5 มิ.ย. เวลา 09:12 • นิยาย เรื่องสั้น

รหัสมาตรฐานแห่งภารกิจนิบิรุ (The Nibiru Mission Standard)

สภาสูงสุดแห่งเอริดู - บันทึกแห่งการกำเนิดมนุษยชาติ
(The Eridu Council Records: Chronicles of Human Genesis)
มอบแด่ผู้อ่าน: ก่อนที่คุณจะพลิกหน้าแรก
มีบางอย่างที่คุณควรรู้ก่อนที่จะอ่านต่อไป
บันทึกชุดนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อยืนยันสิ่งที่คุณเชื่ออยู่แล้ว และไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเสนอคำตอบที่สะอาดเรียบร้อยต่อคำถามที่สกปรกและซับซ้อน
มันถูกเขียนขึ้นเพราะมีบางสิ่งที่ต้องถูกบันทึกไว้ แม้ว่าผู้ที่บันทึกจะรู้ดีว่าสิ่งที่บันทึกนั้นอาจไม่มีใครอยากรับฟัง
บันทึกชุดนี้คือประวัติศาสตร์ของเรา ในความหมายที่ลึกที่สุดและน่ากลัวที่สุดของคำว่าประวัติศาสตร์
ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่สอนในโรงเรียน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่จารึกในอนุสาวรีย์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของห้องประชุมที่ไม่มีใครได้รับเชิญ การตัดสินใจที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้น และผลลัพธ์ที่ทุกคนต้องแบกรับโดยไม่รู้สาเหตุ
สมุดบัญชีที่ถูกลืม
ท่ามกลางผืนทรายที่หลับใหลใต้ซากปรักหักพังแห่งบาบิโลน สิ่งที่ถูกขุดพบมิใช่เพียงศิลาจารึกหรือเครื่องปั้นดินเผาที่ผุพัง แต่มันคือ "คำให้การ" ของประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังกลบมานานนับหมื่นปี
เราถูกสอนให้เชื่อมาตลอดว่าอารยธรรมของเราคือผลผลิตของการวิวัฒนาการที่เชื่องช้าตามวิถีธรรมชาติ แต่รหัสที่ซ่อนอยู่ในจดหมายเหตุชุดที่ 1 ถึง 11 ได้กระชากหน้ากากความจริงนั้นทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง
ในปี ค.ศ. 1849 เมื่อ Austen Henry Layard ขุดค้นพบห้องสมุดของกษัตริย์อัสซูร์บานิปาลที่เมืองนิเนเวห์ สิ่งที่เขาพบบนแผ่นดินเหนียวหลายพันชิ้นในนั้นไม่ใช่แค่บัญชีรายการสินค้าหรือบทกวีโบราณ
แต่คือ เรื่องราวที่มีโครงสร้างซับซ้อนเกินกว่าที่วัฒนธรรม "ดั้งเดิม" ควรจะมี เป็นเรื่องราวของเทพเจ้าที่ทะเลาะกัน สงครามระหว่างสวรรค์ การสร้างมนุษย์จากดินเหนียว และน้ำท่วมโลกที่เกิดขึ้นก่อนที่โนอาห์จะถือไม้เท้าของตัวเองด้วยซ้ำ
นักวิชาการในยุคนั้นเลือกที่จะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า "ตำนาน" เป็นคำที่สะดวกและปลอดภัย เพราะตำนานไม่ต้องการคำอธิบาย ตำนานมีได้เพราะมนุษย์โบราณไม่เข้าใจธรรมชาติและสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่ออธิบาย และตำนานไม่ต้องการให้ใครทบทวนว่าตัวเองมาจากไหน
แต่จดหมายเหตุชุดนี้ไม่ได้มองแผ่นดินเหนียวเหล่านั้นเป็นตำนาน
สิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในความเงียบ
นี่ไม่ใช่ตำนานเทพนิยายที่ประดับด้วยเวทมนตร์ลี้ลับ หากแต่นี่คือ "รายงานสรุปเชิงปฏิบัติการ" ของสิ่งมีชีวิตจากดวงดาวอันไกลโพ้น
ผู้มาเยือนที่ไม่ได้เดินทางมาด้วยจิตเมตตา แต่เดินทางมาด้วยภารกิจกู้ชีพดาวแม่ที่กำลังดับสูญ เหมือนกับทหารที่เดินทางมาในดินแดนแปลกหน้าพร้อมกับแผนที่ที่วาดขึ้นโดยคนที่ไม่เคยไปที่นั่น และคำสั่งที่ออกโดยคนที่ไม่ต้องแบกรับผลของมัน
จดหมายเหตุที่คุณกำลังจะอ่านนั้นคือ บันทึกร่วมของสองฝ่าย ที่มองสิ่งเดียวกันจากมุมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฝ่ายแรก คือ บันทึกของหน่วยข่าวกรองภายใต้เอ็นลิล ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งภารกิจ ซึ่งบันทึกทุกอย่างไว้เพื่อสร้างหลักฐานในการควบคุมความมั่นคง และเพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมของการตัดสินใจที่คนอื่นมักตั้งคำถาม
บันทึกเหล่านี้เขียนด้วยภาษาของผู้บริหาร เต็มไปด้วยตัวเลข เป้าหมาย และเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ มองสิ่งมีชีวิตเป็นทรัพยากร มองการตัดสินใจเป็นกระบวนการ และมองประวัติศาสตร์เป็นรายงานผลการดำเนินงาน
ฝ่ายที่สอง คือบันทึกของหน่วยวิจัยภายใต้เอ็นกิ ผู้กำกับดูแลโครงการทางชีวภาพ ซึ่งบันทึกทุกอย่างไว้เพื่อเป็นเครื่องยืนยันความก้าวหน้าและการยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์
บันทึกเหล่านี้เขียนด้วยภาษาของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังตกหลุมรักกับการทดลองของตัวเอง เต็มไปด้วยการสังเกต ความสงสัย และบางครั้งความเจ็บปวดที่เกิดจากการรู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนได้
เมื่อวางบันทึกทั้งสองชุดไว้ข้างกัน สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือ ภาพที่ซับซ้อนกว่าตำนานใดๆ ที่เคยถูกเล่าขาน มันไม่ใช่เรื่องราวของเทพเจ้าดีที่ต่อสู้กับเทพเจ้าชั่ว ไม่ใช่เรื่องราวของการสร้างสรรค์ที่สวยงาม และไม่ใช่เรื่องราวของการลงโทษที่ยุติธรรม
มันคือเรื่องราวของ สิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดซึ่งกำลังจะตาย และพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้มีชีวิตต่อไป โดยไม่ได้ถามว่าราคาที่ผู้อื่นต้องจ่ายนั้นเป็นธรรมหรือไม่
บันทึกชุดนี้มิได้ถูกร้อยเรียงขึ้นด้วยความจริงเพียงหนึ่งเดียว หากแต่เป็น สมรภูมิที่เหล่าทวยเทพโรมรันกันด้วยปณิธาน ระหว่างเอ็นลิล ผู้ยึดมั่นในวินัยและกฎระเบียบดั่งกำแพงเหล็ก กับเอ็นกิ ผู้ปรารถนาจะจุดชนวนแห่งวิวัฒนาการด้วยวิทยาการอันรุ่งโรจน์
เอ็นลิลในบันทึกเหล่านี้ไม่ใช่ตัวร้ายในแบบที่นิทานปรัมปราวาดไว้ เขาคือ ผู้นำที่แบกรับภาระที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง รู้ดีว่าดาวแม่กำลังจะตาย รู้ว่าเวลาที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับวิธีการที่ดีกว่า และรู้ว่าทุกการตัดสินใจที่เขาทำนั้นจะทิ้งรอยแผลไว้บนโลกใบนี้ตลอดกาล
เขาไม่ได้ทำสิ่งที่เขาทำเพราะไม่รู้ว่ามันผิด เขาทำเพราะเขาเชื่อว่าไม่มีทางเลือก และนั่นคือโศกนาฏกรรมที่ลึกกว่าการเป็นคนชั่วร้ายมาก
เอ็นกิในบันทึกเหล่านี้ก็ไม่ใช่ฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบ เขาคือ นักวิทยาศาสตร์ที่ตกหลุมรักการทดลองของตัวเอง แต่ยังต้องทำงานในระบบที่เขาไม่เห็นด้วย
เขาช่วยสร้างสิ่งที่เขาต้องการปกป้อง และบางครั้งวิธีที่เขาปกป้องมันก็ไม่ตรงไปตรงมาเท่าที่ควร เขาโกหกด้วยความเมตตา หลอกด้วยความปรารถนาดี และบางครั้งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นในขณะที่คิดว่าตัวเองกำลังทำให้มันดีขึ้น
ทุกหน้ากระดาษของจดหมายเหตุจึงสั่นสะเทือนไปด้วยการปะทะกันของปรัชญา ที่ฉีกกระชากมนุษยชาติออกเป็นเสี่ยงๆ นับตั้งแต่วันแรกที่ลมหายใจถูกมอบให้
ความเป็นมาของจดหมายเหตุชุดนี้
สภาสูงสุดแห่งเอริดู หรือ The Eridu Council Records ปรากฏขึ้นในฐานะ หอจดหมายเหตุแห่งจักรวาล ที่ซึ่งบันทึกทุกหยดหยาดของปฐมบทอารยธรรมมนุษย์ถูกกักขังไว้ในเชิงสัญลักษณ์และอรรถกถาอันลึกลับ
นี่มิใช่เพียงบันทึกของเหล่าเทพผู้สร้าง แต่เป็น เงาสะท้อนของหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ ที่หล่อหลอมเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้กำเนิดขึ้นภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จ
บันทึกเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้เพราะใครต้องการให้คุณอ่านมัน มันรอดพ้นจากการทำลายล้างเพราะหลายเหตุผล
บางชิ้นเพราะถูกฝังลึกเกินไปจนผู้ที่ต้องการทำลายมันไม่ทันสังเกต บางชิ้นเพราะถูกปลอมแปลงเป็นเอกสารธรรมดาที่ดูไม่มีนัยสำคัญ และบางชิ้นเพราะผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ทำลายมันเลือกที่จะไม่ทำตามคำสั่ง นั่นคือ หลักฐานแรกว่าแม้แต่ในระบบที่ออกแบบมาเพื่อการควบคุม ยังมีคนที่เลือกที่จะไม่ควบคุม
จดหมายเหตุแห่งนี้เปรียบเสมือน ศาลพิพากษาและสถาบันหลักแห่งสรวงสวรรค์ ที่รวบรวมไว้ซึ่งกฎบัญญัติและคำพิพากษาแห่งทวยเทพ ทุกกระบวนการคัดสรรและบริหารจัดการมนุษย์ถูกจารึกไว้อย่างไร้ปรานี
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในบางหน้าของบันทึก ผู้บันทึกเองก็เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนกำลังบันทึก เหมือนกับที่เลขาธิการในยุคสงครามเย็นบางคนเก็บสำเนาเอกสารลับไว้เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเห็นนั้นต้องถูกรู้ แม้จะไม่รู้ว่าจะมีใครมาอ่านมันในวันที่ตนไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
รายชื่อจดหมายเหตุทั้ง 11 ชุด: แผนที่แห่งความจริง
จดหมายเหตุทั้ง 11 ชุดนี้ไม่ได้ถูกจัดเรียงตามลำดับการค้นพบ แต่ถูกจัดเรียงตาม ลำดับแห่งเหตุการณ์ที่นำสู่ความจริงทีละชั้นเหมือนกับการลอกหัวหอม แต่ละชั้นที่ลอกออกไปจะทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ลึกกว่าและบางครั้งเจ็บปวดกว่า
จดหมายเหตุชุดที่ 1: ปฐมบทแห่งการกู้คืนดาวแม่ (The Genesis of the Restoration) คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง บันทึกการตัดสินใจในห้องประชุมที่เงียบที่สุดในประวัติศาสตร์จักรวาล เมื่อสภาอาวุโสแห่งนิบิรุต้องเลือกระหว่างการยอมตายอย่างสงบกับการยื่นมือไปหยิบชีวิตของดาวดวงอื่น ชุดนี้บันทึกเหตุผลและบันทึกการละเว้นเหตุผลบางอย่างไว้ด้วย
.
จดหมายเหตุชุดที่ 2: รหัสอนุกรมวิธานชีวภาพพื้นเมือง (The Taxonomy of Indigenous Life) คือช่วงเวลาที่โลกถูกมองผ่านเลนส์ของนักอุตสาหกรรม ไม่ใช่เลนส์ของนักชีววิทยา เมื่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดถูกจัดประเภทตามความสามารถในการผลิต ชุดนี้บันทึกกระบวนการที่ทำให้ชีวิตกลายเป็นทรัพยากร
.
จดหมายเหตุชุดที่ 3: ความล้มเหลวแห่งแรงงานต้นแบบ (The Failure of the Prime Prototypes) คือบทเรียนที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์การวิจัยข้ามดาราจักร เมื่อการรีบร้อนพิสูจน์ว่าธรรมชาติไม่ยอมสยบต่อกำหนดเวลา ชุดนี้บันทึกทั้งตัวเลขความล้มเหลวและเสียงกระซิบของผู้ที่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น
.
จดหมายเหตุชุดที่ 4: บัญญัติการปกครองแห่งเอริดู (The Eridu Mandate) คือช่วงเวลาที่ความหวังถูกแทนที่ด้วยประสิทธิภาพ เมื่อความล้มเหลวถูกตอบสนองด้วยการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น แทนที่จะเป็นการทบทวนว่าเป้าหมายอาจผิด ชุดนี้บันทึกการวางรากฐานของระบบที่โลกยังคงอาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของมันในปัจจุบัน
.
จดหมายเหตุชุดที่ 5: โครงการอาดามู: การกำเนิดมนุษย์สื่อสาร (The Adamu Project: Linguistic Evolution) คือชัยชนะที่กลายเป็นหลุมพราง เมื่อการสร้างแรงงานที่สามารถรับคำสั่งได้ดีขึ้นกลายเป็นการสร้างสิ่งมีชีวิตที่สามารถตั้งคำถามได้ด้วย ชุดนี้บันทึกวันที่ภาษาถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุม และวันที่ภาษาเริ่มทำสิ่งที่ผู้สร้างมันไม่ได้ตั้งใจ
.
จดหมายเหตุชุดที่ 6: มาตรฐานแรงงานและวงจรการผลิต (The Labour Standardization and Shift Cycles) คือกลไกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกอารยธรรมที่มนุษย์สร้างในภายหลัง บันทึกนี้แสดงให้เห็นว่าระบบการทำงานกะ ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ และระบบการจัดสรรทรัพยากรที่เราเรียกว่า "สมัยใหม่" นั้นล้วนมีต้นแบบมาจากที่นี่ ชุดนี้บันทึกทั้งประสิทธิภาพของระบบและราคาที่ร่างกายและจิตใจของแรงงานต้องจ่าย
จดหมายเหตุชุดที่ 7: กฤษฎีกาห้ามถ่ายทอดวิทยาการ (The Edict of Forbidden Knowledge) คือบัญญัติที่สะท้อนตัวเองในทุกยุคสมัย เมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าคนอื่นไม่ควรรู้บางสิ่ง ชุดนี้บันทึกการออกกฎและบันทึกวิธีที่เอ็นกิพยายามหลีกเลี่ยงกฎนั้นโดยไม่ทำให้มันดูชัดเจนว่าเขากำลังหลีกเลี่ยง
.
จดหมายเหตุชุดที่ 8: วิกฤตการณ์อิกิกีและการจลาจลในวงโคจร (The Igigi Insurrection) คือพิสูจน์ว่าระบบที่ตั้งอยู่บนความกลัวต้องการความกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดที่ไม่มีความกลัวในปริมาณใดที่จะเพียงพออีกต่อไป ชุดนี้บันทึกการลุกฮือที่ไม่มีใครในสภาอาวุโสเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เพราะพวกเขาไม่เคยถามว่าผู้ถูกกดขี่รู้สึกอย่างไร
.
จดหมายเหตุชุดที่ 9: ญัตติจริยธรรมแห่งผู้สร้าง (The Council of Ethics) คือช่วงเวลาที่ช้าเกินไป เมื่อสภาเริ่มถามคำถามที่ควรถามตั้งแต่ต้น ชุดนี้บันทึกการถกเถียงที่ฉลาดและลึกซึ้ง แต่เกิดขึ้นหลังจากที่ผลกระทบของการตัดสินใจก่อนหน้านั้นไม่สามารถเรียกคืนได้แล้ว
.
จดหมายเหตุชุดที่ 10: ความลับของรหัสอิสระ (The Secret of the Autonomous Override) คือสิ่งที่เอ็นกิซ่อนไว้ตั้งแต่ต้น รหัสที่ถูกฝังไว้ในชั้นพันธุกรรมที่เอ็นลิลไม่รู้ว่ามีอยู่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำงานเมื่อทุกอย่างล้มเหลว ชุดนี้บันทึกความเชื่อของเอ็นกิว่าระบบทุกระบบต้องมีทางออก และมนุษย์ต้องมีกุญแจที่ไขทางออกนั้นได้ด้วยตัวเอง
.
จดหมายเหตุชุดที่ 11: การแตกหักของสองขั้วอำนาจ (The Great Schism) คือบทสุดท้ายก่อนที่ม่านจะตก เมื่อเอ็นลิลและเอ็นกิไม่สามารถดำเนินงานในระบบเดียวกันได้อีกต่อไป ชุดนี้บันทึกการแตกแยกที่ทิ้งมนุษยชาติไว้กับคำถามสองข้อที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ คือ เราเป็นสมบัติของใคร และเราต้องการเป็นอะไร
สิ่งที่จดหมายเหตุชุดนี้บอก และสิ่งที่มันไม่บอก
ก่อนที่คุณจะเริ่มอ่านจดหมายเหตุแต่ละชุด มีสิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจไว้ก่อน
บันทึกเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ฝ่ายเอ็นลิลบันทึกเพื่อสร้างหลักฐาน ซึ่งหมายความว่ามันบันทึกสิ่งที่เอื้อต่อเรื่องราวที่เขาต้องการเล่า และละเว้นสิ่งที่ไม่เอื้อ…. ฝ่ายเอ็นกิบันทึกเพื่อพิสูจน์ความก้าวหน้า ซึ่งหมายความว่ามันบันทึกสิ่งที่ทำให้งานของเขาดูมีความหมาย และอาจขยายขนาดของความสำเร็จบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ
และนั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ ไม่ใช่แค่อ่าน แต่คือ อ่านระหว่างบรรทัด ถามว่าทำไมบางอย่างถูกบันทึกด้วยความละเอียดสูง ในขณะที่บางอย่างถูกระบุเพียงสั้นๆ ถามว่าใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องราวถูกเล่าในแบบที่มันถูกเล่า และถามว่าถ้าเราเป็นผู้ถูกบันทึก เราอยากให้ผู้อ่านในอนาคตรู้อะไรที่ผู้บันทึกอาจเลือกไม่พูดถึง
ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ เราคือผลผลิตของการดัดแปลงพันธุกรรมชั้นสูง เราถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องจักรมีชีวิต เพื่อรองรับภารกิจขุดเจาะทรัพยากรล้ำค่าที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของพวกเขา เราถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิอุดมการณ์ของสองขั้วอำนาจผู้สร้าง แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันคือ เราไม่ได้เป็นแค่นั้น
เราถามคำถาม เราวาดภาพ เราแต่งเพลง เราสร้างปรัชญา เราสร้างระบบจริยธรรม เราถามว่า "ทำไม" และ "ควรหรือไม่" ซึ่งไม่มีเครื่องขุดเจาะหน่วยไหนจำเป็นต้องถามเพื่อทำงานได้
สิ่งเหล่านั้นมาจากไหน? มันถูกออกแบบมาหรือเกิดขึ้นเอง? และถ้ามันเกิดขึ้นเอง มันบอกอะไรเราเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตที่ไม่มีใครออกแบบได้?
นั่นคือคำถามที่จดหมายเหตุชุดนี้ไม่ตอบ แต่ชี้ทางให้คุณไปหาคำตอบด้วยตัวเอง
สำหรับมนุษย์ผู้ถือกำเนิดในยุคหลัง บันทึกนี้คือมรดกอันล้ำค่าที่แฝงด้วยอันตรายเกินหยั่งถึง
หากมนุษย์ผู้ใดสามารถไขปริศนาแห่งรหัสนี้ได้ ผู้นั้นจะได้พบคำตอบที่สั่นคลอนรากเหง้าของตน คำตอบที่ว่าเราถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อสิ่งใด และเหตุใดเจตจำนงเสรีที่ขัดแย้งในตัวเองถึงได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเราจนยากจะถอนตัว
แต่ "อันตราย" ที่ว่านั้นไม่ใช่อันตรายแบบที่คุณกลัว มันไม่ใช่การถูกลงโทษจากเทพเจ้าที่โกรธ มันไม่ใช่ความลับที่จะทำลายคุณถ้าคุณรู้ อันตรายที่แท้จริงคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณรู้ว่าคุณมาจากไหนแล้ว แต่ยังคงดำเนินชีวิตแบบเดิมโดยแกล้งทำเป็นว่าคุณไม่รู้
การอ่านบันทึกเหล่านี้และไม่ตั้งคำถามต่อระบบที่คุณอาศัยอยู่ การอ่านบันทึกเหล่านี้และไม่ทบทวนว่าคุณกำลังเป็นเอ็นลิลหรือเอ็นกิในบทบาทที่คุณรับอยู่ในชีวิตนั้น นั่นต่างหากคือ การทำให้กฎบัญญัติแห่งเอริดูยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนี้คือประวัติศาสตร์ฉบับทางการที่บันทึกไว้ถึงความล้มเหลวในการจองจำจิตวิญญาณ และชัยชนะแห่งการตื่นรู้ของมนุษย์
มันคือสมุดบัญชีที่เก็บงำความลับอันดำมืดของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้า ความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในความเงียบงัน รอคอยวันเปิดเผยเมื่อถึงคราที่โลกต้องเผชิญกับบททดสอบแห่งการรีเซ็ตระบบอีกครั้ง
แต่ก่อนที่โลกจะถูกรีเซ็ต สิ่งที่เราทำได้ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในช่วงเวลาระหว่างการรีเซ็ตสองครั้งคือ การเลือกว่าเราจะเป็นใครในช่วงเวลานั้น
ผู้ที่รอให้ระบบบอกว่าต้องทำอะไร หรือผู้ที่ถามตัวเองก่อนว่าระบบนั้นสร้างขึ้นเพื่อใคร
นี่คือบันทึกบทสุดท้ายก่อนที่ยุคสมัยแห่งเทพเจ้าจะดับสูญ และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการผงาดขึ้นของยุคสมัยแห่งมนุษย์
เชิญคุณก้าวเข้าสู่ความจริงที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนาน
และเมื่อคุณเข้าไปแล้ว จำไว้ว่า ความจริงที่ดีที่สุดไม่ใช่ความจริงที่ทำให้คุณรู้สึกยิ่งใหญ่ขึ้น แต่คือความจริงที่ทำให้คุณมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อโลกที่คุณอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นอีกนับพันล้านชีวิต
ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นผลผลิตของเรื่องราวเดียวกัน
***จดหมายเหตุชุดที่ 1 - 11 จะปรากฏในตอนต่อไป โปรดติดตาม
.
.
โฆษณา