11 มิ.ย. เวลา 07:24 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สงครามดันน้ำมันแพง คนไทยแห่ซื้อ EV พุ่ง! แต่หัวชาร์จยังขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่แก้ตามไม่ทัน

สงคราม ดันน้ำมันแพง คนไทยแห่ซื้อ EV! ปี 69 ลุ้นทะลุ 1.5 แสนคัน แต่หัวชาร์จยังขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่แก้ตามไม่ทัน
สงครามดันน้ำมันแพง คนไทยแห่ซื้อ EV พุ่ง! แต่หัวชาร์จยังขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่แก้ตามไม่ทัน
สงคราม ดันน้ำมันแพง คนไทยแห่ซื้อ EV! ปี 69 ลุ้นทะลุ 1.5 แสนคัน แต่หัวชาร์จยังขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่แก้ตามไม่ทัน
สงคราม ดันน้ำมันแพง คนไทยแห่ซื้อ EV! ปี 69 ลุ้นทะลุ 1.5 แสนคัน แต่ยังมีปัญหาใหญ่ที่แก้ตามไม่ทัน คือ หัวชาร์จยังขาดแคลน
นอกจากนี้ PPTV Wealth ยังมีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจเรเว่ นายกวีพจน์ ชัยวาณิชยา เค้าก็บอกมาว่า ลูกค้าสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันขึ้นแบบกระโดดไปกระโดดมา ซึ่งก็เป็นปัจจัยมาสนับสนุนให้คนยิ่งสนใจรถไฟฟ้า
และล่าสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ก็ได้ประเมินว่า ปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงของไทย อาจพุ่งแตะ 153,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 28.5% จากปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนกว่า 25.1% ของรถใหม่ทั้งประเทศ หรือพูดง่ายๆ คือ รถใหม่ทุก 4 คัน อาจมี 1 คันเป็น EV แล้วก็ได้
แล้วทำไมคนถึงหันมาซื้อ EV มากขึ้น
  • เหตุผลสำคัญมีอยู่ 2 เรื่อง อย่างแรก คือ “น้ำมันแพง” เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น คนก็เริ่มมองหาทางเลือกที่ประหยัดกว่า และ EV กลายเป็นคำตอบที่หลายคนสนใจ
  • อย่างที่สอง คือ “รถ EV ถูกลง” จะเห็นได้ชัดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนเข้ามาทำตลาดไทยอย่างหนัก เกิดสงครามราคาที่ทำให้รถ EV หลายรุ่นมีราคาจับต้องได้และมีทิศทางทรงตัวมากขึ้น ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐภายใต้มาตรการ EV 3.5 ในปี 2567-2568 ทำให้คนเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ง่ายกว่าเดิม คาดว่าในปีนี้ผู้ผลิตจะเร่งกำลังการผลิตรถยนต์ BEV ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คัน จาก 70,000 คันในปี 2568 เพื่อเตรียมชักเงื่อนไขชดเชยการนำเข้าในปี 2569 และ 2570 ในอัตราส่วน 1 : 2 และ 1 : 3 ตามลำดับ
ซึ่งผลลัพธ์คือ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่พุ่งไปแล้วกว่า 84,000 คัน เติบโตถึง 94.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สอดคล้องกับตัวเลขยอดจดทะเบียนที่ขยายตัวได้ดีเกือบทุกภูมิภาค โดยมีถึง 23 จังหวัดที่เติบโตมากกว่าเท่าตัว ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใช้น้ำมัน กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
คำถามที่หลายคนอาจสงสัย คือ EV คุ้มจริงไหม?​
คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าเราขับเยอะแค่ไหน” จากการลองทำแบบจำลองคำนวณต้นทุนของ ttb analytics ผ่านต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ หรือ Total Cost of Ownership (TCO) โดยตั้งสมมติฐานให้ราคารถใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 830,000 บาท ที่อ้างอิงราคามัธยฐานปี 2568 และถือครองรถตลอด 5 ปี ทำให้พบข้อมูลที่น่าสนใจเป็น 2กรณี คือ
กรณีคนใช้รถน้อย หรือ ขับเฉลี่ยปีละประมาณ 10,000 กิโลเมตร พบว่า รถ EV ก็ยังไม่ได้ประหยัดกว่ารถประเภทอื่นเท่าไหร่ เพราะมีต้นทุนแฝงอื่นๆ เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าประกันภัย และค่าบำรุงรักษาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยต้นทุนถือครองตลอด 5 ปีของ EV และรถปลั๊กอินไฮบริด จะใกล้เคียงกันที่ราวๆ 680,000 บาทต่อคัน ซึ่งยังสูงกว่ารถน้ำมันและรถไฮบริด ที่มีต้นทุนอยู่ราวๆ 580,000 – 630,000 บาท หรือ 11.6 - 12.7 บาทต่อกิโลเมตร
ส่วนกรณีคนใช้รถเยอะ หรือ ขับปีละประมาณ 30,000 กิโลเมตร สถานการณ์กลับเปลี่ยนทันที! เพราะต้นทุนการถือครองรถ EV ตลอด 5 ปี จะอยู่ที่ 750,000 บาท หรือเพียง 5 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งกลายเป็นรถที่มีต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำที่สุด ต่ำกว่ารถไฮบริด และรถปลั๊กอินไฮบริด ที่อยู่ระดับ 770,000 – 850,000 บาท หรือ 5.2 - 5.7 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่รถน้ำมันจะดีดสูงไปถึง 960,000 บาท หรือ 6.4 บาทต่อกิโลเมตร
ด้วยเหตุผลนี้รถ EV จึงคุ้มค่ากว่ารถน้ำมันอย่างชัดเจน เพราะค่าไฟยังถูกกว่าค่าน้ำมันอยู่มาก และหากจะให้สรุปง่ายๆ คือ “ยิ่งขับเยอะ EV ยิ่งคุ้มกว่า” และช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายแฝงส่วนอื่นได้ดีกว่านั้นเอง
แม้ยอดขายรถ EV จะโตแรง แต่สิ่งที่โตไม่ทันคือ “สถานีชาร์จ”
ถึงแม้แนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ EV จะพุ่งแรง แต่ปัญหาที่ไทยยังแก้ไม่ตกนั้นก็คือ "หัวชาร์จไม่พอ” เพราะข้อมูลของ ttbanalytics บอกว่า ช่วง 3 ปีทีาผ่านมา จำนวนหัวชาร์จรถไฟฟ้าเพิ่มเฉลี่ยเพียง 20% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถ EV โตเฉลี่ยถึง 25% ต่อปี ผลคือ อุปทานจุดชาร์จเติบโตช้ากว่าอุปสงค์ รถ EV ที่วิ่งในท้องถนนเพิ่มเร็วกว่าหัวชาร์จ จนนำมาสู่ความหนาแน่นในการเข้าคิวและสร้างความกังวลด้านระยะทางที่ต้องเดินทางในแต่ละครั้ง
และในปัจจุบัน ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนรถ EV สะสมเฉลี่ยประมาณ 23 คัน ต่อหัวชาร์จ 1 หัว ซึ่งมีความหนาแน่นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับคำแนะนำขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่าระดับที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 คันต่อหัวชาร์จเท่านั้น อีกทั้งไทยยังห่างไกลจากประเทศที่ระบบนี้พัฒนาแล้วอย่าง จีน ที่มีรถยนต์ EV 9.9 คันต่อหัวชาร์จ และยุโรปมี 11.3 คันต่อหัวชาร์จ
ฝันร้ายสายเดินทาง อนาคต "รถไม่ติด แต่คิวชาร์จติด" หลังจุดชาร์จกระจุกตัวในเมืองกรุง
นั้นแปลว่าถ้ารถ EV ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่แบบนี้แต่สถานีชาร์จโตไม่ทัน ภาพที่เราอาจได้เห็นในอนาคต คือ “รถไม่ติด แต่คิวชาร์จติด” โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือการเดินทางข้ามจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้น เกือบครึ่งของสถานีชาร์จยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ต่างจังหวัดจำนวนมากยังเข้าถึงได้ไม่สะดวก
ปัญหาต่างๆเหล่านี้จึงสะท้อนว่า วันนี้โจทย์ใหญ่ของไทยอาจไม่ใช่แค่ “การขายรถ EV ให้ได้มากขึ้น” แต่คือการสร้างวงจรรถ EV ให้โตไปพร้อมกัน เพราะถ้ารถเพิ่มเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทัน ผู้บริโภคอาจเริ่มลังเลใจที่จะเปลี่ยนมาใช้ EV ในอนาคต การเร่งพัฒนาและขยายจุดชาร์จในพื้นที่ศักยภาพจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่านอกจากการแข่งขันลดราคารถแล้ว การเร่งลงทุนสถานีชาร์จ การขยายโครงข่ายไฟฟ้า และการกระจายจุดชาร์จไปยังต่างจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นอีกภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน ในการสร้างระบบEV Ecosystem ที่แข็งแรงและยั่งยืนในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้วการเป็น “EV Hub” ของไทย จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อ “รถวิ่งได้สบาย ชาร์จได้สบาย” และไม่มีปัญหาเล็กๆกวนใจเช่นกัน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277369
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา