12 มิ.ย. เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานทรัพยากรบุคคล: ความวุ่นวายตอนติดตั้ง คืออำนาจต่อรองระยะยาว

หน้าจอ Bloomberg กระทบผนังกระจกของห้องประชุมชั้นบนสุดกำลังแสดงให้เห็นว่า ตลาดเริ่มเหนื่อยกับคำว่าปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนโลก มากกว่าจะตื่นเต้นกับมันเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน หุ้นซอฟต์แวร์ขนาดเล็กหลายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกปล่อยทิ้งเงียบ ๆ ปริมาณการซื้อขายบางลง ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายกว้างขึ้น และกองทุนรวมที่เน้นการเติบโตในภูมิภาคหลายแห่งเริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าหุ้นซอฟต์แวร์บริการที่สร้างผลตอบแทนทบต้นแห่งอาเซียน
Charles เลื่อนดูตารางแสดงสภาพคล่องบนแท็บเล็ตก่อนหยุดตรงบริษัทหนึ่ง ไม่ใช่เพราะราคาพุ่ง แต่เพราะมันไม่ยอมตาย ทั้งที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหายไปมากจากช่วงที่ตลาดเคยเชื่อว่าภูมิภาคนี้จะกลายเป็นพื้นที่ใหม่ของระบบคลาวด์ในโลกเกิดใหม่
“กองทุนใหญ่ยังทยอยออก” Brian พูดพลางซูมดูรายการซื้อขายบิ๊กล็อตรายวัน “แต่ราคาต่ำสุดเดิมไม่หลุด”
Joseph มองกราฟอยู่พักหนึ่งก่อนถามเบา ๆ “หรือคนที่อยากขาย ขายไปเกือบหมดแล้ว”
ไม่มีใครตอบทันที ในตลาดทุน ความเงียบมักเป็นคำตอบรูปแบบหนึ่งเสมอ
บริษัทที่พวกเขากำลังสนใจ ไม่ได้ขายซอฟต์แวร์แบบที่นักลงทุนสายเติบโตชอบเล่าในงานนำเสนอผลประกอบการ ไม่มีผลกระทบเครือข่ายแบบแพลตฟอร์ม ไม่มีอัตรากำไรขั้นต้นแบบคลาวด์แท้ และไม่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่
แต่สิ่งที่บริษัทขายจริง ๆ คือความเสี่ยงที่องค์กรไม่กล้าแบกรับเอง โดยเฉพาะคืนก่อนวันตัดยอดจ่ายเงินเดือน คืนที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินไม่มีสิทธิ์จ่ายเงินเดือนผิด คืนที่ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทข้ามชาติไม่กล้าให้การยื่นภาษีผิดพลาดแม้แต่หลักเดียว คืนที่บริษัทที่มีพนักงานหลายหมื่นคนยอมใช้หน้าจอประสานงานเก่า ๆ ต่ออีกหลายปี เพียงเพราะไม่มีใครกล้าเปลี่ยนระบบบริหารจัดการเงินเดือนก่อนปิดงบภาษีสิ้นปี
Isaac เคยพูดไว้ว่า ในธุรกิจบางประเภท ลูกค้าไม่ได้อยู่เพราะรัก แต่อยู่เพราะต้นทุนของความผิดพลาดมันแพงเกินจะเสี่ยง และโครงสร้างพื้นฐานระบบเงินเดือนคือหนึ่งในนั้น
“ปัญหาคือ ตลาดเริ่มคิดว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ซอฟต์แวร์พวกนี้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์” Derek เอนตัวพิงเก้าอี้ “ถ้าปัญญาประดิษฐ์สร้างกระบวนการทำงานของทรัพยากรบุคคลได้เร็วขึ้น ปราการคูเมืองทางธุรกิจจะเหลืออะไร”
Elena ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเปิดอีกหน้าของรายงาน “นั่นคือมุมมองของคนที่ไม่เคยคุมระบบเงินเดือนจริง ปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างแชตบอตได้ใน 3 นาที
แต่ไม่มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินคนไหนยอมเสี่ยงเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี เพื่อประหยัดค่าบริการสมาชิกไม่กี่เปอร์เซ็นต์”
Charles มองอัตราการรักษาลูกค้าที่แทบไม่ขยับมา 3 ปี ตัวเลขไม่ได้สวยแบบเติบโตทะยาน แต่มันสะท้อนบางอย่างที่ตลาดระยะสั้นเริ่มมองไม่เห็น ความเหนียวแน่นของกระบวนการทำงาน และความเหนื่อยขององค์กรในการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการหลัก แต่เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะอัตราการรักษาลูกค้าสูง ไม่ได้แปลว่าโครงสร้างรายได้ดีเสมอไป
Elena เลื่อนต่อไปยังอีกตารางหนึ่ง ลูกค้าเก่าอยู่ต่อจริง แต่ยอดใช้จ่ายต่อบัญชีกลับเพิ่มช้ากว่าที่ตลาดเคยหวัง
“นี่อาจไม่ใช่โมเดลการขยายฐานรายได้จากลูกค้าเดิมแบบซอฟต์แวร์บริการทั่วไป” เธอพูดช้า ๆ “ลูกค้าอาจไม่ได้รักผลิตภัณฑ์มากพอที่จะซื้อเพิ่ม แค่ไม่อยากเสี่ยงย้ายออก”
ห้องประชุมเงียบลงเล็กน้อย ทุกคนเข้าใจทันทีว่าความแตกต่างระหว่างหุ้นสร้างผลตอบแทนทบต้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด กับหุ้นสาธารณูปโภคที่ลูกค้าติดหนึบ บางครั้งอยู่ห่างกันแค่ตัวเลขขยายรายได้สุทธิไม่กี่เปอร์เซ็นต์
Charles เลื่อนต่อไปยังโครงสร้างต้นทุน และนั่นคือจุดที่เขาเริ่มไม่สบายใจ จำนวนพนักงานฝ่ายติดตั้งระบบโตเร็วกว่ารายได้ต่อเนื่อง เร็วจนการประหยัดจากขนาดจากการดำเนินงานเริ่มแย่ลง เขาซูมเข้าไปที่ตารางประสิทธิภาพของพนักงาน รายได้ 3 ปีโตต่อเนื่อง แต่จำนวนพนักงานฝ่ายติดตั้งระบบโตเร็วกว่านั้นมาก กำไรขั้นต้นต่อพนักงานแทบไม่ขยับ รายได้ต่อพนักงานไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างที่แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ควรเป็น
“นี่ไม่ใช่บริษัทซอฟต์แวร์แท้” Charles พูดช้า ๆ “มันยังมีโครงสร้างพื้นฐานแบบบริษัทที่ปรึกษาซ่อนอยู่ข้างใต้”
Brian พยักหน้า “ทุกครั้งที่ได้ลูกค้าระดับองค์กรใหญ่รายใหม่ พวกเขาต้องเพิ่มทีมเชื่อมต่อระบบ เพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎเกณฑ์ และเพิ่มพนักงานฝ่ายติดตั้งระบบในท้องถิ่น”
Joseph ขมวดคิ้ว “แปลว่ารายได้โตได้ แต่อัตรากำไรอาจไม่ขยายตาม”
“ใช่” Charles ตอบทันที “คำถามสำคัญไม่ใช่ว่ารายได้โตไหม แต่คือทุก 1 ดอลลาร์ของรายได้ใหม่ ต้องใช้คนเพิ่มเท่าไร”
ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ทุกคนรู้ว่าตลาดเคยให้มูลค่าหุ้นแบบมีส่วนต่างพรีเมียมของกลุ่มซอฟต์แวร์บริการ กับธุรกิจที่โครงสร้างรายได้จริงอาจใกล้เคียงกับธุรกิจรับจัดการระบบมากกว่าแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์
สิ่งที่อันตรายกว่านั้นอยู่ในแผนการขยายธุรกิจ หลายประเทศในอาเซียนถูกใส่ไว้ในเอกสารนำเสนอนักลงทุนราวกับเป็นจิ๊กซอว์ที่รอเสียบเข้าหากัน แต่ Isaac มองต่างออกไป
“ระบบเงินเดือนไม่เหมือนร้านฟาสต์ฟู้ดแฟรนไชส์” เขาพูดโดยไม่ละสายตาจากเอกสาร “เราไม่ได้เอาระบบจากประเทศหนึ่งไปวางอีกประเทศแล้วจบ กฎหมายแรงงานต่าง โครงสร้างภาษีต่าง พฤติกรรมพนักงานต่าง สถาปัตยกรรมการเชื่อมต่อระบบต่าง” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ต่อให้แกนหลักของซอฟต์แวร์เหมือนกัน ความเป็นจริงหน้างานของการปฏิบัติการก็แทบต้องสร้างใหม่หมดอยู่ดี”
Charles มองแผนกำหนดการขยายธุรกิจในภูมิภาคอยู่พักหนึ่ง ตลาดกำลังมองการขยายธุรกิจเป็นเรื่องของการประหยัดจากขนาด แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับคล้ายการคัดลอกความซับซ้อนหน้างานของการปฏิบัติการไปหลายประเทศพร้อมกัน ประเทศใหม่ไม่ได้เผาเงินสดเพราะผลิตภัณฑ์แย่
แต่เผาเงินเพราะทุกประเทศต้องสร้างพนักงานฝ่ายกฎเกณฑ์ในท้องถิ่นใหม่เกือบทั้งหมด และนั่นทำให้ผลตอบแทนจากเงินทุนสะสมของการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาจต่ำกว่าที่ตลาดจำลองตัวเลขไว้มาก
“แล้วปัญญาประดิษฐ์ล่ะ” Derek ถามขึ้นอีกครั้ง “สุดท้ายบริษัทเกิดใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นหลักจะกดราคาลงไหม”
ครั้งนี้ Brian เป็นคนตอบ “ปัญญาประดิษฐ์อาจไม่ทำให้ลูกค้าย้ายออกเร็วขึ้น แต่มันอาจทำให้ซอฟต์แวร์พวกนี้ปรับราคาขึ้นได้ยากขึ้น”
นั่นคือประโยคที่ทำให้ Charles เงียบไปพักใหญ่ หลายครั้งตลาดชอบคิดว่าการหยุดชะงักทางเทคโนโลยีมีแค่สองแบบ คือชนะทั้งหมด หรือแพ้ทั้งหมด แต่โลกจริงของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมักบาดเจ็บช้ากว่านั้น ลูกค้าอาจยังอยู่ อัตราการรักษาลูกค้าอาจยังสูง แต่อำนาจต่อรองด้านราคาค่อย ๆ หายไปทีละนิด และนั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ตัวคูณมูลค่าหุ้นค่อย ๆ ถูกบีบลงในระยะยาว
แต่... Brian ยังพูดไม่จบ “อย่างไรก็ตาม ปัญญาประดิษฐ์อาจเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ได้อีกแบบ” ทุกคนหันกลับมามองเขา “ถ้าปัญญาประดิษฐ์ลดการพึ่งพาพนักงานฝ่ายติดตั้งระบบได้จริง เรื่องจะเปลี่ยนทันที” เขาเลื่อนขึ้นไปที่ต้นทุนการย้ายกระบวนการทำงาน “วันนี้ทุกลูกค้ารายใหม่ ยังต้องใช้คนจำนวนมาก ทั้งจับคู่ช่องข้อมูลเงินเดือน จัดการโครงสร้างกฎเกณฑ์ท้องถิ่น ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตั้งค่าภาษี ทดสอบการย้ายระบบ และปรับแต่งการเชื่อมต่อ ทั้งหมดนี้ยังใช้กำลังคนสูงมาก”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “แต่ถ้าปัญญาประดิษฐ์ช่วยจัดการขั้นตอนเริ่มใช้งานระบบได้โดยอัตโนมัติ บริษัทอาจไม่ได้โตเร็วขึ้น แต่อัตรากำไรส่วนเพิ่มอาจดีขึ้นมาก”
Charles เงียบไปพักใหญ่ เขารู้ว่านี่คือจุดชี้ชะตาที่แท้จริง ปัญญาประดิษฐ์อาจไม่ได้เปลี่ยนฝั่งอุปสงค์ของธุรกิจนี้มากนัก แต่ถ้ามันเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนได้ กรอบการประเมินมูลค่าหุ้นทั้งระบบอาจเปลี่ยนตาม
คืนนั้น Charles กลับมาเปิดกรณีศึกษาเปรียบเทียบของบริษัทโครงสร้างพื้นฐานระบบเงินเดือนในต่างประเทศอีกครั้ง บางบริษัทกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้โตหวือหวาแต่กระแสเงินสดแข็งแรง ลูกค้าแทบไม่ย้าย และกลายเป็นชั้นระบบสาธารณูปโภคของระบบแรงงานทั้งประเทศ
แต่บางบริษัทกลับติดอยู่ในสถานะที่อันตรายกว่า ลูกค้าไม่หนี รายได้ยังโต ธุรกิจไม่พัง แต่การประหยัดจากขนาด จากการดำเนินงานไม่เคยเกิดขึ้น ทุกการเติบโตต้องใช้คนเพิ่มตาม สุดท้ายบริษัทไม่ตาย แต่ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นกลับแทบไม่ทบต้น เพราะโครงสร้างรายได้ของธุรกิจไม่เคยเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้คนช่วย ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ขยายขนาดได้จริง และนั่นคือสิ่งที่ Charles เริ่มกลัว
เดือนถัดมา ปริมาณการซื้อขายของหุ้นยังบางเหมือนเดิม กองทุนใหญ่หลายแห่งทยอยลดสัดส่วนการลงทุนหลังเกณฑ์มาตรฐานเปลี่ยน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเล็กเกินกว่าขอบเขตการลงทุนใหม่ แต่ราคากลับเริ่มหยุดลง Joseph สังเกตว่าทุกครั้งที่หุ้นอ่อน จะมีแรงซื้อตั้งรับในฝั่ง Bid เล็ก ๆ เสมอ ไม่ใหญ่พอจะเปลี่ยนแนวโน้ม แต่สม่ำเสมอ
“รายย่อยเริ่มสะสมหรือเปล่า”
Brian ส่ายหน้าเบา ๆ “อาจไม่ใช่รายย่อยด้วยซ้ำ บางทีอาจเป็นเงินที่เล็กพอจะรับสภาพคล่องแบบนี้ได้”
นี่คือความไม่สมมาตรของผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ Charles สนใจมาตลอด สถาบันขาย ไม่ได้แปลว่าสมมติฐานการลงทุนพังเสมอไป บางครั้งมันแค่ไม่สามารถถือสินทรัพย์ขนาดนี้ต่อได้อีกแล้ว และในตลาดทุน ผู้ขายที่ถูกบังคับขายมักสร้างราคาที่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพธุรกิจจริง
แต่สิ่งที่ทำให้ Charles เริ่มสนใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา มันคืออัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน หุ้นซอฟต์แวร์ที่เคยถูกตลาดให้ภาพแบบหุ้นเติบโตสร้างผลตอบแทนทบต้น กลับเริ่มให้อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนสูงผิดปกติ สูงจนตลาดเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง
Joseph มองตารางประเมินมูลค่าหุ้นก่อนถามขึ้นช้า ๆ “นี่คือโอกาส หรือแปลว่าตลาดเลิกเชื่อเรื่องการเติบโตไปแล้ว”
ไม่มีใครตอบทันที อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนสูงในธุรกิจลักษณะนี้มักแปลได้สองแบบพร้อมกัน แบบแรกคือตลาดมองโลกในแง่ร้ายเกินไป จนราคาต่ำกว่ากระแสเงินสดในสภาวะปกติ แต่แบบที่สองอันตรายกว่า คือบริษัทอาจเริ่มไม่มีโครงการลงทุนซ้ำที่ให้ผลตอบแทนสูงพออีกแล้ว
สุดท้ายจากหุ้นเติบโต จึงค่อย ๆ ถูกปรับลดระดับตัวคูณมูลค่าหุ้นไปเป็นหุ้นสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานที่จ่ายปันผลสูง เติบโตได้ อยู่ได้นาน แต่ตัวคูณมูลค่าหุ้นไม่กลับไปเหมือนเดิมอีก
Charles มองกระแสเงินสดอิสระอยู่พักใหญ่ เขาไม่ได้ถามอีกแล้วว่ารายได้จะโตไหม แต่ถามว่าทุก 1 ดอลลาร์ที่บริษัทเก็บไว้ ยังสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้สูงจริงหรือเปล่า
คืนนั้น Charles กลับมาอ่านรายงานประจำปีอีกรอบ ไม่มีเรื่องเล่าปัญญาประดิษฐ์สวยหรู ไม่มีเป้าหมายการเติบโตแบบขายฝัน ไม่มีคำว่าการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี มีแต่ธุรกิจที่พยายามฝังตัวเองลึกขึ้นเรื่อย ๆ ในกระบวนการทำงานของลูกค้า เงียบ ไม่ดึงดูดสายตา ไม่เป็นกระแส แต่วันใดที่องค์กรพึ่งพาบริษัทมากขึ้น การเปลี่ยนออกก็ยิ่งยากขึ้น
ปัญหาคือ ตลาดอาจกำลังมองบริษัทนี้ผิดประเภท ฝั่งมองขึ้นมองเป็นหุ้นซอฟต์แวร์บริการที่สร้างผลตอบแทนทบต้นในภูมิภาค
แต่ความจริงบิษัทอาจใกล้เคียงกับหุ้นสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดมากกว่า เติบโตได้ เหนียวแน่นได้ อยู่ได้นาน แต่ขยายอัตรากำไรยากกว่าที่ตลาดเคยฝันถึง
Charles ปิดแท็บเล็ตลงช้า ๆ เขายังไม่แน่ใจว่าธุรกิจนี้จะกลายเป็นบริษัทสร้างผลตอบแทนทบต้นระดับภูมิภาคจริงไหม หรือสุดท้ายจะติดอยู่ในกับดักของบริษัทเติบโตที่พึ่งพาการติดตั้งระบบด้วยกำลังคน บริษัทที่รายได้โต ลูกค้าอยู่ต่อ แต่ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นไม่เคยเร่งตัวตามเรื่องเล่าได้ทัน
ครั้งนี้เขาเริ่มเห็นเงื่อนไขของการลงทุนชัดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ตอนที่ตลาดกลับมาแห่ซื้อปัญญาประดิษฐ์อีกครั้ง ไม่ใช่ตอนที่ผู้บริหารเล่าเรื่องราวระดับภูมิภาคได้สวยที่สุด แต่เป็นตอนที่บางอย่างเริ่มเปลี่ยนในโครงสร้างรายได้จริง ตอนที่รายได้ต่อพนักงานเริ่มสูงขึ้น ตอนที่การพึ่งพาพนักงานฝ่ายติดตั้งระบบเริ่มลดลง ตอนที่ลูกค้าในประเทศใหม่ๆ เริ่มมีจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น ตอนที่อัตรากำไรเริ่มขยายขนาดโดยไม่ต้องเพิ่มคนในอัตราเดิม
หรือช่วงเวลาที่แรงเทขายที่ถูกบังคับของคนอื่น กดมูลค่าหุ้นลงต่ำกว่ากระแสเงินสดในสภาวะปกติมากเกินไป
หุ้นแบบนี้ไม่ได้ชนะด้วยเรื่องเล่า แต่มักชนะตอนที่ตลาดสับสนว่ามันเป็นบริษัทซอฟต์แวร์เติบโตสูง หรือหุ้นสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานที่ตลาดเคยเข้าใจผิดมาตลอด
โอกาสลงทุนที่ดีที่สุดไม่ได้เกิดตอนธุรกิจดูสมบูรณ์ที่สุด แต่เกิดตอนตลาดยังแยกสองสิ่งนี้ไม่ออกต่างหาก...
"เนื้อหาในนิยายเป็นเหตุการณ์สมมติ ตัวละครและชื่อบริษัทถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและถ่ายทอดบทเรียนทางธุรกิจเท่านั้น มิได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่ง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ"
— เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#หุ้น
#การลงทุน
#ซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานองค์กร
#AI

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา