7 ชั่วโมงที่แล้ว • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

หนังไม่มีคอนเส็ปต์เป็นยังไง

อาทิตย์นี้ผมดูหนังโรงสองเรื่องคือ สตาร์ วอร์ส The Mandalorian and Grogu กับหนังซอมบี้เกาหลี Colony
บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคะแนนเรื่องแรกห่างจากเรื่องที่สองมาก (7.7/10 กับ 9/10) ทั้งที่เรื่องแรกสนุกมาก
ประเด็นคือผมไม่ได้ให้คะแนนที่ความสนุก แต่ให้ที่ความสด
ผมเขียนรีวิวเรื่องแรกว่า มันมีพล็อตมากมาย แต่ไม่มีคอนเส็ปต์ (concept)
1
ส่วนเรื่องหลังมีคอนเส็ปต์ดี
ตรงนี้คงต้องขยายความ
คอนเส็ปต์คือไอเดียหลักของหนัง เป็นแก่นกลางที่ทั้งเรื่องเกาะยึดไว้ แล้วเดินหน้าไปตามนั้น ไม่มีองค์ประกอบส่วนเกินมาเกาะ (หรือมีน้อย)
ในเรื่อง The Mandalorian and Grogu ไม่มีแก่นกลาง มีแต่พล็อตซ้อนพล็อตซ้อนพล็อต หากตัดสักพล็อตทิ้ง ก็ไม่ทำให้ดูหนังไม่รู้เรื่อง
ตัดฉากสู้กับช้างเหล็ก เรื่องก็เดินหน้าได้
ตัดสัตว์ประหลาดไป เรื่องก็ไม่เสียหาย
พูดง่ายๆ คือเหมือนคนสร้างมีโจทย์มาก่อนว่า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างในหนัง แล้วแต่งพล็อตสวม
แต่หนังที่มีคอนเส็ปต์จะคิดคอนเส็ปต์ก่อน แล้วค่อยคิดพล็อตและองค์ประกอบมาเสียบ
คำว่า concept หมายความถึงแค่ความคิดหลักของเรื่อง ไม่ได้บ่งว่ามันดีหรือไม่ดี แต่หากคอนเส็ปต์นั้นดีมาก แปลกใหม่ ดูแล้วอ้าปากค้าง ตื่นเต้น เราเรียกมันว่า high-concept มักใช้กับหนัง ในวงการโฆษณาและวงการเขียน เรานิยมใช้คำว่า big idea มากกว่า แต่ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน ใช้แทนกันได้ หมายถึงความคิดใหม่สด แปลก หลุดโลก (“คิดได้ไง!”) จดจำง่าย จำได้นาน อยู่ข้ามกาลเวลา บางครั้งเป็นไอเดียที่สร้างความเปลี่ยนแปลง อาจถึงขั้นที่ส่งผลกระทบต่อสายธารงานศิลปะ
high-concept ไม่เกี่ยวกับความยาก อาจเป็นไอเดียง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่แปลก ฉีกแนว บ่อยครั้งมาจากวิธีคิดแบบ “what if?”
ตัวอย่างของงาน high-concept เช่น การโคลนไดโนเสาร์ขึ้นมามีชีวิตใหม่ใน Jurassic Park, ความสามารถควบคุมความฝันของคนอื่นได้ใน Inception, โรงเรียนพ่อมดใน Harry Potter, การใช้ชีวิตวันหนึ่งซ้ำกันเรื่อย ๆ ใน Groundhog Day, โลกที่เรารู้จักเป็นเพียงภาพลวงตาใน The Matrix, โครงการตกปลากลางแผ่นดินทะเลทรายใน Salmon Fishing in the Yemen, มือปืนถูกยิงแล้วมองเห็นภาพกลับหัวใน ฝนตกขึ้นฟ้า, การต่ออวัยวะเป็นมนุษย์คนใหม่ใน Frankenstein เป็นต้น
สภาวะ high-concept ของไอเดียหนึ่งอาจถูกลดระดับเป็นแค่ concept เฉย ๆ หรือเป็นธีมก็ได้ เพราะความแปลกใหม่-สด-ฉีกแนวในยุคหนึ่งอาจไม่แปลกใหม่-สด-ฉีกแนวในอีกยุคหนึ่ง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งมักเกิดจากการใช้มาก
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแรกที่ เอช. จี. เวลส์ เขียนเรื่อง The Time Machine โดยมาจากไอเดียว่า เกิดอะไรขึ้นหากเราสามารถเดินทางข้ามเวลาด้วยยานพาหนะ? เป็นที่มาของคอนเส็ปต์การเดินทางข้ามเวลาด้วยยานเวลา มันเป็น high-concept หรือ big idea ด้วย
ทว่าเมื่อคอนเส็ปต์นี้ถูกใช้มาก ๆ หลังจากผู้คนเคยชินกับการเดินทางข้ามเวลา มีหนังสือและหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายนับไม่ถ้วน การเดินทางข้ามเวลาที่เคยเป็นกระแสหลักหรือสไตล์เฉพาะจึงลดสถานะความเป็น high-concept หรือ big idea ไปโดยปริยาย
เช่นกัน เมื่อแรกที่ แมรี เชลลี เขียนนวนิยายเรื่อง Frankenstein การต่ออวัยวะเป็นมนุษย์คนใหม่เป็น high-concept ต่อมามันก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา จนกว่าจะมีคนคิดคอนเส็ปต์ใหม่เสียบเข้าไป
โดยส่วนตัว ผมมองว่าหนังในโลกนี้มีมากมาย ทำไมต้องดูเรื่องเซมเซม ไม่มีอะไรสดใหม่
นี่คือเหตุผลที่ให้คะแนนหนังที่มีคอนเส็ปต์ดีสูงเสมอ แม้ว่าการเดินเรื่องยังมีจุดบกพร่อง หรือแม้ว่าเรื่องจะไม่สนุก
โฆษณา