9 มิ.ย. เวลา 10:40

คู่มือเอาตัวรอด: เมื่อเราเป็น "ผู้ค้ำประกัน" แล้วลูกหนี้ไม่ยอมจ่าย

การเซ็นค้ำประกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนั่นหมายถึง "เราพร้อมจะรับผิดชอบแทนหากเขาไม่จ่าย" แต่ถ้าวันหนึ่งลูกหนี้ผิดนัดชำระขึ้นมาจริงๆ คุณยังมีสิทธิและทางออกทางกฎหมายที่คุณควรรู้ไว้ค่ะ
1. สิทธิที่คุณต้องรู้ (กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกัน)
ปัจจุบันกฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องรับภาระทั้งหมดโดยไม่มีทางสู้:
ให้เจ้าหนี้ทวงลูกหนี้ตัวจริงก่อน: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องแจ้งให้คุณทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 60 วัน นับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัด คุณมีสิทธิใช้ "สิทธิเกี่ยง" คือบอกให้เจ้าหนี้ไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตัวจริงก่อนได้เลย
ถ้าเจ้าหนี้ใจดี (ยืดเวลาให้ลูกหนี้) เราอาจหลุดค้ำ: หากเจ้าหนี้ไปตกลงยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้โดยที่คุณไม่ได้ยินยอม ความรับผิดชอบในการค้ำประกันของคุณอาจสิ้นสุดลงทันที
กรณีหนี้ กยศ. (กฎหมายใหม่): หากผู้กู้เสียชีวิต หนี้จะถือเป็นอันระงับไปเลย ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบต่อ
2. ต้องทำอย่างไรเมื่อลูกหนี้ "เบี้ยว"
อย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ให้ตั้งสติและดำเนินการดังนี้:
เจรจาปรับโครงสร้างหนี้: รีบติดต่อสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ทันที เพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่น ขอผ่อนต่อเดือนให้น้อยลง พักชำระเงินต้น หรือปิดบัญชีด้วยยอดเงินก้อนที่น้อยลง
ฟ้องไล่เบี้ยคืน: หากสุดท้ายคุณต้องถูกบังคับให้จ่ายหนี้แทนไปแล้ว กฎหมายให้สิทธิคุณในการเป็น "เจ้าหนี้คนใหม่" คุณสามารถไปฟ้องร้องลูกหนี้ตัวจริงเพื่อเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยได้
สืบทรัพย์ลูกหนี้: ในชั้นศาล คุณมีสิทธิขอให้สืบทรัพย์สินของลูกหนี้ (เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หรือเงินฝาก) เพื่อนำมาขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้คืนให้คุณ
3. สิ่งที่ "ห้ามทำเด็ดขาด"
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะอาจทำให้คุณจากที่เป็น "ผู้เสียหาย" กลายเป็น "ผู้กระทำผิด" ได้:
ห้ามยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน: อย่าโอน ขาย หรือซ่อนทรัพย์สินของตัวเองเพื่อหนีหนี้เด็ดขาด เพราะการกระทำนี้ถือเป็น "ความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้" ซึ่งมีโทษหนักกว่าเดิมมาก
สรุปสั้นๆ: ถ้าเกิดปัญหา ให้ตั้งสติ "เจรจา" กับเจ้าหนี้เป็นอันดับแรก และใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง อย่าพยายามหนีหรือทำอะไรผิดกฎหมาย เพราะนอกจากปัญหาจะไม่จบ อาจจะมีคดีความติดตัวเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ
โฆษณา