12 มิ.ย. เวลา 22:43 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (39) .. Montenegro : Kotor Old Town เมืองหินโบราณกลางขุยเขา ที่เวลายังคงเดินช้ากว่าที่อื่น

บางเมืองทำให้เราประทับใจด้วยความยิ่งใหญ่
บางเมืองทำให้เราหลงใหลด้วยความงดงาม
แต่มีบางเมืองที่ทำให้เรารู้สึกราวกับได้เดินย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปี และ Kotor คือหนึ่งในเมืองนั้น
เมื่อเราเข้าใกล้ท่าเรือโคเตอร์ ภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือกำแพงหินสีเทาขนาดมหึมา ตั้งทอดตัวยาวอยู่ริมผืนน้ำสีมรกต ขณะที่ด้านหลังคือแนวเทือกเขาหินปูนสูงชันของเทือกเขา Dinaric Alps ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างน่าเกรงขาม
เมฆฝนสีเทาเคลื่อนตัวต่ำจนเหมือนจะสัมผัสยอดเขา เป็นภาพที่ทั้งงดงามและทรงพลังในเวลาเดียวกัน
หากไม่รู้มาก่อน คงไม่มีใครคาดคิดว่าเบื้องหลังกำแพงหินหนาทึบเหล่านั้น จะซ่อนเมืองเก่าอายุเกือบหนึ่งพันปีเอาไว้
เมืองที่เกิดจากภูเขา ทะเล และประวัติศาสตร์
Kotor ตั้งอยู่ริมอ่าว Boka Bay ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอ่าวที่สวยที่สุดของยุโรป .. เป็นหนึ่งในเมืองยุคกลางที่โรแมนติกและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ความโดดเด่นของกอตอร์คือทำเลที่ตั้งที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับอยู่ในส่วนลึกที่สุดของ อ่าวกอตอร์ (Bay of Kotor) ซึ่งมีลักษณะทางภูมิศาสตร์คล้ายฟยอร์ดของยุโรปเหนือ
ด้านหลังของเมืองโอบล้อมด้วยหน้าผาหินปูนสูงชันของภูเขา Lovćen ทำให้เมืองนี้ดูเหมือนป้อมปราการธรรมชาติที่งดงามและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน
เมืองแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของหลายอาณาจักร ทั้งไบแซนไทน์ เซอร์เบีย เวนิส ออสเตรีย และยูโกสลาเวีย ... ทุกยุคสมัยต่างทิ้งร่องรอยเอาไว้บนกำแพงหิน ถนน และโบสถ์ที่เรากำลังจะเดินผ่าน
จนในที่สุด เมืองเก่าแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO และกลายเป็นหนึ่งในเมืองยุคกลางที่ได้รับการอนุรักษ์สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
"ป้อมปราการกัมโปซานา" (Kampana Tower and Citadel) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองเก่าฝั่งทิศเหนือที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำ Škurda และอ่าวกอตอร์ ซึ่งเป็น "คูเมืองธรรมชาติ" ขวางกั้นระหว่างข้าศึกกับตัวกำแพง.. สร้างขึ้นใน ศตวรรษที่ 13-14 และได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยชาวเวนิสในศตวรรษที่ 15 ..
หน้าที่หลัก: เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ติดตั้งปืนใหญ่เพื่อควบคุมและสกัดกั้นเรือรบของศตวรรษหรือผู้รุกรานที่จะล่องเข้ามาทางอ่าว รวมถึงป้องกันฝั่งแม่น้ำด้วย ส่วนแนวกำแพงหินทอดยาวที่เห็นขนานไปกับผืนน้ำในภาพ ทำหน้าที่เป็นกำแพงชั้นนอกที่แข็งแกร่ง
หากมองเลยแนวกำแพงริมน้ำขึ้นไปบนภูเขาหินปูนด้านหลังในภาพ จะเห็นร่องรอยคดเคี้ยวของกำแพงเมืองที่เชื่อมต่อจากป้อม Kampana ด้านล่างนี้ แล้วลากยาวไต่ระดับขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อไปสิ้นสุดที่ป้อมซานจิโอวานี (San Giovanni)
โดมกลมๆที่เห็นไกลๆ คือ โบสถ์พระแม่แห่งการเยียวยา (Our Lady of Remedy) ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้บนลาดเขาด
ภาพมุมนี้สะท้อนคำกล่าวที่ว่า "กอตอร์คือเมืองที่ไม่มีวันแตก" ได้ดีที่สุด เพราะด้านหน้าติดน้ำ มีกำแพงและป้อมปืนใหญ่หนาทึบคอยดัก ส่วนด้านหลังเป็นผาสูงชันที่มีกำแพงโอบล้อมยาวขึ้นไปจนถึงยอดเขา เป็นงานสถาปัตยกรรมทางทหารที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
ก้าวแรกผ่านประตูเมือง
ด้านหน้ากำแพงเมืองคือ Sea Gate หรือประตูทะเล .. ปืนใหญ่โบราณยังคงตั้งเฝ้าทางเข้าเหมือนในอดีต
กำแพงหินสูงหลายเมตรทอดตัวไปตามเชิงเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปสู่ยอดเขาเบื้องบน .. เมื่อเดินลอดซุ้มประตูหินเข้าไป โลกอีกใบก็เปิดออกตรงหน้า
ถนนทุกสายปูด้วยแผ่นหินสีอ่อนที่ถูกขัดเกลาจากฝีเท้าผู้คนมานานหลายศตวรรษ หลังฝนตกใหม่ ๆ พื้นหินสะท้อนแสงนุ่มนวลราวกระจก ทำให้ทั้งเมืองดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด
Square of the Arms (Trg od Oružja): จัตุรัสหลักหน้าเมืองที่เป็นที่ตั้งของ หอนาฬิกาโบราณ (Clock Tower) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602 และเสาหินทรงสามเหลี่ยมที่ในอดีตเคยใช้เป็นที่ประจานผู้กระทำความผิด
.. นาฬิกาเรือนนี้เฝ้ามองผู้คนมาแล้วหลายร้อยปี ผ่านสงคราม แผ่นดินไหว การเปลี่ยนแปลงของอาณาจักร และการมาถึงของนักเดินทางจากทั่วโลก
ตัวหอคอยสร้างด้วยหินสไตล์บารอกและเรเนซองส์ ที่น่าทึ่งคือหอนาฬิกานี้เคยเอียงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1979 แต่ได้รับการบูรณะและดัดให้ตรงกลับมาใช้งานได้ตามปกติจนถึงทุกวันนี้
รอบ ๆ จัตุรัสเต็มไปด้วยอาคารหินสีอ่อน ร้านกาแฟ และระเบียงเล็ก ๆ ที่ประดับด้วยบานหน้าต่างสีเขียว … แต่แม้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แต่บรรยากาศกลับไม่เร่งรีบ ผู้คนเดินช้า ๆ นั่งจิบกาแฟ พูดคุยกันอย่างสบายใจ .. เหมือนเวลาของ Kotor เดินช้ากว่าที่อื่นเล็กน้อย
ศรัทธาที่หล่อหลอมเมือง
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ภายในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีทั้งโบสถ์คาทอลิกและโบสถ์ออร์โธดอกซ์อยู่ร่วมกันสะท้อนประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของภูมิภาคบอลข่าน
St. Tryphon Cathedral: อาสนวิหารคาทอลิกที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของเมือง มีหอคอยคู่ที่งดงามโดดเด่น สร้างเสร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1166 (เก่าแก่กว่าโบราณสถานหลายแห่งในยุโรป) .. ที่น่าสังเกต คือ ความสูงของหอคอยไม่เท่ากัน
ด้านในมีแท่นบูชาสีเงินสลักลายอย่างประณีต และเป็นที่เก็บรักษาอัฐิของเซนต์ไทรฟอน นักบุญอุปถัมภ์ผู้ปกป้องเมืองกอตอร์ โบราณวัตถุและเครื่องเงินล้ำค่า .. นน่าเสียดายที่เราไม่มีเวลาพอที่จะเข้าไปเก็บรายละเอียด
St. Nicholas Church: โบสถ์เซอร์เบียนออร์โธดอกซ์ขนาดใหญ่ สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ภายในงดงามมากด้วยภาพวาดไอคอนทางศาสนา (Iconography) ที่สีทองอร่าม แชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่แขวนอยู่เหนือแท่นพิธี .. ทุกอย่างงดงาม สงบ และเปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธา
โบสถ์เซนต์ลูคัส (St. Luke's Church): ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโบสถ์เซนต์นิโคลัสในจัตุรัสเดียวกัน เป็นโบสถ์หินขนาดเล็กกะทัดรัดที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1195 ไฮไลต์ของโบสถ์นี้คือความใจกว้างในอดีต เพราะเคยมีทั้งแท่นบูชาของทั้งฝั่งคาทอลิกและออร์โธดอกซ์อยู่ร่วมกันในอาคารเดียว เพื่อให้คนทั้งสองนิกายได้เข้ามาประกอบพิธีในช่วงที่เมืองเผชิญสงคราม
อารามและโบสถ์เซนต์แคลร์ (St. Clare's Church): โบสถ์สไตล์บารอกขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล ภายในมีแท่นบูชาทำจากหินอ่อนสีสันงดงามที่แกะสลักอย่างวิจิตร และยังมีห้องสมุดเก่าแก่ที่เก็บรักษาหนังสือโบราณและเอกสารลายมือตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14-15 ไว้ด้วยค่ะ
เมืองแห่งตรอกซอกซอยและน้ำพุโบราณ
เมืองเก่ากอตอร์เป็นสถานที่ที่ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์อันเข้มข้นทางทหารและการค้าทางเรือ.. แต่เข้ากับวิถีชีวิตที่เนิบช้าในปัจจุบันได้อย่างลงตัวมากค่ะ การได้นั่งจิบกาแฟในจัตุรัสหินโบราณ ฟังเสียงระฆังจากโบสถ์ และดูผู้คนเดินผ่านไปมา ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากทีเดียว
เสน่ห์ที่แท้จริงของ Kotor ไม่ได้อยู่ที่สถานที่สำคัญเพียงไม่กี่แห่ง แต่อยู่ในตรอกเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างอาคารหิน .. บางตรอกแคบจนคนสองคนเดินสวนกันแทบไม่ได้ บางแห่งเปิดออกสู่ลานเล็ก ๆ ที่มีร้านอาหารซ่อนตัวอยู่
กลางเมืองยังมีบ่อน้ำและปั๊มน้ำโบราณ สร้างขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 17 (ประมาณปี ค.ศ. 1692) ในยุคที่เวนิสปกครอง ซึ่งการหาแหล่งน้ำจืดที่สะอาดไว้ใช้บริโภค
เคยเป็นหัวใจสำคัญของการดำรงชีวิตในยุคกลาง บ่อน้ำแห่งนี้จึงเป็นแหล่งน้ำจืดสาธารณะเพียงไม่กี่แห่งภายในกำแพงเมือง ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวกอตอร์มาหลายร้อยปี ..
ปัจจุบันบ่อน้ำแห่งนี้ไม่ได้ถูกใช้เป็นแหล่งน้ำหลักของเมืองแล้ว แต่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยมในฐานะอนุสรณ์สถานทาง
ประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ตรงจัตุรัสเล็กๆ ที่ชื่อว่า Karampana Square รอบๆ บ่อจะล้อมรอบด้วยร้านกาแฟ คาเฟ่น่ารักๆ และตึกหินโบราณ
อาณาจักรของเหล่าแมว
ระหว่างเดินสำรวจเมือง .. เจ้าถิ่นตัวจริงของ Kotor ก็ปรากฏตัวขึ้น “แมว” … พวกมันนอนอาบแดดตามลานหิน เดินทอดน่องผ่านตรอกแคบ ๆ นอนเฝ้าหน้าร้านขายของที่ระลึก หรือยืดตัวขี้เกียจอยู่กลางจัตุรัสโดยไม่สนใจนักท่องเที่ยวเลยแม้แต่น้อย
ชาวเมืองเล่าว่า แมวอยู่คู่กับ Kotor มานานหลายศตวรรษ .. ในอดีตแมวช่วยกำจัดหนูบนเรือสินค้าและในโกดังเก็บสินค้า จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง และทุกวันนี้ Kotor ก็ยังคงเป็น “เมืองแห่งแมว” ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจดจำ
เมื่อเงยหน้าขึ้นจากถนน ไม่ว่าจะเดินอยู่ตรงไหนใน Kotor สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเงยหน้ามองขึ้นไปเหนือหลังคากระเบื้องสีส้ม เหนือหอระฆัง เหนือยอดโดมของโบสถ์
… คือแนวกำแพงเมืองที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่ภูเขาอย่างน่าทึ่ง กำแพงหินโบราณเหล่านี้ทอดตัวคดเคี้ยวไต่ระดับไปตามแนวหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์ ยาวกว่า 4 กิโลเมตร ปีนป่ายขึ้นไปตามหน้าผาสูงชัน จนไปสิ้นสุดที่ป้อมปราการ San Giovanni บนยอดเขา ... ถือเป็นหนึ่งในภาพจำและสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมอนเตเนโกรเลยค่ะ
จากเบื้องล่าง มันดูราวกับมังกรหินขนาดยักษ์ที่กำลังเลื้อยอยู่บนภูเขา และเป็นภาพที่ทำให้ Kotor แตกต่างจากเมืองเก่าแห่งอื่นในยุโรปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนอำลาเมืองเก่า Kotor เราตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปยังแนวกำแพงและป้อมปราการที่เฝ้ามองเมืองแห่งนี้มาหลายศตวรรษ
เส้นทางพาเราค่อย ๆ สูงขึ้นไปยังจุดที่สามารถมองเห็นทั้งเมืองได้ในมุมกว้าง .. เบื้องล่างคือหลังคากระเบื้องสีส้มของบ้านเรือนเก่าแก่ ยอดโดมสีเทาของโบสถ์ออร์โธดอกซ์โผล่ขึ้นมาท่ามกลางอาคารหินสีขาว ขณะที่กำแพงเมืองโบราณทอดตัวยาวเลื้อยขึ้นไปตามไหล่เขาราวกับเส้นสายที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
ปัจจุบันบริเวณส่วนหนึ่งของกำแพงได้รับการปรับปรุงเป็นภัตตาคารและจุดชมวิว .. โต๊ะไม้เรียงรายอยู่ริมกำแพงหินเก่าแก่ เปิดมุมมองสู่ภูเขาหินปูนขนาดมหึมาที่โอบล้อมอ่าวเอาไว้ทุกด้าน เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่การนั่งดื่มกาแฟธรรมดา ๆ กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังนั่งอยู่บนหน้าหนังสือประวัติศาสตร์
เมื่อมองออกไปไกล เบื้องล่างคือท่าจอดเรือกอตอร์ (Port of Kotor / Kotor Marina) ตั้งอยู่ชิดติดกับกำแพงเมืองเก่าฝั่งทิศตะวันตกและทิศเหนือ เป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญภายนอกกำแพงเมืองที่สะท้อนความงดงามและวิถีชีวิตริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของมอนเตเนโกรได้อย่างชัดเจน
.. เรือยอชต์ เรือท่องเที่ยว และเรือประมงจอดเรียงรายอยู่ริมน้ำสีเขียวมรกต .. ท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดรับส่งนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน แต่เคยเป็นหัวใจสำคัญของเมืองมาตั้งแต่ยุคกลาง
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอันปลอดภัยภายในอ่าวลึก ทำให้ Kotor กลายเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของทะเลเอเดรียติก .. เรือสินค้าจากเวนิส อิสตันบูล และเมืองต่าง ๆ ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเคยเดินทางมาค้าขายที่นี่
นำความมั่งคั่ง ศิลปะ และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกเข้าสู่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
ความรุ่งเรืองของ Kotor ในอดีตจึงไม่ได้เกิดจากกำแพงเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทะเลที่เปิดประตูเชื่อมเมืองนี้เข้ากับโลกทั้งใบ
เมื่อหันกลับไปมองภูเขา .. เราจะเห็นโบสถ์เล็ก ๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางผืนป่าสีเขียวบนหน้าผาสูงชัน เหนือขึ้นไปอีกคือแนวกำแพงหินและป้อมปราการ San Giovanni ที่ทอดตัวอยู่บนสันเขา
ภาพนั้นทำให้รู้สึกราวกับว่าศรัทธาและการป้องกันเมืองถูกวางไว้เคียงข้างกันมาตลอดหลายร้อยปี ... โบสถ์เฝ้าดูแลจิตวิญญาณของผู้คน ...ส่วนป้อมปราการเฝ้าปกป้องชีวิตและบ้านเมือง
... ทั้งสองสิ่งยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางภูเขาและสายหมอกไม่ต่างจากวันแรกที่ถูกสร้างขึ้น
เมื่อถึงเวลาต้องเดินลงจากกำแพงเมือง เราอดหันกลับไปมองไม่ได้อีกครั้ง .. ทั้งอ่าว ท่าเรือ เมืองหินเก่าแก่ โบสถ์บนไหล่เขา และป้อมปราการบนยอดสูงสุด ล้วนรวมอยู่ในภาพเดียวกันอย่างงดงาม เป็นภาพที่สรุปตัวตนของ Kotor ได้ดีที่สุด
Kotor… เมืองเล็ก ๆ ที่เกิดจากทะเล เติบโตด้วยการค้า ปกป้องตัวเองด้วยกำแพง และหล่อเลี้ยงหัวใจผู้คนด้วยศรัทธา
เมืองที่ทำให้เราเดินช้าลง .. ผืนน้ำสีเขียวมรกตริมอ่าวยังคงสงบนิ่ง กำแพงเมืองยังคงยืนหยัด และยอดเขาสูงเบื้องหลังก็ยังถูกเมฆหมอกโอบกอดเอาไว้เช่นเดิม
Kotor อาจไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เมืองที่หรูหราที่สุด และไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทันสมัย แต่เป็นเมืองที่ทำให้เราอยากเดินช้าลง อยากมองรายละเอียดเล็ก ๆ รอบตัวมากขึ้น
.. อยากฟังเสียงระฆังจากโบสถ์เก่า อยากนั่งมองแมวตัวหนึ่งนอนหลับอยู่บนลานหิน และปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบงาม เหมือนที่มันเป็นมาแล้วหลายร้อยปีในเมืองหินเล็ก ๆ แห่งนี้
Kotor .. เมืองที่แม้จะเดินจากมาแล้ว แต่ยังคงทิ้งภาพของภูเขาและกำแพงหินเอาไว้ในความทรงจำอีกยาวนาน.
โฆษณา