9 มิ.ย. เวลา 01:09 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (22) … Bosnia : Tunnel of Hope

อุโมงค์แห่งความหวังกลางสมรภูมิแห่งความสิ้นหวัง
หาก Tito’s Cold War Bunker คือสัญลักษณ์ของความหวาดกลัวต่อสงครามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
Tunnel of Hope คือสัญลักษณ์ของความหวัง เมื่อสงครามนั้นเกิดขึ้นจริงแล้ว
ณ เมืองซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา มีอุโมงค์ใต้ดินสายเล็ก ๆ สายหนึ่งทอดตัวอยู่ใต้รันเวย์สนามบิน
อุโมงค์แห่งนี้ไม่ได้โดดเด่นในเชิงวิศวกรรม ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนปราสาทโบราณ หรืออลังการเหมือนมหาวิหารสำคัญของยุโรป
แต่กลับได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความหวังที่ทรงพลังที่สุดของศตวรรษที่ 20
เพราะครั้งหนึ่ง อุโมงค์เล็ก ๆ แห่งนี้เคยช่วยต่อลมหายใจให้ผู้คนนับแสนคนที่กำลังติดอยู่ภายในเมืองซึ่งถูกปิดล้อมด้วยสงคราม
ซาราเยโว ก่อนสงคราม .. เมืองที่เคยเป็นเยรูซาเล็มแห่งยุโรป
ก่อนเสียงปืนจะดังขึ้น ซาราเยโวเคยเป็นหนึ่งในเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
เมืองแห่งนี้ได้รับสมญานามว่า “Jerusalem of Europe” เพราะเป็นสถานที่ที่ผู้คนต่างเชื้อชาติและต่างศาสนาใช้ชีวิตร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ชาวบอสเนียกมุสลิม ชาวเซิร์บ ชาวโครแอต และชุมชนชาวยิว ต่างมีพื้นที่ของตนเอง แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายในเมืองเดียวกัน
มัสยิด โบสถ์คาทอลิก โบสถ์ออร์โธดอกซ์ และธรรมศาลายิว ตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก
เสียงระฆังโบสถ์ดังสลับกับเสียงเรียกละหมาด
ร้านกาแฟเล็ก ๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งพูดคุยกันอย่างสบายใจ
ซาราเยโวเคยเป็นภาพสะท้อนของความฝันแบบยูโกสลาเวีย
ความฝันที่เชื่อว่าผู้คนต่างเชื้อชาติและศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้
เมืองแห่งนี้ยังเคยเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1984 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองสูงสุดของเมือง
… แต่หลังการล่มสลายของยูโกสลาเวีย ความฝันนั้นก็ค่อย ๆ แตกสลายลง
การปิดล้อมที่เปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นคุก
เมื่อบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาประกาศเอกราชในปี 1992 .. สงครามได้ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว
กองกำลังบอสเนียเซิร์บเข้ายึดพื้นที่ภูเขาที่ล้อมรอบซาราเยโวทั้งหมด
จากที่สูง พวกเขาสามารถมองเห็นทุกถนน ทุกอาคาร และทุกการเคลื่อนไหวภายในเมือง
วันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1992 การปิดล้อมซาราเยโวเริ่มต้นขึ้น และดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 44 เดือน
… กลายเป็นการปิดล้อมเมืองหลวงที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่
ไฟฟ้าถูกตัด
น้ำสะอาดขาดแคลน
อาหารและยารักษาโรคเริ่มหมดลง
ประชาชนหลายแสนคนติดอยู่ภายในเมืองที่กำลังถูกบีบให้หมดลมหายใจทีละน้อย
ถนนหลายสายกลายเป็นพื้นที่อันตรายจนได้รับฉายาว่า “Sniper Alley” … เพียงแค่เดินข้ามถนน ก็อาจหมายถึงความตาย
เด็ก ๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิด
ผู้คนต้องวิ่งฝ่ากระสุนเพื่อไปตักน้ำ
หลายครอบครัวต้องเผาเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว
รันเวย์แห่งความตาย
ท่ามกลางวงล้อมอันแน่นหนา มีเพียงพื้นที่เดียวที่ดูเหมือนจะเป็นช่องว่างของการปิดล้อม .. นั่นคือสนามบินซาราเยโว
สนามบินแห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสหประชาชาติ
แม้จะเป็นพื้นที่เป็นกลาง แต่ประชาชนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นเส้นทางเข้าออกเมือง
อย่างไรก็ตาม ความสิ้นหวังทำให้ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิต
ในเวลากลางคืน หลายคนพยายามวิ่งข้ามรันเวย์กว้างราว 450 เมตร เพื่อเดินทางเข้าและออกจากเมือง
พวกเขาต้องหลบรถลาดตระเวน หลบลวดหนาม หลบพลุส่องสว่าง และหลบกระสุนที่อาจพุ่งเข้ามาได้ทุกเมื่อ
หลายคนไปถึงอีกฝั่ง … แต่หลายคนก็ไม่มีวันกลับมาอีกเลย
รันเวย์สนามบินจึงถูกจดจำในฐานะ “รันเวย์แห่งความตาย”
ในความสิ้นหวังนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้น
ถ้าข้ามรันเวย์ไม่ได้…
แล้วถ้าลอดใต้รันเวย์ล่ะ?
อุโมงค์แห่งความหวัง
ในปี 1993 การก่อสร้างอุโมงค์ลับเริ่มต้นขึ้น … อุโมงค์ถูกขุดจากสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งจากเขต Dobrinja ภายในเมืองซาราเยโว อีกฝั่งจากหมู่บ้าน Butmir ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพบอสเนีย
คนงานจำนวนมากเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ทั้งทหาร ช่างฝีมือ คนงาน และอาสาสมัคร
พวกเขาใช้เพียงพลั่ว แรงงาน และความมุ่งมั่น … ทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน ท่ามกลางความเสี่ยงว่าจะถูกโจมตีทุกเมื่อ
อุโมงค์มีความยาวประมาณ 800 เมตร สูงเพียงประมาณ 1.5 เมตร… บางช่วงแคบจนต้องก้มตัวเดิน พื้นเต็มไปด้วยน้ำและโคลน อากาศชื้น อับ และมืดสนิท
แต่สำหรับชาวซาราเยโว มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในเมือง … เพราะมันคือ “ความหวัง”
เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทั้งเมือง
หลังอุโมงค์สร้างเสร็จ ซาราเยโวก็ไม่ได้ถูกตัดขาดอีกต่อไป
อาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิง อุปกรณ์สื่อสาร สายโทรศัพท์ กระแสไฟฟ้า และข่าวสารจากโลกภายนอก เริ่มถูกส่งผ่านอุโมงค์แห่งนี้
บางวันมีผู้คนหลายพันคนเดินผ่าน … บางคนแบกกระสอบแป้ง บางคนลากถังน้ำมัน บางคนเดินผ่านอุโมงค์เพื่อไปหาครอบครัว บางคนเดินออกจากเมือง .. และบางคนเดินกลับเข้ามา เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตนเอง
อุโมงค์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางเดินใต้ดิน … แต่มันคือหัวใจที่ยังเต้นอยู่ของซาราเยโว
หากไม่มี Tunnel of Hope เมืองแห่งนี้อาจไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันสิ้นสุดสงคราม
ชีวิตยังดำเนินต่อไป แม้อยู่ท่ามกลางสงคราม
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของซาราเยโว อาจไม่ใช่ตัวอุโมงค์ .. แต่คือผู้คน
… แม้จะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำสะอาด ไม่มีความปลอดภัย .. ผู้คนก็ยังพยายามใช้ชีวิตต่อไป
.. ยังมีการเล่นดนตรี ยังมีการจัดนิทรรศการศิลปะ ยังมีการแต่งงาน ยังมีการเขียนบทกวี … และยังมีความรักเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิด
ราวกับชาวซาราเยโวกำลังบอกกับสงครามว่า
“พวกเรายังเป็นมนุษย์อยู่”
ครอบครัว Kolar ผู้เฝ้ารักษาอุโมงค์แห่งความหวัง
หลังสงครามสิ้นสุดลงในปี 1995 อุโมงค์แห่งนี้ค่อย ๆ ถูกปล่อยทิ้งร้าง
… น้ำเริ่มท่วม ผนังดินเริ่มพังทลาย หลายส่วนของอุโมงค์สูญหายไปตามกาลเวลา
แต่มีครอบครัวหนึ่งที่ไม่ยอมให้โลกลืมเรื่องราวนี้
บ้านของครอบครัว Kolar ในฝั่ง Butmir เคยเป็นทางเข้าอย่างเป็นทางการของ Tunnel of Hope ระหว่างสงคราม
หลังสงคราม Bajro Kolar และลูกชายของเขา Edis Kolar ตัดสินใจอนุรักษ์บ้านและอุโมงค์ส่วนที่ยังเหลืออยู่เอาไว้
พวกเขาเก็บรวบรวมเครื่องมือขุดอุโมงค์ รถเข็น ถุงดิน อุปกรณ์สื่อสาร และข้าวของเครื่องใช้ในช่วงสงคราม ทีละชิ้น ทีละเรื่องราว
จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยความทรงจำ
ด้วยความพยายามของครอบครัวนี้ อุโมงค์ช่วงหนึ่งยาวประมาณ 25 เมตร จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส
ในเวลาต่อมา สถานที่แห่งนี้ได้รับการคุ้มครองในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม และพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ
เมื่อความหวังคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด
ทุกวันนี้ ผู้มาเยือนจากทั่วโลกเดินผ่านอุโมงค์สายสั้น ๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ … หลายคนก้มศีรษะ หลายคนเงียบงัน และหลายคนมีน้ำตาคลอ
เพราะเมื่อได้ยืนอยู่ภายในทางเดินแคบ มืด และชื้นแห่งนั้น … เราจะเริ่มเข้าใจว่า สำหรับคนที่กำลังเผชิญสงคราม …
“ความหวัง” อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าอุโมงค์เล็ก ๆ ใต้ดินสายหนึ่ง
Tunnel of Hope จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของสงครามบอสเนีย .. แต่มันคือเรื่องราวของมนุษย์
… เรื่องราวของผู้คนธรรมดาที่ไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวัง
และเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์ มนุษย์ก็ยังสามารถสร้างแสงสว่างให้แก่กันได้เสมอ
บางที สิ่งที่งดงามที่สุดของอุโมงค์แห่งนี้ อาจไม่ใช่ดินหรือคอนกรีตที่ประกอบกันขึ้นเป็นทางเดินใต้ดิน
… แต่คือหัวใจของผู้คนที่เชื่อว่า
ตราบใดที่ยังมีความหวัง
ชีวิตก็ยังสามารถก้าวต่อไปได้
:::
โฆษณา