Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
11 มิ.ย. เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
แกะเบื้องหลัง Inverse ETF ทำงานอย่างไร ถึงช่วยปกป้องพอร์ตให้เราได้ ในวันที่ Nasdaq แดงเถือก
สำหรับนักลงทุนที่ไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลายคนน่าจะรู้จัก Put Option ซึ่งเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงเมื่อหุ้นปรับตัวลงกันมาบ้างแล้ว
แต่การซื้อ Put Option ก็ดูเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน เพราะนอกจากเราจะต้องเลือกราคาใช้สิทธิ์ ที่มีให้เลือกมากมายแล้ว เรายังต้องเลือกด้วยว่าเราจะซื้อ Option ที่หมดอายุวันไหนบ้าง
แถมถ้าเราเผลอไปซื้อ Option ในช่วงที่ตลาดผันผวน แม้เราจะทำนายถูกว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลง
แต่ราคา Option ที่เราซื้อมาแพงในช่วงที่ตลาดผันผวน อาจจะไม่ได้สร้างกำไรให้เราในสัดส่วนที่พอ ๆ กับที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงก็ได้
ปัญหาเหล่านี้เอง ที่ทำให้ Put Option อาจจะไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่นัก
ซึ่งทางเลือกที่อาจจะใช้งานง่ายกว่า ในการป้องกันความเสี่ยง ในเวลาที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง ก็คงจะเป็น Inverse ETF อย่างเช่น PSQ ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนสวนทางกับดัชนี Nasdaq
แต่ Inverse ETF ก็มีความเสี่ยงบางอย่าง ที่นักลงทุนควรรู้เอาไว้ก่อนลงทุนเช่นกัน
แล้วถ้าอยากรู้ว่า Inverse ETF อย่าง PSQ มีหลักการทำงานอย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
PSQ มีชื่อเต็มว่า ProShares Short QQQ เป็นกองทุน ETF ที่มีนโยบายการลงทุน ที่จะสร้างผลตอบแทนตรงกันข้ามกับดัชนี Nasdaq-100 แบบวันต่อวัน หรือที่เรียกว่า Inverse ETF
เช่น สมมติว่า หากวันนี้ดัชนี Nasdaq-100 ร่วงลงไป 2% PSQ ก็จะต้องทำผลตอบแทนให้ได้ 2%
โดยกองทุนนี้จะใช้ตราสารอนุพันธ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนในทิศทางตรงกันข้ามกับดัชนี Nasdaq-100 เช่น สัญญา Futures และสัญญา Swap
นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักสัญญา Futures อยู่แล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าสัญญา Swap ทำงานอย่างไร
สัญญา Swap ก็คือสัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้
ตัวอย่างก็เช่น Interest Rate Swap ซึ่งเป็นสัญญาแลกเปลี่ยนการจ่ายดอกเบี้ย โดยฝ่ายหนึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้กับอีกฝ่าย ส่วนอีกฝ่ายก็จะจ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัวให้
นอกจากนี้ก็ยังมีสัญญาแบบ Currency Swap ที่เป็นการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดระหว่าง 2 สกุลเงินอีกด้วย
สาเหตุที่ต้องทำสัญญา Swap ก็เนื่องมาจากว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องการโอนความเสี่ยงออกจากกัน
อย่างเช่น ถ้าเราเป็นบริษัทส่งออก ที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่มีต้นทุนเป็นเงินบาท เราก็กลัวว่าเมื่อค่าเงินบาทแข็ง รายได้เราจะลดลง
ขณะที่บริษัทหนึ่งเป็นบริษัทนำเข้า มีรายได้เป็นเงินบาท แต่มีต้นทุนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ กลัวว่าเมื่อค่าเงินบาทอ่อน จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
ทั้ง 2 บริษัท จึงตกลงทำสัญญา Currency Swap กัน คือบริษัทส่งออกจ่ายเงินดอลลาร์สหรัฐให้บริษัทนำเข้า เพื่อเปลี่ยนรายได้ของตัวเองให้เป็นเงินบาท
ส่วนบริษัทนำเข้าก็จะจ่ายเป็นเงินบาท เพื่อเปลี่ยนรายได้ของตัวเองให้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ
ทำให้ทั้ง 2 บริษัทมีรายได้ และต้นทุนเป็นเงินสกุลเดียวกัน และปิดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนได้สำเร็จ
โดยอัตราแลกเปลี่ยนในสัญญา Swap มักจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ทั้ง 2 บริษัทตกลงกันไว้แล้ว ทำให้ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนไปได้
ซึ่งสัญญา Swap เป็นตราสารอนุพันธ์ที่ไม่ได้มีการซื้อขายอยู่ในตลาดการเงินแบบสัญญา Futures แต่คือสัญญาที่ทำขึ้นตามเงื่อนไขที่ทั้ง 2 ฝ่ายทำร่วมกัน เรียกว่า Over the Counter หรือ OTC
โดยคู่สัญญาที่ทำสัญญา Swap กันส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นบริษัทกับสถาบันการเงิน
อย่างในกรณีของ PSQ ก็มีการทำสัญญา Swap ที่เรียกว่า Total Return Swap กับสถาบันการเงินชื่อดังมากมาย เช่น J.P. Morgan, Morgan Stanley, Goldman Sachs และ Bank of America เป็นต้น
การทำสัญญา Swap กับสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ ก็จะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า คู่สัญญาของกองทุน PSQ จะจ่ายกระแสเงินสดให้กับกองทุนได้ โดยมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระน้อย
ซึ่ง PSQ ก็จะมีการทำสัญญา Swap แบบแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดอ้างอิงตามอัตราผลตอบแทนของดัชนี Nasdaq-100
เช่น หากดัชนี Nasdaq-100 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ทางกองทุนก็จะจ่ายกระแสเงินสดให้กับคู่สัญญา 2% ของมูลค่าสัญญา บวกกับค่าธรรมเนียมการทำสัญญานิดหน่อย
แต่หากดัชนี Nasdaq-100 ปรับตัวลดลงมา 2% ทางคู่สัญญาก็จะต้องจ่ายกระแสเงินสดให้กับกองทุนเป็นจำนวนที่เท่ากัน
จุดที่นักลงทุนต้องระวังก็คือ กองทุนประเภท Reverse ETF อย่าง PSQ มักจะมีนโยบายการ Rebalance สถานะการลงทุนแบบรายวัน
คือกองทุนจะมีการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ให้สอดคล้องกับ AUM ณ สิ้นวันนั้น ๆ ของกองทุน
เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกองทุนที่จะสร้างผลตอบแทนในทางตรงกันข้ามกับสินทรัพย์อ้างอิงแบบวันต่อวัน
ดังนั้นในระยะยาว เช่นในช่วง 1 ปี หากดัชนี Nasdaq-100 ปรับตัวลดลง 10% หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 10%
ก็ไม่ได้หมายความว่าใน 1 ปี กองทุน PSQ จะต้องมีกำไร หรือขาดทุนเท่ากับ 10% เสมอไป
ทำให้กองทุน ETF ประเภทนี้ไม่เหมาะกับการถือยาว แต่จะเหมาะกับการถือเพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะสั้นมากกว่า
ซึ่งถ้าเราลองไปดูรายงานประจำรอบครึ่งปีของกองทุน PSQ ดู จะพบว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 พ.ย. 2568 ทางกองทุนถือสัญญา Nasdaq-100 Index Short Swaps มากถึง 93%
ส่วนที่เหลืออีก 7% คือ Nasdaq-100 Index E-mini Index Futures
และนี่ก็คือหลักการทำงานของ Inverse ETF อย่าง PSQ ซึ่งเห็นได้ว่าผลตอบแทนของ Inverse ETF จะมีความตรงไปตรงมา มากกว่าราคา Option ที่มักจะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคา
อย่างไรก็ตาม Inverse ETF ก็มีความเสี่ยงเรื่องของระยะเวลาการถือครอง อย่างที่เราได้กล่าวไป
ซึ่งถ้าหากเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำงาน และความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์ทางการเงิน เราก็จะสามารถเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างเหมาะสมต่อไป..
#WealthPreservation
#กองทุน
#ETF
References
-
https://www.proshares.com/our-etfs/leveraged-and-inverse/psq
-
https://leverageshares.com/us/insights/leveraged-etfs-explained-how-they-work-risks-and-benefits/
-
https://www.tavakolistructuredfinance.com/trs/
-
https://www.investopedia.com/terms/i/inverse-etf.asp
-
https://dime.co.th/th/articles/how-leverage-inverse-etf-work
หุ้น
การลงทุน
4 บันทึก
9
1
4
9
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย