภาคอุตสาหกรรม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรก นางพิมพ์ใจระบุว่า สถานการณ์ยังไม่สะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนนัก เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมยังมีสต็อกสินค้าเหลืออยู่ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ต้นทุนพลังงาน และการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการผลิตไทยผ่านนโยบาย “Intelligent Industry” โดยผลักดันการนำ AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจมียอดขายและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจเพียงพอ ดังนั้นการกระตุ้นอุปสงค์ การสนับสนุนสินเชื่อ และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ จึงยังเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเดินหน้าควบคู่กันไปในระยะต่อจากนี้
ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง และต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME รวมถึงค่าครองชีพของประชาชน
แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
  • ยกระดับมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส”
แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการคนละครึ่งเข้ามาช่วยประคองกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ให้มีบทบาทมากขึ้น โดยขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการทุกขนาด รวมถึงธุรกิจรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดการกระจายเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
ทั้งนี้ สถานการณ์ของ SME ในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก จากข้อมูลการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการที่สามารถเติบโตต่อเนื่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่อ่อนแอลง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และผลิตภาพการผลิตที่ชะลอตัว
โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้นทุนที่แท้จริง อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมคือการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาต่ำจากต่างประเทศ ส่งผลให้ SME ไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่เสียเปรียบมากขึ้น
“ทางรอดสำคัญของ SME ไม่ใช่การแข่งด้านราคา แต่ต้องเร่งปรับตัวด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันภาครัฐควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรฐานต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดในระยะยาว”
แม้เศรษฐกิจจะเผชิญความท้าทาย แต่ยังมีโอกาสใหม่ที่ SME สามารถเข้าไปต่อยอดได้ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจด้านสุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากและต้องการผู้ประกอบการในประเทศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่า รวมถึงผลักดันการใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียวที่เชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบและผู้ประกอบการภายในประเทศ
  • ชง 2 วาระเร่งด่วนที่สุดรัฐบาลอนุทิน
นายแสงชัยกล่าวว่า วาระเร่งด่วนที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้มี 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ และการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจควบคู่กันไป พร้อมเร่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านแรงงานและเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ SME โดยเฉพาะธุรกิจดั้งเดิมอย่างร้านอาหารและค้าปลีกรายย่อยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ไม่ใช่เพียงกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังบั่นทอนการตัดสินใจของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ โดยมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง
แต่ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว หากประเทศไทยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการลดคอร์รัปชัน ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA)
ขณะเดียวกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยพบว่าลูกค้าจำนวนมากแม้จะมียอดจองและมีศักยภาพในการกู้ซื้อที่อยู่อาศัย แต่กลับตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกการซื้อด้วยความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความไม่แน่นอนในอนาคต
ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญต้นทุนทางการตลาดที่สูงขึ้นและกระทบต่อกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาด้านความเชื่อมั่นที่ลุกลามไปสู่การตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภค
“เพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว เสนาฯ ปรับกลยุทธ์ด้วยการชะลอการลงทุนโครงการใหม่ มุ่งลดภาระหนี้และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ควบคู่กับการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่กลุ่มรายได้ประจำ และ Green Energy ผ่านการขยายธุรกิจติดตั้งโซลาร์และบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้แนวคิด "Sena Green"
เพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่และลดการพึ่งพาตลาดอสังหาริมทรัพย์เพียงด้านเดียว สะท้อนแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางธุรกิจในระยะยาว”
โฆษณา