4 ชั่วโมงที่แล้ว

“เจ้าหญิงนักกฎหมาย” พระผู้เป็นที่พึ่งของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

ด้วยพระปรีชาสามารถด้านนิติศาสตร์อันโดดเด่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในด้านกระบวนการยุติธรรม กอปรกับพระกรณียกิจส่วนพระองค์ ที่ทรงนำหลักนิติธรรมมาช่วยชุบชีวิตให้กับผู้ที่เคยหลงผิดได้คืนสู่สังคมอีกครั้ง จนได้รับการถวายพระนามจากสื่อทั้งในและต่างประเทศว่าทรงเป็น “เจ้าหญิงนักกฎหมาย”
ภายหลังจากทรงสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จาก มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา และเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา พระองค์ทรงใช้พระปรีชาสามารถอันเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทรงรับราชการ ในปี พ.ศ. 2549 – 2554 โดยทรงดำรงตำแหน่ง อาทิ อัยการผู้ช่วย สำนักงานอัยการสูงสุด, อัยการประจำกอง สำนักงานคดียาเสพติด, อัยการจังหวัด ผู้ช่วยสำนักงานอัยการ, รองอัยการจังหวัด และอัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด
ปี พ.ศ. 2555 ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ปี พ.ศ. 2555 – 2556 ทรงดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม และในปี พ.ศ. 2557-2560 ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด, อัยการจังหวัด คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี และอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนี้ พระองค์ทรงนำความรู้ด้านกฎหมาย มาใช้ในการจัดตั้งโครงการส่วนพระองค์ อาทิ โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โดยโครงการนี้มีจุดเริ่มต้น เมื่อปี พ.ศ. 2544 เมื่อครั้งทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย พระองค์ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนและประทานสิ่งของแก่ผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขังหญิง ทำให้ทรงมีความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานเป็นอย่างมาก
เมื่อทรงรับราชการด้านกฎหมาย ทำให้พระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมและการให้โอกาส เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคม ก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต้องขัง ผู้ถูกคุมความประพฤติ หรือผู้ที่ตกเป็นจำเลย ให้ได้รับโอกาสในการฝึกฝนวิชาชีพระหว่างที่ต้องจำโทษอยู่ในเรือนจำ และทัณฑสถานหญิง เพื่อจะได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากได้รับอิสรภาพ
พระองค์จึงทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2549 เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์และทารกที่เกิดในเรือนจำ
และในปี พ.ศ. 2557 ทรงจัดตั้ง มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ เพื่อดำเนินกิจการด้านสาธารณกุศลในการสร้างโอกาสแก่ผู้ขาดโอกาส พร้อมช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขัง และกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส เพราะเชื่อว่าไม่มีใคร ไม่เคยก้าวพลาด และทุกการก้าวพลาด ย่อมต้องการโอกาส ที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง
ด้วยการทรงงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรงตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ต้องขังสตรี พระองค์จึงทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติ สำหรับการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI” เพื่อช่วยเหลือสตรีที่เป็นผู้ต้องขังจากทั่วโลก
ทำให้พระองค์ได้รับการถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุด Medal of Recognition จากสหประชาชาติ และกองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี (UNIFEM) ได้ขอพระราชทานกราบทูลเชิญพระองค์ให้เป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง จากการทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ ด้านกระบวนการยุติธรรมและจากพระกรณียกิจที่ทรงช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สมดั่งเป็น “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” พระผู้เป็นที่พึ่งของผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอย่างแท้จริง
โฆษณา