6 มิ.ย. เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สงครามแย่งชิงพื้นที่ความงามทางการแพทย์ :โตได้เมื่อความเชื่อมั่นส่งต่อเป็นระบบ

ตลอดช่วงเช้าของวันนี้ ดัชนีกลุ่มการแพทย์ระดับภูมิภาคบนจอ Bloomberg ขยับขึ้นเพียง 0.4% ไม่มีอาการตื่นตระหนก ไม่มีแรงบังคับขาย ทุกอย่างดูปกติจนไม่มีอะไรบ่งบอกว่าธุรกิจความงามทางการแพทย์ในเอเชียกำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงที่พื้นที่หายใจแคบลงทุกไตรมาส
Joseph เลื่อนดูงบการเงินในหน้าจออีกครั้ง ก่อนจะหยุดสายตาตรงบรรทัดเดียว ยอดขายสาขาเดิมโตขึ้น 21.3% เขาเงียบไปพักหนึ่ง ตัวเลขการเติบโตระดับนี้ไม่ควรอยู่ในธุรกิจที่ตลาดเริ่มอิ่มตัวแล้ว
“มันยังดูแรงเกินไป” เขาพูดขึ้นเบาๆ
Charles ไม่ตอบทันที เขากำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคำสั่งซื้อขายของบริษัทศัลยกรรมแห่งหนึ่งที่เคยถูกยกให้เป็นแชมป์ด้านการแพทย์ท่องเที่ยวมาหลายปี ฝั่ง Bid บางลงกว่า 3 เดือนก่อนเกือบครึ่ง แต่ราคายังไม่ถล่มลงมา นั่นต่างหากคือสิ่งที่เขาไม่ชอบ
“ตลาดยังไม่ยอมรับว่าระบบเริ่มเปลี่ยน” Charles พูดในที่สุด “ทุกคนยังคิดว่านี่เป็นแค่การชะลอตัวรอบสั้น”
Elena วางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ “กฎโฆษณาใหม่กำลังเปลี่ยนโมเดลการหาลูกค้าของทั้งอุตสาหกรรม” เธอพูดเรียบๆ “แต่ตลาดยังให้ราคาเหมือนทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม”
ด้านล่างของหน้าจอมีพาดหัวข่าวสั้นๆ เลื่อนผ่าน ระบุว่ามาตรการจำกัดโฆษณาทางการแพทย์จะเริ่มบังคับใช้ในไตรมาสหน้า ไม่มีใครในโต๊ะสนใจพาดหัวนั้นมากนัก เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่ข่าวสาร แต่มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น 6 ถึง 12 เดือน เมื่อบริษัทเริ่มพบว่าการเติบโตที่เคยซื้อได้ด้วยงบการตลาดกำลังแพงขึ้นเรื่อยๆ
Joseph เปิดไฟล์อีกอัน และครั้งนี้เขาเริ่มรู้ตัวว่ากำลังมองทั้ง 3 บริษัทผิดแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่ ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าเรื่องนี้ง่าย บริษัทหนึ่งคือกลุ่มที่เน้นขยายเครือข่ายสาขา อีกบริษัทคือโรงพยาบาลศัลยกรรมที่กำลังพ้นช่วงลงทุนหนัก และอีกบริษัทคือศูนย์เฉพาะทางที่ผูกติดกับฝีมือปรมาจารย์จนเริ่มติดเพดานการเติบโต แต่หลังจากดูโครงสร้างจริงลึกลงไป เขาก็เริ่มเห็นว่าทั้ง 3 บริษัทไม่ได้แย่หรือดีแบบเดียวกันเลย พวกมันกำลังติดอยู่ในกับดักคนละชนิด และอนาคตของแต่ละแห่งจะถูกตัดสินจากสมการที่ต่างกัน
Charles ใช้ปากกาแบ่งกระดานออกเป็น 3 ช่อง ไม่มีชื่อบริษัท มีเพียงคำสามคำที่เขียนกำกับไว้ คือ การขยายตัว (Scale), ความเชื่อมั่น (Trust) และ การถ่ายทอดทักษะ (Transferability)
“ธุรกิจความงามสุดท้ายแล้วแข่งกันแค่นี้” เขาพูด “ใครขยายตัวได้ ใครรักษาความเชื่อมั่นได้ และใครเปลี่ยนความสามารถของหมอคนหนึ่งให้กลายเป็นระบบขององค์กรได้”
เขาชี้ไปที่ช่องแรก ซึ่งแสดงข้อมูลบริษัทแบบเครือข่ายสาขาบนจอฝั่งขวา ตัวเลขจำนวนสาขาของเครือคลินิกขนาดใหญ่ยังเพิ่มต่อเนื่องจาก 82 เป็น 86 และ 91 ตลาดยังชอบเรื่องราวนี้มากและมากเกินไปด้วยซ้ำ
“คนในตลาดชอบคิดว่าบริษัทประเภทนี้ชนะเพราะมีหลายสาขา” Charles พูด “แต่จำนวนสาขาไม่ใช่ปราการทางธุรกิจที่แท้จริง”
Joseph เงยหน้าขึ้นมองตาม Charles เขียนข้อความต่อว่า ปราการที่แท้จริงคือการกระจายความเชื่อมั่นอย่างมีมาตรฐาน
“สิ่งที่ยากไม่ใช่การเปิดสาขาใหม่” เขาพูด “แต่คือการทำให้ลูกค้าเชื่อว่าสาขาที่ 37 จะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับสาขาแรก”
ห้องเงียบลงเล็กน้อย Charles ชี้ไปที่กราฟยอดขายสาขาเดิม “นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันแปลว่าสาขาเก่าไม่ได้ถูกแย่งลูกค้าโดยสาขาใหม่ แบรนด์ยังไม่ถูกเจือจาง และความต้องการยังไม่ได้ถูกซื้อมาด้วยโปรโมชันเพียงอย่างเดียว”
Joseph เริ่มเข้าใจ ตลาดไม่ได้ให้มูลค่าส่วนเพิ่มเพราะจำนวนสาขา แต่ให้เพราะระบบเริ่มพิสูจน์ว่าองค์กรสามารถผลิตความเชื่อมั่นซ้ำได้ แต่ทว่าแม้โมเดลนี้จะดูแข็งแรงที่สุดใน 3 บริษัท มันก็มีความเสี่ยงในแบบของตัวเอง ยิ่งระบบขยายตัวเร็วเท่าไร องค์กรจะยิ่งเริ่มเผชิญกับการเจือจางที่มองไม่เห็น
แพทย์รุ่นใหม่ใช้ระเบียบการเดียวกัน หน้าร้านใช้เอกลักษณ์เดียวกัน ข้อความโฆษณาเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ของลูกค้าเริ่มไม่เหมือนเดิม เมื่อธุรกิจประเภทนี้โตถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่ยากที่สุดจะไม่ใช่การหาลูกค้าใหม่ แต่มันคือการควบคุมความสม่ำเสมอของความเชื่อมั่นในขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
Isaac เปิดอีกกราฟขึ้นมา เป็นกราฟอัตราการใช้พื้นที่ของโรงพยาบาลศัลยกรรมแห่งเดียว
“บริษัทประเภทนี้ไม่ได้โตด้วยเครือข่าย” เขาพูด “แต่มันโตด้วยการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ด้านชื่อเสียงให้เต็มที่” เขาหยุดภาพตรงนั้นครู่หนึ่ง “ซึ่งแปลว่าเพดานมันต่ำกว่าแบบเครือข่ายโดยธรรมชาติ”
Joseph มองตามทันที เขาเริ่มเห็นความต่างแล้ว ธุรกิจแบบโรงพยาบาลแห่งเดียวไม่ได้เปราะบางเพราะความต้องการหายไป แต่มันเปราะบางเพราะเมื่อขีดความสามารถเริ่มเต็ม การจะโตต่อจะแพงขึ้นทันที การเปิดสถานพยาบาลใหม่หมายถึงเงินลงทุนที่หนักหน่วง การเพิ่มแพทย์มีเรื่องความเสี่ยงทางวัฒนธรรมองค์กร ส่วนการขยายทำเลก็เสี่ยงต่อความสม่ำเสมอของแบรนด์
“นี่คือธุรกิจที่ดูมั่นคงกว่าแบบเครือข่าย” Isaac พูด “แต่ความย้อนแย้งคือ มันมีกับดักการเติบโต”
Joseph พึมพำเบาๆ “โตต่อยาก แต่หยุดโตก็ไม่ได้”
Isaac พยักหน้า “ถูก” แล้วเขาก็พูดต่อช้าๆ “สิ่งที่ตลาดกำลังกลัว ไม่ใช่ว่าบริษัทนี้จะพัง แต่กลัวว่ามันอาจกลายเป็นธุรกิจที่อิ่มตัวเร็วกว่าที่เคยคิด”
Charles มองกราฟอีกครั้ง “ตลาดชอบให้ราคาพรีเมียมกับความหายาก แต่ไม่ชอบธุรกิจที่เริ่มเข้าสู่จุดเติบโตสุดท้ายเร็วเกินไป”
Joseph เริ่มเห็นสิ่งที่อันตรายกว่ากำไรที่ไม่มาตามนัด ธุรกิจบางประเภทไม่ได้พังทลายลง แต่มันแค่ค่อยๆ เปลี่ยนจากเครื่องจักรทบต้นกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีเรื่องราวใหม่ และในตลาดทุน การหายไปของเรื่องราวบางครั้งส่งผลรุนแรงกว่าการหายไปของกำไรเสียอีก
Elena เลื่อนภาพสุดท้ายขึ้นจอ เป็นบริษัทศัลยกรรมเฉพาะทางที่กำไรเคยสูงผิดปกติจากเทคนิคเฉพาะของแพทย์ผู้ก่อตั้ง เธอไม่ได้เปิดงบการเงินก่อน แต่เปิดแผนผังองค์กร และในผังนั้นมีชื่อหนึ่งเชื่อมโยงอยู่แทบทุกส่วน
Joseph มองอยู่ไม่กี่วินาทีก็เข้าใจทันที นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการขยายสาขาหรือการใช้พื้นที่ แต่นี่คือปัญหาการกระจุกตัวขององค์ความรู้
“ตลาดเคยให้ราคาสูงเพราะเชื่อว่าเทคนิคนี้คือปราการ” Elena พูด “แต่ตอนนี้ตลาดเริ่มถามคำถามใหม่” เธอหยุดไปเล็กน้อย “ปราการนี้อยู่ที่องค์กร หรืออยู่ที่คนเพียงคนเดียว”
ไม่มีใครพูดแทรก เพราะทุกคนรู้ว่าคำถามนี้อันตรายแค่ไหน ธุรกิจบางประเภทสามารถเลียนแบบสถานที่ได้ เลียนแบบการตลาดหรือราคาได้ แต่สิ่งที่เลียนแบบยากที่สุดคือทักษะเฉพาะตัว และปัญหาของทักษะนี้คือมันขยายผลต่อยากมาก โดยเฉพาะเมื่อเกณฑ์กำกับดูแลใหม่เริ่มลดพลังของการสร้างแบรนด์ตัวบุคคล ต้นทุนการได้ลูกค้าต่อรายเริ่มขยับขึ้นในหลายตลาดพร้อมกัน ตั้งแต่กฎเริ่มจำกัดการใช้แพทย์เป็นแม่เหล็กทางการตลาด บริษัทที่พึ่งพาชื่อเสียงหมอมากที่สุดเริ่มเห็นอัตราการเปลี่ยนจากผู้สนใจเป็นลูกค้าลดลงก่อนคนอื่น
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องกฎระเบียบ” Elena พูด “มันคือการย้ายตำแหน่งของชัยภูมิทางธุรกิจ”
Joseph ขมวดคิ้ว “ขยายความหน่อย”
“เมื่อคุณห้ามทุกคนใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวเป็นอาวุธโฆษณา” Elena อธิบาย “การแข่งขันจะย้ายไปหาความจดจำในแบรนด์และเครือข่ายที่เข้าถึงง่ายแทน”
Charles ยิ้มบางๆ “คนที่มีหลายสาขาจะเริ่มได้เปรียบโดยธรรมชาติ” แต่เขาหยุดก่อนจะพูดต่อ “ปัญหาคือ บริษัทที่สร้างขึ้นบนชื่อเสียงของเจ้าของมักไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังหมดความสามารถในการส่งต่ออำนาจนั้น”
Joseph มองกราฟกำไรที่ค่อยๆ ลาดลงทีละไตรมาส ไม่มีอาการพังครืน ไม่มีเหตุหายนะ ไม่มีเรื่องอื้อฉาว มีแค่แรงโน้มถ่วงที่ค่อยๆ ดึงธุรกิจลงช้าๆ และนั่นต่างหากคือรูปแบบที่ยากที่สุดในการลงทุน เพราะมันไม่เคยดูแย่พอที่จะทำให้คนยอมแพ้ได้ในทันที
Joseph มองทั้ง 3 บริษัทใหม่อีกครั้ง แล้วครั้งนี้ภาพเริ่มชัดขึ้น บริษัทแรกไม่ได้เสี่ยงแบบบริษัทที่ 3 เพราะยังมีแบรนด์ในระดับองค์กรอยู่ แม้การเติบโตจะเริ่มตัน แต่ลูกค้ายังจดจำระบบได้มากกว่าตัวบุคคล ส่วนบริษัทที่ 3 ลูกค้าหลายคนยังจำชื่อแพทย์ก่อนชื่อองค์กร และนั่นคือความต่างที่สำคัญมาก ในธุรกิจประเภทแรกหากมีแพทย์ลาออก ลูกค้าอาจจะแค่บ่น แต่ในธุรกิจประเภทหลัง หากคนสำคัญหายไป ความต้องการอาจหายไปพร้อมกันทั้งส่วนตลาด
“แล้วอนาคตล่ะ” Joseph ถาม “ระยะสั้น กลาง ยาว จะออกมาแบบไหน”
Charles เอนตัวกลับช้าๆ “ระยะสั้น คือช่วงการย่อยวงจรลงทุน ทั้ง 3 บริษัทกำลังอยู่ในจุดเดียวกัน คือกำลังแบกภาระจากการลงทุนรอบก่อน ทุกคนลงเงินหนักช่วงความต้องการพุ่งสูง ทั้งขยายทีม เพิ่มพื้นที่ และเร่งการตลาดเพื่อปั๊มมูลค่ากิจการ แต่ความต้องการจริงหลังสถานการณ์คลี่คลายไม่ได้โตต่อด้วยความชันเท่าเดิม นี่คือช่วงที่ตลาดเริ่มแยกแยะว่าใครลงทุนสร้างระบบ กับใครแค่ลงทุนไล่ตามกระแสชั่วคราว
บริษัทแบบเครือข่ายยังดูแข็งแรงเพราะสาขาเก่ายังโต แปลว่าเงินที่ลงไปก่อนหน้ายังสร้างผลตอบแทนได้ ส่วนโมเดลโรงพยาบาลเริ่มเข้าสู่เฟสที่ตลาดถามหาประสิทธิภาพของสินทรัพย์เดิมมากขึ้น ไม่ใช่แค่ขายฝันเรื่องการเติบโต และโมเดลเฉพาะทางกำลังถูกบีบให้พิสูจน์ว่าองค์กรจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีผู้ก่อตั้งในระดับเดิม”
“ในระยะกลาง การคัดกรองจะเริ่มเงียบเชียบขึ้น” Elena เสริม เธอหมายถึงการแข่งขันจะไม่ตัดสินกันด้วยพาดหัวข่าวอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ตัวเลขเศรษฐกิจหน้างาน บริษัทที่ต้นทุนการหาลูกค้าสูงขึ้นแต่การใช้บริการซ้ำไม่แข็งแรง อัตรากำไรจะถูกบีบ บริษัทที่ขยายตัวเร็วเกินไปจะเห็นสาขาใหม่คืนทุนช้าลง และบริษัทที่ถ่ายทอดทักษะไม่สำเร็จจะเห็นผลิตภาพต่อแพทย์ลดลง
Joseph เริ่มเห็นภาพอนาคตที่แยกทางกัน โมเดลเครือข่ายกำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจากคลินิกความงามไปสู่แพลตฟอร์มสุขภาพ โมเดลโรงพยาบาลถูกบังคับให้เลือกระหว่างยอมรับการโตที่ช้าลงหรือต้องลงเงินรอบใหม่เพื่อขยายเพดาน ส่วนโมเดลเฉพาะทางกำลังแข่งกับเวลา เพราะยิ่งผู้ก่อตั้งอายุมากขึ้น ตลาดจะยิ่งถามซ้ำๆ ว่าถ้าคนนี้หายไป องค์กรจะเหลืออะไร
ห้องเงียบลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่การวิเคราะห์ระยะยาวเรื่องผู้ถือครองความเชื่อมั่นหลังยุคผู้ก่อตั้ง Charles พูดช้าลง “ธุรกิจประเภทนี้สุดท้ายไม่ได้แพ้เพราะรายได้หาย แต่มันแพ้ตอนที่ตลาดเริ่มไม่แน่ใจว่าความเชื่อมั่นจะถูกส่งต่อได้หรือไม่”
เขามองออกไปนอกกระจก “เครือข่ายที่แข็งแรงจริงจะอยู่รอดได้แม้ความเด่นของเจ้าของจะลดลง โรงพยาบาลจะอยู่ได้ถ้าเปลี่ยนชื่อเสียงให้กลายเป็นสถาบัน แต่กลุ่มเฉพาะทาง ถ้าถ่ายทอดความเชื่อมั่นจากตัวบุคคลไปสู่องค์กรไม่ทันเวลา อัตรากำไรที่เคยสูงลิ่วจะกลายเป็นเพียงอดีต”
Joseph มองกราฟทั้ง 3 อีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้เห็นแค่หุ้น 3 ตัว แต่เขาเห็น 3 วิธีที่ธุรกิจกำลังดิ้นรนต่อสู้กับขีดจำกัดของตัวเอง บริษัทหนึ่งขยายความเชื่อมั่น บริษัทหนึ่งยืดระยะการเติบโต และอีกบริษัทกำลังพยายามทำให้ความเก่งของมนุษย์อยู่รอดได้หลังยุคของตัวเองจบลง
นอกกระจก เมฆเริ่มเคลื่อนช้ากว่าตอนเช้า ตลาดยังดูสงบ แต่ภายในระบบนั้น เงินทุนกำลังเริ่มเลือกใหม่ว่าใครควรได้สิทธิ์ไปต่อในอีก 5 ปีข้างหน้า และในธุรกิจที่ลูกค้าตัดสินใจด้วยความกังวลมากกว่าเหตุผลด้านราคา การเสียจังหวะเพียง 2 ไตรมาส อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อชิงความเชื่อมั่นกลับคืนมา
Joseph ปิดหน้าจอลงช้าๆ พลางมองไปยังถ้วยกาแฟที่เย็นชืดบนโต๊ะโดยไม่พูดอะไรต่อ
"เนื้อหาในนิยายเป็นเหตุการณ์สมมติ ตัวละครและชื่อบริษัทถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและถ่ายทอดบทเรียนทางธุรกิจเท่านั้น มิได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ"
— เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#หุ้น
#การลงทุน
#โรงพยาบาลศัลยกรรมความงาม
#คลินิกความงาม

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา