8 มิ.ย. เวลา 01:00 • ข่าว

เก็บตกวันสิ่งแวดล้อมโลก สรุปเรื่องวุ่นๆ ที่รัฐสร้าง แต่ชาวบ้านต้องรับจบ

วันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ในขณะที่หลายพื้นที่อาจจัดอีเวนต์รณรงค์รักษ์โลกสวยๆ แต่ภาพคู่ขนานที่เกิดขึ้นใน ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ ปีนี้ คือการที่ภาคประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวและคัดค้านโครงการของรัฐกันอย่างดุเดือด
เหตุผลที่พวกเขาต้องออกมายอมเหนื่อย เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมามันสอนให้รู้ว่า เวลามีข่าวประกาศสร้างเมกะโปรเจกต์ระดับแสนล้าน หรือผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ภาพเริ่มต้นมักจะสวยหรู เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจและคำสัญญาว่าจะดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างดีเสมอ
แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อโครงการเริ่มตอกเสาเข็ม หรือกฎหมายถูกนำมาบังคับใช้จริง สิ่งที่ตามมากลับเป็นป่าไม้ที่ถูกแผ้วถาง สัตว์ป่าไร้ที่อยู่ แม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ และวิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิมที่ล่มสลาย
กล่าวคือ เวลาที่ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจริง คนที่รับผลกระทบเต็มๆ และต้องแบกรับต้นทุนทางสุขภาพ มักไม่ใช่กลุ่มทุนที่ได้กำไร แต่คือ ‘คนในพื้นที่’ และ ‘ประชาชน’ ที่ถูกบังคับให้ต้องรับจบ
มันเลยเกิดคำถามง่ายๆ ขึ้นมาว่า ทำไมการพัฒนาประเทศ ถึงต้องแลกมาด้วยความพินาศของระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อย ?
เพราะถ้าปล่อยให้ระบบการประเมินผลกระทบเป็นเพียง ‘พิธีกรรม’ เพื่ออนุมัติโครงการ ปัญหาเดิมๆ ก็จะวนซ้ำอยู่ร่ำไป
กรณีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเดินทางไปยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA)
เหตุผลเพราะ หากโครงการนี้ผ่าน ป่าสมบูรณ์กว่า 7,000 ไร่ในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นจะจมบาดาล และนั่นหมายถึงการพรากบ้านของช้างป่าและกระทิง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสัตว์ป่ากับชุมชนเกษตรกรรมที่ไม่จบสิ้น
แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่ รายงาน EHIA โครงการเต็มไปด้วยข้อมูลที่ผิดเพี้ยนต่างจากข้อเท็จจริงที่หน่วยงานเจ้าของพื้นที่อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สำรวจ
โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าความเสียหายที่ไม่ถูกต้องและไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งความผิดพลาดที่ว่านั้น หากปล่อยผ่านไปเสียดื้อๆ คงไม่แคล้วลงเอยที่ต้องเสียป่าไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
อีกทั้งเมื่อตรองดูแล้ว ยังพบด้วยว่า มาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้ในรายงานฯ ไม่มีทางที่จะสามารถปฏิบัติได้จริง
อีกกรณีที่สะท้อนความหละหลวมของระบบ คือเมกะโปรเจกต์ ‘แลนด์บริดจ์’
โครงการนี้ถูกโปรโมตว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ แต่ล่าสุดมีข่าวดีเล็กๆ เกิดขึ้น เมื่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีมติให้ปรับปรุง แก้ไข และเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานฯ โดยให้จัดทำรายงานใหม่ทั้งฉบับ
ในโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 1 ฉบับ และโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือบริเวณแหลมริ่ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ที่อยู่ภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ทั้งสองฉบับ
แต่ก็เหมือนเป็นเพียงการยื้อเวลา เพราะกลไกของโครงการเหล่านี้ไม่มีอะไร ซับซ้อน เมื่อบอกว่าต้องแก้ก็แก้ แล้วนำมาเสนอใหม่
ตราบใดที่ผู้เสนอโครงการยังคงเสนออยู่ เรื่องราวโครงการต่างๆ ภายใต้แลนด์บริดจ์ก็จะกลับมาหลอกหลอนใหม่อีกครั้ง
อีกประเด็นที่เกิดขึ้นในวันสิ่งแวดล้อมโลก คือ ขบวน ‘ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ’ ชาวบ้านภาคเหนือกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมเขารวมตัวกันจัด เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเชียงราย
สาเหตุหลักเพราะความเดือดร้อนจากเหมืองแร่ฝั่งเพื่อนบ้านที่ปล่อยสารพิษข้ามพรมแดนลงแม่น้ำ 5 สาย ทั้งแม่น้ำกก รวก สาย โขง และสาละวิน ทำให้น้ำปนเปื้อน ระบบนิเวศพัง สัตว์น้ำตาย และกระทบสุขภาพคนที่ต้องใช้น้ำมานานเป็นปีๆ
จึงต้องการยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกฯ ดันเรื่อง ‘พิษเหมือง’ ให้เป็นวาระแห่งชาติไปเลย เสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหยุดปัญหาที่ต้นตอ พร้อมขอให้มีมาตรการเด็ดขาดคือแบนการนำเข้าแร่จากเหมือ
นอกจากนี้ยังขอแผนฟื้นฟูธรรมชาติและสุขภาพชาวบ้านแบบจริงจังต่อเนื่อง 5 ปี และเรียกร้องให้นายกฯ ลงพื้นที่มาดูความลำบากของชาวบ้านด้วยตาตัวเองสักที
เพราะชาวบ้านเขาไม่ไหวแล้ว อยากให้รัฐตื่นตัวและเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้ด่วนที่สุด
เหตุการณ์น่าสนใจอีกเรื่อง คือ เมื่อเครือข่ายภาคประชาชนต้องไปรวมตัวกันที่หน้าอาคารสหประชาชาติ (UN) เพื่อเรียกร้องความชัดเจนต่อ ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ‘พ.ร.บ. โลกร้อน’
แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้นทางอย่างเด็ดขาด ภาคประชาชนกลับมองว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอุตสาหกรรม และหันหลังให้กับประชาชน 99 เปอร์เซ็นต์ ผู้เป็นฝ่ายได้รับผลกระทบ
มากไปกว่านั้น สิ่งที่ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิงจากร่างกฎหมายนี้คือคำว่า ‘ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Justice) ในขณะที่ชาวบ้านและเกษตรกรต้องรับแรงกระแทกเป็นกลุ่มแรกจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
แต่กฎหมายกลับรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่ได้ให้พื้นที่พวกเขาในการร่วมออกแบบนโยบาย
แถมด้วยร่างกฎหมายยังถูกมองว่า ​เป็นเครื่องจักรฟอกเขียว ที่เร่งเร้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่อ้างว่าสะอาดแต่กลับละเมิดสิทธิชุมชน
และการเดินหน้าสกัดแร่ทั้งโปแตส พลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง ทองคำ ทังสเตนและแร่ร์เอิร์ธ ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ก่อหายนะทางสังคมและระบบนิเวศขึ้นแล้วโดยเฉพาะระบบลุ่มแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี
การออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในวันสิ่งแวดล้อมโลก นับเป็นการยืนยันเจตจำนงว่า การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต้องทำอย่างตรงไปตรงมา กฎหมายต้องปกป้องคนธรรมดาไม่ใช่มีไว้เปิดช่องทางให้ใครใช้เงินซื้อความชอบธรรม และเสียงของชุมชนต้องมีความหมายในการตัดสินใจ
เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ความยั่งยืนของระบบนิเวศ
และเพื่อย้ำเตือนว่า ทรัพยากรธรรมชาติคือสมบัติของทุกคน ไม่ใช่ต้นทุนราคาถูกที่ใครจะเข้ามากอบโกย แล้วทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลังตามเช็ดตามล้าง
โฆษณา