Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
2 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 22
คำถาม 1
ไม่ประสงค์ออกนาม : คุณวินทร์เลิกเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แล้วหรือครับ?
วินทร์ เลียววาริณ : อ่านคำถามนี้แล้วเศร้าเล็กน้อย
มันเศร้ามาตั้งแต่วันแรกที่ผมเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
เมื่อผมเริ่มเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ครั้งแรก บรรณาธิการบอกว่าหน้าปกอย่าใช้คำว่าวิทยาศาสตร์ เพราะคนอ่านกลัวคำว่า ‘วิทยาศาสตร์’
คนอ่านไซไฟในเมืองไทยเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว
จากประสบการณ์ส่วนตัว ยอดขายนิยายวิทยาศาสตร์นั้นต่ำกว่านิยายตระกูลอื่นๆ จริง
นี่ไม่ได้หมายความว่าคนอ่านไม่ชอบนิยายวิทยาศาสตร์ แต่อาจจะมีภาพในหัวมาก่อนว่ามันเป็นงานวิชาการ อ่านยาก
ความจริงผู้อ่านไม่น้อยบอกผมว่า เมื่อลองอ่านนิยายไซไฟแล้วก็ชอบ สนุก และเปิดโลกทัศน์ดี
สมัยผมเป็นวัยรุ่น ชุมนุมวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแปลนิยายวิทยาศาสตร์ไว้จำนวนมาก รวมเล่มเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค เช่น กาแลคซี ออกมานับสิบเล่ม และยังมีปกอื่นๆ
พวกเราอ่านกันเพลิน เพราะภาษาอังกฤษยังไม่ดี มีคนแปลให้อ่าน ก็นับว่าเป็นบุญ
ผลงานแปลของชุมนุมวิชาการนี้ ถือเป็นบุญคุณต่อวงการหนังสือของบ้านเรา สร้างนักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์จำนวนมาก
ในชีวิตผมเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไว้ 8 เล่ม
เล่มแรกคือ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (2538) เป็นรวมเรื่องสั้นไซไฟ ตามมาด้วยอีกสามเล่ม จัดเป็นชุด ได้แก่ จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย (2548) ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย (2552) และ เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้าพาหนาว (2554)
ชื่อสี่เรื่องนี้มาจากสี่บาทในโคลง นิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรื่องสุดท้ายของทั้งสี่เล่มเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวร้อยต่อกัน ตัวละครคือสุนทรภู่ สุนทรภู่ในเรื่องพบสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวนาม ดารันต์ ทำให้เขามีเรื่องราวพิสดารมากมายไปเขียนในเรื่อง พระอภัยมณี
นักอ่านที่เป็นคอไซไฟน่าจะเคยอ่านงานของ ไอแซค อสิมอฟ ชุด สถาบันสถาปนา (Foundation) คนแปลชื่อบรรยงก์ ในเรื่องนี้ีมีดินแดนหนึ่งที่ชายขอบอาณาจักรดาราจักร (Galactic Empire) เรียกว่า Star’s End คุณบรรยงก์แปลว่าดารันต์ (ดารา + อันต)
ดารา = ดาว อันต = เขต ปลายทาง จุดจบ ดารันต์จึงแปลว่าสุดแดนดาว เหมาะเจาะไพเราะ
ผมชอบคำนี้ ก็ใช้มันเป็นชื่อตัวละคร เพื่อเป็นการรำลึกอดีตครั้งที่อ่านนิยายแปลไซไฟ
หลังจากนั้นก็เขียนนวนิยายฉบับยาว
เรื่องแรกคือ บางกะโพ้ง (2550) เรื่องนี้ไม่ใช่ไซไฟแท้ๆ เพราะมันรวมกับนิยายตระกูลอื่นเข้าไปด้วย
นวนิยายไซไฟแท้ๆ ที่ผมเขียนเล่มแรกคือ อัฏฐสุตรา (2553)
ที่มาของเรื่องนี้คือ ในปี พ.ศ. 2550 สำนักพิมพ์ Fullstop มีโครงการทำหนังสือรวมเรื่องสั้นในแนวคิด ‘เส้น’ เรียกชื่อหนังสือว่า Line Stories
ผมก็เขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นไซไฟ โดยอิงกับทฤษฎีสตริง (String Theory) แต่งเป็นเรื่อง เพราะทฤษฎีสตริงเสนอแนวคิดว่า สิ่งที่เล็กที่สุดในจักรวาลคือสตริง (เส้น)
หลังจากนั้นนึกครึ้มใจ ก็ขยายความเป็นนวนิยาย ใส่รายละเอียดวิชาฟิสิกส์เข้าไปมากมาย ตั้งใจให้เป็นงาน edutainment สอนวิชาฟิสิกส์เรื่อง String Theory
ตามมาด้วยไซไฟแท้อีกเรื่องคือ กาลีสุตรา (2555)
เป็นเรื่องการผจญภัยในอวกาศลึก จับประเด็นมนุษย์เทียม และสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว
ผมค่อนข้างพอใจกับเรื่อง กาลีสุตรา และคิดว่ามันมีฉากน่าสนใจ ถ้าสร้างเป็นหนัง น่าจะอลังการ!
แต่ในโลกของความจริง นวนิยายเรื่องนี้ยังกองเต็มโกดัง!
หลังจากนั้นผมก็หยุด เพราะโกดังไม่มีพื้นที่เก็บหนังสือไซไฟอีกแล้ว
จนกระทั่งหลายปีก่อน เกิดบ้าลงมือเขียนนวนิยายจีนกำลังภายในผสมไซไฟ ชื่อ สี่ภพ
มันเป็นนิยายจีนกำลังภายในก็จริง แต่ก็เป็นไซไฟเต็มๆ เช่นกัน โดยส่วนตัวผมพอใจกับงานชิ้นนี้ แต่ผลตอบรับในเชิงรายได้ก็ไม่ต่างจากการขายหนังสือไซไฟเมื่อสามสิบปีก่อน
นี่ทำให้จนบัดนี้ยังไม่กล้าเริ่มโครงการนิยายวิทยาศาสตร์ใหม่ ทั้งที่มีไอเดีย
กลัวเจ็บตัว
แต่ในอนาคต อาจจะลงมือเขียนอีก ถ้าสถานการณ์อำนวย เช่น รัฐบาลประกาศให้การอ่านไซไฟเป็นวาระแห่งชาติ และจ้างผมร้อยล้านบาทให้เขียน
ความจริงการให้การอ่านไซไฟเป็นวาระแห่งชาตินี้ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย เพราะไซไฟเป็นตระกูลนิยายที่รัฐควรส่งเสริม มันช่วยให้เด็กคิดนอกกรอบ และเสริมจินตนาการ
เฮ้อ! ฝันไปอีกแล้ว
คำถาม 2
ไม่ประสงค์ออกนาม : ขออนุญาตถามเรื่องส่วนตัว คุณวินทร์เรียนจบสถาปัตย์ฯ ทำไมไม่ทำงานสายนี้ครับ?
วินทร์ เลียววาริณ : ผมก็ทำงานสายสถาปัตย์นะครับ ทำได้ห้าปี เส้นทางชีวิตก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์
ผมรู้ตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยมต้นแล้วว่า จะเรียนสายสถาปัตย์ เมื่อเรียนจบ ก็ตั้งใจจะประกอบอาชีพสถาปนิกไปตลอดชีวิต เพราะรักงานสายนี้
แต่ชีวิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องเป็นไปตามแผนเสมอไป หลังจากผมเรียนจบ ไปทำงานเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์อยู่ 3-4 ปี ก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ และทำงานเป็นสถาปนิกไปด้วย
สายวิชาที่ผมไปเรียนต่อที่อเมริกาไม่ใช่สถาปัตย์ แต่เป็นกราฟิก ดีไซน์ และภาพยนตร์ มันเปิดหูเปิดตาไปอีกโลกหนึ่ง เป็นงานออกแบบเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกัน
เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมก็เข้าสู่วงการโฆษณา แล้วก็พลิกแพลงลองเขียนหนังสือ
จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปอีกทิศหนึ่ง
จนถึงทางแยก ก็เลือกทางสายนักเขียนอาชีพ
นี่เปิดโลกทัศน์ใหม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องเดินตามแผนที่ตั้งไว้ ชีวิตสามารถพลิกแพลงได้
ความจริงผมยังชอบงานสถาปัตย์ แต่เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ก็ต้องเลือกเอาว่า จะทำให้ดีที่สุดในสายไหน
แล้วเดินไปให้สุดฝัน
เพราะคนเราอาจทำงานเป็นหลายอย่าง แต่สามารถเชี่ยวชาญจริงๆ ได้สายเดียว
บันทึก
4
1
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย