Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
KOBAYASHI MARU : The Engineer's Vision
•
ติดตาม
9 มิ.ย. เวลา 15:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Ep.12 : สามก๊ก "กลยุทธธนูแสนดอก"
คุณจะสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่ และไม่มีทางผลิตทันได้ยังไง ?
หากเราจะพูดถึงคัมภีร์ที่ว่าด้วยการต่อสู้ภายใต้ "สถานการณ์ที่ถูกล็อกผลให้แพ้" หรือแบบจำลอง Kobayashi Maru ในโลกยุคโบราณ คงไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบไปกว่าสุดยอดวรรณกรรมที่ชื่อว่า "สามก๊ก"(Romance of the Three Kingdoms)
ก่อนที่เราจะก้าวเข้าไปถึงกลยุทธ์การแฮ็กระบบที่เหนือชั้นที่สุดของขงเบ้ง เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมวรรณกรรมจีนโบราณเล่มหนึ่งถึงมีอิทธิพลต่อวิธีคิดของมนุษยชาติยืนยาวมาตลอดหลายศตวรรษ
1. สามก๊กคืออะไร และถือกำเนิดขึ้นเมื่อไหร่ ?
สามก๊ก ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์แบบสารคดี แต่เป็น "วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์" ที่มีฉากหลังอยู่ในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นของจีน (ประมาณ ค.ศ. 169 ถึง ค.ศ. 280) ซึ่งเป็นยุคที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามฝ่ายหลัก ได้แก่ วุยก๊ก (วุย), จ๊กก๊ก (จ๊ก) และง่อก๊ก (ง่อ) ต่างฝ่ายต่างทำศึกสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่เพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว
อย่างไรก็ตาม ตัววรรณกรรมไม่ได้ถูกเขียนขึ้นในยุคที่เกิดสงคราม แต่มันถูกรวบรวมและประพันธ์ขึ้นใน ศตวรรษที่ 14 (ยุคราชวงศ์หมิง) หรือหลังจากเหตุการณ์จริงผ่านไปแล้วนับพันปี
2. ใครคือสถาปนิกผู้สร้างตำนาน ?
ผู้ที่ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดนี้คือยอดนักปราชญ์และนักเขียนนามว่า หลัวก้วนจง (Luo Guanzhong) ความอัจฉริยะของหลัวก้วนจง ไม่ใช่การจดบันทึกประวัติศาสตร์แบบตรงไปตรงมา แต่เขาใช้วิธีนำพงศาวดาร สารบบเหตุการณ์ นิทานพื้นบ้าน และตำนานวีรบุรุษ มาทำการ "Synthesis" (สังเคราะห์) เข้าด้วยกัน โดยใช้สูตรผสมที่กลายเป็นมาตรฐานของวรรณกรรมเรื่องนี้คือ "จริง 7 ส่วน แต่ง 3 ส่วน"
เขาเก็บโครงสร้างและผลลัพธ์ของสงครามไว้ตามหน้าประวัติศาสตร์จริง แต่เติมแต่ง "กลยุทธ์, บทสนทนา, และมิติทางอารมณ์" เข้าไปในตัวละคร ทำให้เหล่าแม่ทัพและกุนซือในอดีตกลับมามีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีความโลภ ความแค้น และความทะเยอทะยาน
3. อะไรทำให้สามก๊กกลายเป็น "ตำนาน" ในโลกวรรณกรรม ?
สาเหตุที่สามก๊กได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมคลาสสิกของจีน และถูกแปลไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยฉบับที่เป็นรากฐานสำคัญคือฉบับแปลของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มาจากเหตุผลหลัก 3 ประการ
3.1) The Ultimate Database of Human Psychology
วรรณกรรมที่บรรจุพฤติกรรมของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด มันสอนให้เราเห็นถึงธาตุแท้ของคน ทั้งความซื่อสัตย์ ความทรยศ ความฉลาดหลักแหลม และความเขลา
ผู้คนจึงมักกล่าวกันว่า "ในสามก๊ก มีคนทุกประเภทที่คุณจะต้องเจอในชีวิตจริง"
3.2) The Blueprint of Strategy
มันไม่ใช่แค่นิยายสงคราม แต่เป็น "ตำราพิชัยสงครามที่แฝงตัวในรูปของเรื่องเล่า" ผู้นำองค์กร นักการเมือง และนักธุรกิจระดับโลก ต่างใช้สามก๊กเป็นคู่มือในการบริหารจัดการคน การเจรจาต่อรอง และการใช้จุดแข็งของศัตรูให้เป็นประโยชน์
3.3)คำสาปแห่งความฉลาดล้ำลึก
ปรัชญาและกลยุทธที่ปรากฎในสามก๊กนั้นล้ำลึกมาก จนมีคำกล่าวโบราณของไทยที่ประเมินความอันตรายของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า "ใครอ่านสามก๊กสามจบ คบไม่ได้"
เพราะผู้ที่ซึมซับกลยุทธ์ในเล่มจนแตกฉาน จะมีชั้นเชิงทางความคิดที่ซับซ้อน รู้เท่าทันคน และสามารถมองเห็นช่องโหว่ในทุกระบบกติกา
4. กำหนดขอบเขต : ทำไมต้องเป็น "Red Cliff" ศึกผาแดง ?
Red Cliff สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ (2008-2009)
ต้องขออนุญาตออกตัวก่อนว่า เนื่องจากวรรณกรรมสามก๊กฉบับดั้งเดิมนั้นมีความยาวและรายละเอียดที่ซับซ้อนมาก ประกอบกับผมเองยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาตัวหนังสือฉบับเต็มอย่างเจาะลึก ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่จับต้องได้ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด
เนื้อหาและการวิเคราะห์ใน Ep.12 นี้ ผมจะขออ้างอิงจาก ภาพยนตร์ "Red Cliff" (ศึกผาแดง) ผลงานระดับ Masterpiece ของผู้กำกับ จอห์น วู ที่ออกฉายทั้งหมด 2 ภาค ในปี 2008 และ 2009 เป็นแกนหลัก
เพราะในเวอร์ชันภาพยนตร์นี้ จอห์น วู ได้ทำการย่อยสเกลสงครามที่กว้างใหญ่ ให้กลายเป็นการชิงไหวชิงพริบภายใต้ข้อจำกัดทางเวลา ทรัพยากร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเอื้อต่อการนำมาอธิบายในแนวทางของวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และเมื่อพูดถึงการมองเห็น "ช่องโหว่" ของกติกา ไม่มีฉากใดในศึกผาแดง ที่จะโชว์ให้เห็นถึงการพลิกกระดานสถานการณ์ที่ไม่มีวันชนะ ได้งดงามและเฉียบคมไปกว่าเหตุการณ์ที่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง ในค่ำคืนที่หมอกลงจัด
5. ปฐมบทศึกผาแดง
ย้อนกลับไปในยุคที่แผ่นดินจีนกำลังลุกเป็นไฟ "วุยก๊ก" ภายใต้การนำของมหาอุปราช โจโฉ ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือฮ่องเต้ ได้กรีธาทัพเรือและทัพบกนับแสนนาย (ในภาพยนตร์ระบุไว้ถึง 800,000 นาย) ล่องลงใต้หมายจะบดขยี้ก๊กเล็กก๊กน้อยให้ราบเป็นหน้ากลอง เพื่อรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียว
เมื่อเผชิญหน้ากับมหันตภัยระดับล้างบาง "จ๊กก๊ก" ของเล่าปี่ (ที่กำลังระหกระเหินหนีตาย) จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งกุนซือเอกอย่าง ขงเบ้ง ไปเจรจาขอจับมือเป็นพันธมิตรกับ "ง่อก๊ก" ของซุนกวน ซึ่งมีแม่ทัพใหญ่นามว่า จิวยี่ เป็นผู้คุมกำลังหลัก
เกิดเป็น "กองกำลังพันธมิตร ซุน-เล่า" ที่ต้องผนึกกำลังกันต้านทานกองทัพทมิฬของโจโฉ โดยมีจุดยุทธศาสตร์ตัดสินชะตาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง บริเวณที่เรียกว่า "ผาแดง" (Red Cliff)
6. วิเคราะห์สมการข้อจำกัด (System Constraints)
หากมองสมรภูมินี้ผ่านเลนส์ของวิศวกร กองกำลังพันธมิตร ซุน-เล่า กำลังเผชิญหน้ากับข้อจำกัดที่เรียกได้ว่าเสียเปรียบแทบทุกประตู
6.1) กำลังพล (Manpower)
พันธมิตรมีกองกำลังรวมกันราว 50,000 นาย ต้องรับมือกับทัพโจโฉที่ใหญ่กว่าถึง 10 เท่า (ในภาพยนตร์ระบุไว้ว่ากำลังพลถึง 8 แสนนาย)
6.2) ภูมิประเทศ (Terrain)
แม้ว่ากองทัพของโจโฉเป็นทหารม้าและทหารบกจากแดนเหนือที่ไม่สันทัดการรบทางน้ำก็จริง แต่โจโฉแก้สมการนี้ด้วยการนำเรือมาร้อยโซ่ติดกันเป็นแพขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาทหารเมาคลื่น ทำให้ค่ายกลเรือของโจโฉกลายเป็นป้อมปราการลอยน้ำที่ยากจะเจาะเข้าไป
6.3) ภูมิอากาศ (Weather)
กระแสลมในฤดูหนาวพัดจากเหนือลงใต้ซึ่งเข้าทางทัพเรือโจโฉซึ่งเดินทัพมาจากทางเหนือ เพราะหากพันธมิตร ซุน-เล่า คิดจะใช้การโจมตีด้วยไฟ (ซึ่งเป็นวิธียอดฮิตในการทำลายเรือในยุคนั้น) กระแสลมจะพัดไฟกลับมาเผาเรือของพันธมิตรเอง
6.4) ทรัพยากร (Resources) - จุดคอขวดที่เลวร้ายที่สุด
แม้ทหารรบทางน้ำของง่อก๊กจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ข้อจำกัดชี้ตายทางทรัพยากรของกองทัพคือ "ธนูร่อยหรอ" พวกเขามีลูกธนูไม่พอที่จะตั้งรับการบุกทะลวงของทัพโจโฉได้เลย
7. บททดสอบที่ไม่มีทางชนะ : แผนลอบสังหารด้วยกติกา
ในขณะที่วิกฤตกำลังถาโถม จิวยี่ (แม่ทัพง่อก๊ก) ซึ่งมองเห็นความฉลาดปราดเปรื่องของขงเบ้ง กลับเกิดความรู้สึกหวาดระแวง แม้วันนี้จะเป็นมิตร แต่ในอนาคตชายผู้นี้คือภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดของง่อก๊ก จิวยี่จึงต้องการกำจัดขงเบ้งทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้
แต่จะฆ่าดื้อๆ ก็ไม่ได้เพราะจะเสียพันธมิตร จิวยี่จึงสร้างสถานการณ์จำลองแบบ Kobayashi Maru (สถานการณ์ที่ไม่มีวันชนะ) ขึ้นมา เพื่อใช้ "กฎอัยการศึก" เป็นเครื่องมือลอบสังหารอย่างชอบธรรม
จิวยี่เรียกขงเบ้งมาประชุมพร้อมท้าทายด้วยโจทย์ที่เป็นไปไม่ได้
"ข้าต้องการลูกธนู 100,000 ดอก ภายในเวลา 10 วัน ท่านขงเบ้งพอจะสร้างให้กองทัพเราได้หรือไม่?"
นี่คือโจทย์ที่ถูกคำนวณมาแล้วว่า "ต้องล้มเหลว" เพราะในค่ายทหารมีช่างทำธนูจำกัด วัสดุอย่างไม้และขนหางนกก็ขาดแคลน ต่อให้ช่างทำงานไม่หลับไม่นอน 10 วัน ก็ไม่มีทางเนรมิตธนูแสนดอกขึ้นมาได้
จิวยี่ล็อกกติกาไว้หมดแล้ว หากขงเบ้งปฏิเสธ ก็จะถูกตราหน้าว่าไม่ให้ความร่วมมือและปอดแหก แต่หากรับปากแล้วทำไม่ได้ตามกำหนด ก็จะต้องโทษประหารชีวิตฐานขัดขืนคำสั่งทางทหาร
ชะตากรรมของขงเบ้งถูกบีบให้ติดกำแพง แต่สิ่งที่ทำให้บรรดาขุนพลและจิวยี่ต้องตกตะลึงจนตาค้าง กลับไม่ใช่การอ้อนวอนขอชีวิตของขงเบ้ง แต่คือการที่ขงเบ้งสะบัดพัดขนนกเบาๆ และตอบกลับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นว่า
"สิบวันนานเกินไป การศึกรอไม่ได้...
ข้าขอเวลาแค่ 3 วัน หากไม่ได้ธนูแสนดอก ข้าพร้อมรับโทษประหาร"
นี่คือวินาทีที่ขงเบ้งรับคำท้าในเกมที่ถูกล็อกผลแพ้ แถมพี่แกยังบลัฟกลับด้วยการ "เพิ่มข้อจำกัด" (ร่นเวลาจาก 10 วันเหลือ 3 วัน) เพื่อปั่นประสาทคู่แข่งอย่างจิวยี่ให้สับสนอย่างสมบูรณ์แบบ
8. Kobayashi Maru Situation
แนวทางที่ 1: ยอมจำนนต่อระบบ
หากขงเบ้งเลือกที่จะเดินตามเกมที่ระบบกำหนดไว้ คือการฝืนผลิตธนูแสนดอกให้ทันในเวลา 3 วัน (หรือต่อให้เป็น 10 วันตามกำหนดเดิมก็ตาม) เขาจะติดกับดัก "คอขวดของห่วงโซ่อุปทาน" (Supply Chain Bottleneck) ทันที
- ข้อจำกัดด้านกำลังคน
ช่างฝีมือในค่ายทหารมีจำนวนจำกัดและกำลังเหนื่อยล้าสะสมจากสงคราม
- ข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ
ไม้, ครั่ง, ขนนก และเหล็กแหลมสำหรับทำหัวธนู ไม่ได้มีสต็อกพร้อมใช้ในกองทัพ การตั้งหน้าตั้งตาตะบี้ตะบัน "ผลิตใหม่จากศูนย์" (Manufacturing from Scratch)
ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด คือการเดินหน้าเข้าสู่ความล้มเหลวที่ถูกล็อกผลไว้แล้วตั้งแต่วันแรก
แนวทางที่ 2 : เปลี่ยนกฎของเกม
ในเมื่อระบบเดิมไม่มีทรัพยากรให้ ขงเบ้งจึงทำสิ่งที่เหนือชั้นกว่านั้นด้วยการเปลี่ยน "คำถามหลัก" (Paradigm Shift) แทนที่จะถามว่า "เราจะผลิตธนู 100,000 ดอกขึ้นมาได้อย่างไร?" (ซึ่งเป็นการตะบี้ตะบันผลิตด้วยนะ)
ขงเบ้งกลับถอยออกมามองมุมกว้างแล้วตั้งคำถามใหม่ว่า
"ในรัศมีร้อยลี้ ใครมีคลังสต็อกลูกธนูจำนวนแสนดอกพร้อมใช้งานมากที่สุด?"
คำตอบนั้นง่ายมาก "โจโฉ" ไงล่ะ
โจโฉมีกองทัพหนุนหลังนับแสน มีคลังแสงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแผ่นดิน
9. "หนังสติ๊กอวกาศ" แห่งแม่น้ำแยงซีเกียง
นี่คือกลยุทธการขอยืมทรัพยากรที่ทรงพลัง ที่ไปละม้ายคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ "Gravity Assist" หรือการใช้หนังสติ๊กอวกาศใน Ep.6 อย่างน่าอัศจรรย์
แทนที่ยานอวกาศจะขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงอันน้อยนิดของตัวเอง มันกลับวิ่งเข้าหาดาวเคราะห์ดวงใหญ่เพื่อ "ขอยืม" แรงโน้มถ่วงมหาศาลมาเป็นแรงเหวี่ยงฟรี
ขงเบ้งก็เช่นกัน แทนที่เขาจะตะบี้ตะบันผลิตธนูแสนดอกให้ได้ใน10วัน (ซึ่งเป็นไปไม่ได้100%) เขากำลังจะวิ่งเข้าหากองทัพที่ทรงพลังของศัตรู เพื่อ "ขอยืม" ทรัพยากรมาใช้พลิกกระดานสงคราม
ใคระจะไปคาดคิดล่ะว่า การคำนวณวงโคจรของยานอวกาศเพื่อการสำรวจระบบสุริยะ กับ การรบทางเรือในแม่น้ำยุคโบราณ จะใช้กลยุทธ์ที่เอามาวางทาบกันได้พอดีเป๊ะขนาดนี้
ยาน Voyager
มีข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง ⮕ วิ่งเข้าหาดาวพฤหัสบดี ⮕ ขอยืมพลังงานจลน์ฟรีมาเหวี่ยงตัวเอง
ขงเบ้ง
มีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบธนู ⮕ วิ่งเข้าหากองทัพโจโฉ ⮕ ขอยืมทรัพยากรฟรีมาเหวี่ยงหมากในกระดานสงคราม
เมื่อเปลี่ยนวิธีคิด จากผู้ผลิต (Manufacturer) กลายเป็นผู้เก็บเกี่ยว (Harvester) ขงเบ้งจึงเริ่มทำ วิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) เพื่อแฮ็กพฤติกรรมของศัตรู โดยใช้ตัวแปรสำคัญ 3 ประการในระบบมาคำนวณ
9.1) สภาพภูมิอากาศ (The Invisible Shield)
ขงเบ้งเชี่ยวชาญตำราดาราศาสตร์ เขาคำนวณล่วงหน้าแล้วว่าในค่ำคืนที่ 3 หมอกหนาทึบจะแผ่ปกคลุมทั่วแม่น้ำแยงซีเกียงจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง หมอกนี้คือ "ม่านพรางตัว" ชั้นดี
9.2) จิตวิทยาของผู้นำ (The Bug in Command)
โจโฉเป็นคนฉลาดแต่ขี้ระแวงอย่างยิ่ง ในสภาพที่หมอกลงจัดและมองไม่เห็นเรือศัตรู โจโฉจะไม่มีวันส่งทหารเรือออกไปรบสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด และวิธีตั้งรับที่ปลอดภัยที่สุดของคนขี้ระแวงคือ "การสั่งระดมยิงธนูสกัดไว้ก่อน"
9.3) เครื่องมือดักจับทรัพยากร (The Catching Mechanism)
ขงเบ้งไม่ได้ขอเรือรบหุ้มเกราะหรือทรัพยากรอะไรมากมายจากง่อก๊ก แต่ขอเพียง "เรือเร็ว 20 ลำ" พร้อมเอา "ฟางแห้ง" มามัดเป็นหุ่นคนล้อมรอบเรือไว้หนาๆ
เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างพร้อม ในค่ำคืนที่หมอกลงจัด ณ แม่น้ำแยงซีเกียง ที่หน้าประวัติศาสตร์ต้องจารึก การถือกำเนิดของ "ระบบขนส่งทรัพยากรฟรี" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกวรรณกรรมก็เริ่มทำงาน
10. ความสมดุลของเรือฟาง : จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity)
เมื่อเรือฟางของขงเบ้งไปจอดตีกลองร้องเชียร์หน้าค่ายโจโฉ ทหารของโจโฉก็กระหน่ำยิงธนูเข้าใส่จนหมอกแทบระเหย ลูกธนูจำนวนมหาศาลพุ่งเข้าปักฟางแห้งรอบเรืออย่างบ้าคลั่ง
ถ้าเป็นคนทั่วไป ก็คงแค่สะใจที่ได้ธนูแล้วรีบกลับ แต่ในเลนส์ของวิศวกร นี่คือ "น้ำหนัก" (Load) มหาศาลที่กำลังกดลงบนด้านเดียวของเรือ น้ำหนักของลูกธนูนับหมื่นนับแสนดอกที่ปักอยู่บนฝั่งเดียวของเรือ กำลังทำให้ Center of Gravity (CG) หรือจุดศูนย์ถ่วงของเรือเสียสมดุล เรือกำลังเอียงและล่มลงแม่น้ำแยงซีเกียงเพราะโมเมนต์แรงบิดที่เกิดขึ้นข้างเดียว
แต่ทว่าขงเบ้งได้คำนวณสมดุลนี้ไว้แล้ว พอประเมินว่าฝั่งแรกรับน้ำหนักจนใกล้จุดวิกฤติ ขงเบ้งจึงสั่งให้ "กลับลำเรือเอาอีกข้างเข้ารับธนู" เพื่อบาลานซ์น้ำหนักให้อยู่ตรงกลางคอยค้ำพยุงเสถียรภาพของเรือ (Stability) เอาไว้ ให้สมมาตรกันพอดีทั้งสองฝั่ง จนกระทั่งเรือรับโหลดได้ครบ 100,000 ดอกโดยไม่ล่ม
นี่คือการใช้ "ศัตรู" ช่วยออกแบบสมดุลน้ำหนักให้เราเสร็จสรรพ และแล่นเรือกลับค่ายง่อก๊กพร้อมทรัพยากรเต็มลำเรือตามสัญญาที่ให้ไว้ เอากลับไปยัดใส่หน้าจิวยี่จนต้องยืนอึ้งกับผลลัพธ์ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
11. Kobayashi Maru Summary : ถอยหนึ่งก้าวเพื่อเปลี่ยนกระดานที่ถูกล็อกผลแพ้
มหากาพย์การเดินทางตลอด 12 ตอนของซีรีส์นี้ เดินทางมาถึงบทสรุปที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด ผ่านเรื่องราวของศึกผาแดงและยานอวกาศ Voyager
11.1) การดื้อดึงในกติกาเดิมคือความเขลา
ในบางสถานการณ์ การตะบี้ตะบันฝืนทำสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปไม่ได้แน่ๆ ไม่ต่างอะไรจากความเขลา ในทำนองเดียวกัน เมื่อกติกาเดิมถูกล็อกผลมาแล้วว่าคุณต้องแพ้แน่ๆ แล้วคุณยังดื้อหัวชนฝาที่จะลงไปสู้ในกติกาเดิม มันก็ยิ่งเป็นการเดินเข้าทางคนที่คุมระบบและล็อกผลให้คุณแพ้มาตั้งแต่แรก
11.2) ถอยออกมา(เยอะๆ)แล้วมองภาพกว้างของระบบ (System Zoom-Out)
หนทางรอดที่แท้จริงไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาจำยอมเล่นตามเกม แต่คือการถอยออกมามองภาพกว้างของระบบที่แท้จริง ดังเช่นขงเบ้งที่ถอยออกมามองมุมกว้างนอกกองทัพตัวเอง แทนที่จะตะบี้ตะบัน "ผลิต" ธนูแสนดอกขึ้นมาใหม่ และเช่นเดียวกันกับวิศวกรยานอวกาศที่ถอยออกมามองมุมกว้างในระบบสุริยะ แทนที่จะตะบี้ตะบัน "แบก" เชื้อเพลิงมหาศาลออกมาจากโลก
11.3) การเปลี่ยนมุมมองของกติกา ไม่ใช่การโกง
นี่ไม่ใช่การโกงกติกา (Cheat Code) แต่เป็นศักยภาพในการมองระบบจากมุมที่กว้างขึ้น แบบกว้างกว่าเดิมมากๆ กว้างกว่าแค่มองทรัพยากรในกองทัพตัวเอง หรือมองแค่ทรัพยากรในโลกที่เรายืนอยู่ เพื่อดึงเอาทรัพยากรหรือพลังงานที่ระบบมีอยู่แล้วมาใช้เหวี่ยงตัวเองไปข้างหน้า
เมื่อระบบปิดล็อกหนทางชนะ จงเลิกทำตัวเป็นผู้ผลิตที่ติดอยู่ในคอขวดอันมืดมน แต่จงทำตัวเป็นผู้สังเคราะห์ข้อมูล ที่ถอยออกมาวิเคราะห์ระบบในมุมกว้าง และมองหาทรัพยากรหรือตัวแปรจากภายนอกมาแฮ็กกติกาของเกม
อภิธานศัพท์ Ep.12 | Kobayashi Maru Glossary
1. การผลิตใหม่จากศูนย์ (Manufacturing from Scratch)
- คือกระบวนการสร้าง ผลิต หรือจัดหาทรัพยากรขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุด โดยพึ่งพาวัตถุดิบ แรงงาน และกำลังการผลิตภายในระบบของตัวเองเป็นหลัก
- กับดักที่จิวยี่ตั้งใจใช้ล่อขงเบ้งคือการบีบให้ขงเบ้งต้อง "ผลิตธนูจากศูนย์" ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาและวัตถุดิบที่ขาดแคลน
ในโลกการทำงานจริงก็เช่นกัน การฝืนผลิตทุกอย่างเองจากศูนย์ในภาวะวิกฤตมักนำไปสู่ความล้มเหลว
การเปลี่ยนกลยุทธ์ไปใช้วิธี Harvesting (การเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในระบบ) หรือการยืมมือคู่แข่ง จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและทรงประสิทธิภาพมากกว่า
2. Center of Gravity (CG) หรือจุดศูนย์ถ่วง
- เปรียบเสมือนจุดศูนย์รวมน้ำหนักของวัตถุทั้งชิ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดเสถียรภาพ (Stability) และความสมดุลของโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น หากแนวแรงของน้ำหนักที่มากระทำไม่อยู่ในแนวเดียวกับจุด CG จะเกิดโมเมนต์แรงบิดที่ทำให้เรือลำเล็กเสียสมดุลและพลิกคว่ำได้
- ในภาพยนตร์ Red Cliff ของจอห์น วู การที่ลูกธนูนับหมื่นนับแสนดอกพุ่งมาปักฟางแห้งรอบเรือเพียงข้างเดียว ทำให้จุด CG ของเรือเสียสมดุลและเสี่ยงต่อการล่ม ขงเบ้งจึงใช้หลักกลศาสตร์สั่ง "กลับลำเรือ" เพื่อรับธนูอีกฝั่ง เป็นการกระจายน้ำหนัก (Load Distribution) ให้สมมาตรเพื่อรักษาเสถียรภาพของเรือไว้จนภารกิจสำเร็จ ไม่ต่างจากวิศวกรออกแบบที่ต้องคำนวณโหลดอย่างรอบคอบก่อนส่งมอบงานจริง
ความรู้รอบตัว
แนวคิด
สามก๊ก
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย