8 มิ.ย. เวลา 22:01 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (21) ..ทำไมยูโกสลาเวียจึงแตกสลาย?

เมื่อความทรงจำในอดีตแข็งแรงกว่าความฝันของอนาคต
หากมองจากภายนอก การล่มสลายของยูโกสลาเวียอาจดูเหมือนเป็นผลจากการเมือง เศรษฐกิจ หรือการต่อสู้เพื่อเอกราชของสาธารณรัฐต่าง ๆ
แต่สำหรับผู้คนในคาบสมุทรบอลข่าน เรื่องราวนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก
เพราะต้นตอของความขัดแย้งไม่ได้เริ่มต้นในปี 1991
หรือแม้แต่ในยุคของจอมพลติโต
หากแต่หยั่งรากลึกลงไปในประวัติศาสตร์หลายร้อยปี
ภูมิภาคบอลข่านเป็นดินแดนที่อารยธรรม ศาสนา และจักรวรรดิต่าง ๆ มาบรรจบกัน
ชาวเซิร์บส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนาออร์โธดอกซ์
ชาวโครแอตส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก
ส่วนชาวบอสเนียกจำนวนมากนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีรากฐานมาจากยุคการปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน
แม้ผู้คนเหล่านี้จะมีภาษาใกล้เคียงกันอย่างมาก แต่ศาสนา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์กลับแตกต่างกัน
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาเคยอยู่ภายใต้ทั้งจักรวรรดิออตโตมันและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
แต่ละชุมชนจึงมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน
วีรบุรุษของฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นผู้รุกรานในสายตาของอีกฝ่าย
บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่สอง
ความไม่ไว้วางใจที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อยูโกสลาเวียถูกยึดครองโดยฝ่ายอักษะ
ในเวลานั้น เกิดรัฐบาลหุ่นเชิดของโครเอเชียภายใต้ขบวนการอุสตาเช (Ustaše) ซึ่งก่อการสังหารและข่มเหงชาวเซิร์บ ชาวยิว และชาวโรมาเป็นจำนวนมาก
ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีกลุ่มติดอาวุธเซิร์บบางส่วนที่ก่อความรุนแรงตอบโต้ต่อชาวโครแอตและชาวมุสลิมเช่นกัน
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง
ความสูญเสียไม่ได้หายไปไหน
แต่ถูกฝังอยู่ในความทรงจำของแต่ละครอบครัว
หลายคนเติบโตขึ้นพร้อมเรื่องเล่าของพ่อแม่และปู่ย่าตายายเกี่ยวกับการสูญเสียญาติพี่น้องจากน้ำมือของ “อีกฝ่าย”
ติโตกับการกดทับความขัดแย้ง
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ติโตพยายามสร้างยูโกสลาเวียใหม่บนแนวคิด “ภราดรภาพและเอกภาพ”
รัฐบาลสนับสนุนให้ผู้คนมองตนเองเป็นชาวยูโกสลาเวีย มากกว่าจะยึดติดกับเชื้อชาติหรือศาสนา
การพูดถึงความขัดแย้งในอดีตถูกจำกัด
ประวัติศาสตร์ที่อาจสร้างความแตกแยกถูกลดบทบาทลง
วิธีนี้ประสบความสำเร็จอยู่หลายทศวรรษ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งไม่ได้ถูกแก้ไข
เพียงถูกเก็บซ่อนไว้ใต้พรม
เมื่อความกลัวกลับมาอีกครั้ง
หลังการเสียชีวิตของติโตในปี 1980 … เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ รัฐบาลกลางอ่อนแอลง และนักการเมืองชาตินิยมในหลายพื้นที่เริ่มใช้ความทรงจำในอดีตเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ผู้คนถูกเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“สิ่งที่เคยเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นอีก”
ชาวเซิร์บบางส่วนหวาดกลัวว่าพวกตนอาจถูกกดขี่เหมือนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ชาวโครแอตจำนวนมากหวาดกลัวการครอบงำจากเบลเกรด
ขณะที่ชาวบอสเนียกเริ่มกังวลว่าพวกเขาจะกลายเป็นเหยื่อของการแข่งขันระหว่างชาตินิยมสองฝ่าย
ความกลัวเหล่านี้ค่อย ๆ แทนที่ความรู้สึกเป็นชาวยูโกสลาเวีย
เพื่อนบ้านที่เคยอยู่ร่วมกันเริ่มมองกันด้วยความระแวง
เรื่องเล่าจากอดีตถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
และเมื่อความเชื่อใจหายไป
สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความหวาดกลัว
จากความไม่ไว้วางใจสู่สงคราม
การล่มสลายของยูโกสลาเวียจึงไม่ใช่เรื่องของคนดีและคนร้าย
ไม่ใช่เรื่องของศาสนาเพียงอย่างเดียว
และไม่ใช่ผลจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
แต่มันคือผลรวมของประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ความหวาดกลัว ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
เมื่อสาธารณรัฐต่าง ๆ เริ่มประกาศเอกราช
ความกลัวที่ถูกกดทับมานานก็ปะทุขึ้นพร้อมกัน
… และในบรรดาพื้นที่ทั้งหมดของอดีตยูโกสลาเวีย ไม่มีที่ใดต้องเผชิญกับผลกระทบของความแตกแยกนี้อย่างหนักหน่วงไปกว่าเมืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกัน … เมืองนั้นคือ ซาราเยโว
เมืองที่อีกไม่นานจะถูกปิดล้อมยาวนานเกือบสี่ปี
และเมืองที่โลกจะได้รู้จัก “Tunnel of Hope”
:::
โฆษณา