10 มิ.ย. เวลา 15:35 • ประวัติศาสตร์

ขนมครก ขนมที่เดินทางข้ามทะเล

ในทุกวันนี้ คงไม่มีคนไทยคนไหนแปลกใจแล้ว ว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะเคลมอะไรว่าเป็นส่วนหนึ่งของนครวัดที่ยิ่งใหญ่ และชนชาติเขมรดั้งเดิม
ขนมครก ขนมหวานหอมกะทิ แป้งขอบกรอบ ใส่หน้าหลากหลายทั้งเค็มหวาน เป็นที่รักของชาวไทยและชาวต่างชาติ
ถูกเพื่อนบ้านชาวกัมพูชากล่าวว่า มันมีที่มาจาก "นมกร๊วก" ขนมแป้งทอดที่พวกเขาจิ้มซอสกะทิน้ำปลากิน จนสร้างความแตกตื่นและเคืองใจต่อทุกฝ่าย ว่าใครกันแน่ที่เลียนแบบ
แล้วขนมครกมาจากไหนกันแน่
ก่อนจะอธิบาย เราขอสปอยล์ให้รู้เลยว่า
"ขนมครก มีที่มาที่ผสมผสานกันระหว่าง อินเดีย เวียดนาม จีน ไทย และ กัมพูชา" ไม่ใช่อาหารที่มีสัญชาติใดเพียงอย่างเดียว
และความเป็นลูกเสี้ยวหลากวัฒนธรรมนี้ ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าทางวัฒนธรรมของขนมครกด้อยลงไปเลย
---
🍯 ขนมครกเป็นอาหารคาว หรืออาหารหวาน
คาดว่า คนไทยหลายคนคงตกใจเมื่อรู้ว่าชาวกัมพูชา กินขนมครกร้อนๆ จิ้มซอสน้ำปลาพริกแห้ง พากันตะโกนว่า
"เฮ้ย ขนมครกจิ้มน้ำปลา มันจะไปอร่อยได้ยังไง?"
แล้วพากันจินตนาการถึงขนมครกหวานมัน หอมกะทิ หน้าข้าวโพด หน้าเผือก หน้ากะทิ หน้าต้นหอม ขอบกรอบๆ หวานเข้มๆ หอมนอก นุ่มใน
ต้องมาโดนจิ้มลงไปในซอสน้ำปลาหวาน พริกป่น ถั่วลิสง และน้ำกะทิข้น ดูดซึมน้ำซอสจนชุ่มโชก แล้วกินกับผักเคียง
คนไทยทั้งหลาย ก็พากันขนลุก ไม่อยากนับญาติกับขนมครกฝั่งกัมพูชา
แต่... เรื่องที่อาจจะทำให้คนไทยแปลกใจก็คือ ขนมครก แต่เดิมแล้ว มันไม่ใช่อาหารหวานเลย
ในประเทศต้นทาง ขนมครก เป็นแป้งรสจืดที่กินกับซอส เป็นอาหารรองท้องระหว่างวัน
และประเทศต้นทางนั้นก็คือ อินเดียใต้ รัฐทมิฬนาฑู ผู้ซึ่งเป็นประเทศต้นทางของปราสาทหิน และเทพฮินดูนั่นเอง
---
🇮🇳 อินเดียก็มีขนมครกเหมือนกัน
Paniyaram หรือมีอีกชื่อว่า Paddu เป็นขนมแป้งข้าวหมักและถั่ว นึ่งให้สุกในหม้อหลุมที่ถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ มีทั้งรสเค็ม จากต้นหอม ขิง เครื่องเทศ และหวานจากน้ำตาลโตนด หรือน้ำเชื่อม
Paniyaram จะถูกกินคู่กับ
- ซอส Chutney (ซอสผลไม้สไตล์อินเดีย เต็มไปด้วยเครื่องเทศและผลไม้หวานหลายชนิด)
- ซอส Sambar (ซุปถั่วข้น ใส่ผัก ถั่วเขียวและซุปน้ำมะขาม)
Paniyaram เป็นอาหารทานเล่น ที่เป็นความภาคภูมิใจของคนอินเดียใต้ และมีหลากหลายเมนูที่แยกสาขาตามภูมิภาค
เป็นอาหารที่ผู้คนทั่วอินเดียหากินได้ทั่วไป คล้ายแพนเค้กหรือมัฟฟิน ที่คนใช้แรงงานไปจนถึงคนชั้นสูง กินเพื่อรองท้อง
---
🪷 การเดินทางของหม้อหลุม Paniyaram
หม้อหลุม Paniyaram ที่เป็นเครื่องมือหลักในการทำขนมครกนั้น ทำมาจากเหล็กขึ้นรูปพิเศษ
มีการคาดการณ์ว่า Paniyaram มีการเผยแพร่ออกไปในช่วงศตวรรษที่ 18
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อินเดียร่วมเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรม และช่วยให้คนจำนวนมาก เข้าถึงหม้อโลหะสั่งทำพิเศษนี้ได้ ในราคาที่ถูกลง
หม้อหลุมนี้ เดินทางไปทั่วเส้นทางการเดินเรือของพ่อค้าชาวทมิฬ และสร้างอาหารท้องถิ่นที่ครองใจแรงงานของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น
- 🇲🇲 မုန့လငမမယား (Mon lin maya) ขนมครกกลมจิ๋วจากพม่า ทำจากแป้งข้าวเจ้า ไข่นกกระทา ถั่วชิกพี ต้นหอม เป็นของขึ้นชื่อของแคว้นมัณฑะเลย์ ชื่อของขนมนี้มีความหมายน่ารักว่า "ขนมสามีภรรยา" สื่อถึงคู่ที่ประกบกันพอดี
- 🇯🇵 たこ焼き (Takoyaki) ขนมครกญี่ปุ่นในกระทะทรงกลม ใส่แป้งสาลี ไข่ ต้นหอม ขิง และปลาหมึก ทอดและพลิกเป็นรูปทรงกลม เป็นอาหารขึ้นชื่อของ โอซาก้า และอาจได้รับอิทธิพลจาก Æbleskiver (ขนมแพนเค้กในกระทะหลุมสไตล์ดัทช์)
- 🇮🇩 Kue Piniyaram ขนมพื้นเมืองของชาวมินังกะเบา ที่อาศัยอยู่ในแถบสุมาตราตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ใช้ทานในงานมงคลสมรส ส่วนประกอบของขนมประกอบด้วยแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวโพด น้ำกะทิ ทอดในกระทะคล้ายขนมฝักบัว
- 🇮🇩 Serabi ขนมพื้นเมืองที่ชาวชวาใช้บูชาเทพเจ้าในงานเทศกาลต่างๆ ทำจากแป้งข้าวเจ้า มะพร้าวขูด น้ำตาลโตนด และ กะทิ ทอดในกระทะทรงกลมขนาดเล็ก มีฝาปิด คล้ายขนมฝักบัว
- 🇰🇭 Khmer num krok นมกร๊วกเขมร ขนมแป้งข้าวเจ้าทอดในกระทะทรงหลุม โรยด้วยต้นหอม มีรสจืด กินกับซอสน้ำปลา น้ำมะขาม ถั่วลิสง และพริกป่น และอาจเพิ่มน้ำกะทิเค็มมัน
- 🇹🇭 ขนมครก ขนมแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว น้ำปูนใส น้ำตาลโตนด หัวกะทิขนมครกของไทย เป็นของกินเล่นที่หาได้ทั่วไป นิยมโรยหน้าด้วยเผือก ข้าวโพด หรือต้นหอม มีความหวานมันของกะทิเข้มข้น และความกรอบที่ได้จากน้ำปูนใส
จึงจะเห็นได้ว่า ขนมครกที่คนไทยคุ้นเคยนั้น ไม่เพียงแต่จะมีญาติสนิทอยู่ที่อินเดีย แต่ยังเดินทางไปในหลายประเทศ คู่กับเส้นทางการค้า และการเผยแพร่ศาสนาของชาวทมิฬ
---
🇰🇭 การผสานกับอาหารท้องถิ่นเวียดนาม
นมกร๊วกของกัมพูชานั้น ไม่เพียงแต่รับวัฒนธรรมจากชาวทมิฬ แต่ยังผสานกับวัฒนธรรมอาหารของชาวเวียดนาม "บั๋นแบ๋ว" ซึ่งเห็นได้ชัดจากซอสที่พวกเขาจิ้มขนมครก และทานกับผักของพวกเขา
บั๋นแบ๋ว ไม่ใช่ขนมครก แต่เป็นขนมถ้วยสไตล์เวียดนาม ทำจากแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันสำปะหลัง นึ่งในถ้วยตะไล โรยหน้าด้วยกุ้ง หมูสับ หอมแดง ต้นหอม ผักชี พริกชี้ฟ้า ปรุงรสเค็มเล็กน้อย
เสริฟคู่กับซอสเค็มหวานเผ็ด ทำจากพริกชี้แดงโขลก กระเทียม น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู เกลือ ทานคู่กับผักสด ให้รสชาติสดชื่น
แม้จะไม่แน่ชัดว่า วัฒนธรรมการ "ทานคู่กับน้ำกะทิ" นั้น เป็นสิ่งที่กัมพูชาได้รับอิทธิพลมาจากชวาหรือฝั่งไทย
แต่การเข้ามาของ Paniyaram ได้ผสานรวมกันกับ การทานซอสรสเค็มหวานคู่ผัก ของ บั๋นแบ๋ว
และกลายเป็นอาหารที่เกิดใหม่ในวัฒนธรรมของชาวกัมพูชาที่แม้พวกเขาจะไม่รู้ที่มา มันก็เป็นอาหารที่พวกเขาภาคภูมิใจ
---
🇹🇭 การผสานกับวัฒนธรรมชาววัง-ขนมจากจีน
เมื่อขนม Paniyaram เข้าสู่อยุธยา ขนมครกแป้งหมักนี้ ได้ถูกผสานกับขนมแป้งหมักสไตล์จีน และความคลั่งไคล้กะทิของชาววังทันที และกลายเป็นของหวาน แป้งขอบกรอบ สไตล์ชาวอยุธยา
ชาวอยุธยาใส่ต้นหอมตามแบบต้นฉบับอินเดีย
ใส่เผือก ข้าวโพด งา และทำขอบกรอบตามสไตล์ขนมถังแตกของจีน
และเพิ่มความหวานมันเข้มข้น ด้วยหัวกะทิในตัวแป้ง และราดหน้าแป้งน้ำกะทิอีกชั้นหนึ่งที่เข้มมันกว่า
ทำให้ขนมครกของไทย เป็นขนมที่ผสานหลายเทคนิคการทำขนมเข้าด้วยกัน จนถูกใจทั้งชาวบ้านชาววัง
หากมองชิ้นส่วนเล็กๆของประวัติศาสตร์นี้แล้ว เราอาจจะอมยิ้มและเห็นว่า ไทยเป็นยอดฝีมือแห่งการสร้างความสำราญ โดยไม่ยึดติดในรูปแบบจริงๆ
---
🥥 วัฒนธรรมหัวกะทิ อาหารชาววังที่ไทยแท้
หลายท่านอาจจะยังไม่สะดุดใจว่า คำว่า "หัวกะทิ" ที่อยู่ในเมนูอาหารต่างๆนั้น เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย และเป็นความสิ้นเปลืองขนาดไหนในยุคสมัยก่อน
การแยกหัวกะทิ หางกะทิ และ กะทิกลาง เป็นเทคนิคที่จะต้องใช้มะพร้าวจำนวนมาก แรงงานขูดมะพร้าว และ การขนส่งมะพร้าวที่เป็นระบบ
เพื่อให้อาหารเมนูหนึ่ง คัดสรรค์ใช้ส่วนที่ดีที่สุดของมะพร้าวเพื่อเพิ่มความอร่อยมัน
ถึงแม้ว่าในวัฒนธรรมไทย จะมีการใช้กะทิในการประกอบอาหารมานานแล้ว แต่การแยกหัวกะทิ เป็นเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ ที่ได้รับการถ่ายทอดจาก ท้าวทองกีบม้า ในรูปแบบเดียวกันกับการแยกครีมนมในขนมโปรตุเกสนั่นเอง
ในสมัยอยุธยานั้น การขนส่งสินค้าไทยใช้แม่น้ำเป็นหลัก และมีตลาดน้ำมากมายทุกหัวมุมเมือง การเข้าถึงกะทิจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับคนทั่วไป ไม่จำกัดเพียงแค่ชาววัง
- โครงสร้างเมืองที่ขุดคูคลองมากมายเป็นถนนหลัก
- เครือข่ายแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา ที่เชื่อมต่อจากปากน้ำไปสู่ภาคเหนือที่ห่างไกล
- วัฒนธรรมชาววัง ในการใช้หัวกะทิในอาหารเพื่อสร้างความเข้มข้นต่างจากกะทิทั่วไป
ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ชาวไทยสามารถภูมิใจได้อย่างเต็มที่ว่า ขนมครกของไทยนั้น เป็นของคนไทยอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปุถุชนไปจนถึงชาววัง
แต่สำหรับกัมพูชา ที่มีเส้นทางการค้าที่เดินเท้าเป็นหลัก ได้ใช้วิธีการใดในการเผยแพร่สูตรอาหารน้ำกะทิให้ชาวบ้านนั้น ก็ไม่อาจทราบได้
---
💭 รากศัพท์ของ ขนมครก และ นมกร๊วก
กัมพูชาได้อ้างว่า นมกร๊วก เป็นรากศัพท์เขมรโบราณ โดย
- นม/นุม แปลว่า แป้งที่ถูกทำให้สุก (เช่นนมกร๊วก, นมบัญเจาะ)
- กร๊วก แปลว่า ครก หรือ เสียงของการเทของเหลวลงในหลุม
และยืนยันว่า นมกร๊วก เป็นอาหารนครวัดโบราณที่กินมากว่าพันปี
แต่ หาก "นม/นุม" แปลว่าแป้งที่ถูกทำให้สุกแล้ว คำนี้ควรจะเกิดขึ้นภายหลังจากชาวจีนนำวัฒนธรรมเครื่องโม่แป้งเข้ามาสู่ภูมิภาคแล้ว
ซึ่งแม้แต่ในสมัยก่อนของไทยนั้น โม่หินเป็นของที่ชุมชนและครอบครัวใหญ่จะร่วมกันใช้ ไม่ได้เป็นของที่ผู้คนจะเข้าถึงได้ หากไม่มีชุมชนที่แข็งแกร่งและเกื้อกูลกัน
กลับกันนั้น คำว่า "ขนม" ของไทย เป็นภาษาไทยแท้ ที่เรียกข้าวที่ถูกทำให้นิ่มหวาน (ข้าว+หนม)
คำว่า"ขนม"ของไทยนั้น จึงถูกใช้ครอบคลุมไปถึง ข้าวชนิดอื่นที่ช่วยให้อิ่มท้อง เช่น ข้าวฟ่าง เผือก กล้วย
และกรรมวิธีการทำขนมที่ไม่ต้องทำให้เป็นแป้ง เช่น ขนมข้าวต้มมัด ขนมข้าวหลาม เป็นต้น
กัมพูชาอ้างว่า กร๊วก หมายถึงครก ในขณะที่คำว่าครก มีภาษากัมพูชาอยู่แล้วว่า ตะบัล
หลังจากนั้น พวกเขาจึงอ้างว่า มันเป็นเสียงของการเทของเหลวลงในหลุม
จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า คำว่า "นมกร๊วก" ของกัมพูชา เกิดจากการเลียนเสียง แล้วจึงหาความหมายที่เข้ากันภายหลัง จากการเลียนแบบเสียงของประเทศข้างเคียงนั่นเอง
---
สรุปแล้ว ขนมครกเป็นของใคร?
ขนมครกนั้น โดยดั้งเดิมแล้วเป็นของชาวทมิฬ
แต่วัฒนธรรมนั้น ได้หลอมรวมกับท้องถิ่น วัตถุดิบที่พวกเขาเข้าถึง และความคุ้นชินในรสชาติดั้งเดิม
จนเกิดเป็นอาหารใหม่ ที่แตกต่างทั้งจากต้นฉบับและประเทศข้างเคียง
ขนมครกที่เป็นของหวาน หอมน้ำกะทินั้น เป็นของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
ในขณะที่ขนมครกจิ้มน้ำปลาหวานเค็มใส่ถั่วลิสงพริกป่น ก็เป็นของกัมพูชาเต็มร้อยเช่นกัน
โฆษณา