13 มิ.ย. เวลา 05:21 • ท่องเที่ยว

Balkan 2026 (44)Albania: Shkodër เมืองที่มีชีวิตอยู่กับอดีต และยิ้มให้กับปัจจุบัน

หลังจากข้ามพรมแดนเข้าสู่แอลเบเนีย เมืองแรกที่เราได้มีโอกาสแวะสำรวจอย่างจริงจังคือ Shkodër (ชโกดรา) เมืองเก่าแก่ทางตอนเหนือของประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของแอลเบเนีย”
แม้จะเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของคาบสมุทรบอลข่าน แต่สิ่งที่ทำให้เราประทับใจกลับไม่ใช่ความเก่าแก่ของอาคารหรือหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน หากเป็นบรรยากาศของเมืองที่ยังคงมีชีวิตชีวา ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และประวัติศาสตร์ยังคงปรากฏอยู่ในทุกมุมถนนอย่างเป็นธรรมชาติ
เราเริ่มต้นการเดินเล่นจากบริเวณ ศาลาว่าการเมือง Shkodër อาคารสีครีมขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่ใจกลางเมือง
ตัวอาคารได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรปแบบนีโอคลาสสิก หลังคาสีแดง หน้าต่างบานเกล็ดสีขาว และระเบียงที่ดูสง่างาม ทำให้บรรยากาศโดยรอบคล้ายเมืองเล็ก ๆ ในยุโรปตะวันตกมากกว่าที่เราคาดไว้จากประเทศซึ่งเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันมานานหลายศตวรรษ
แต่เมื่อเดินออกจากศาลาว่าการเพียงไม่กี่ก้าว เราก็เริ่มพบกับสิ่งที่ทำให้ชโกดราแตกต่างจากเมืองอื่น ๆ
เมืองนี้เต็มไปด้วยอนุสาวรีย์และงานศิลปะสาธารณะที่เล่าเรื่องราวของผู้คนซึ่งเคยต่อสู้ เสียสละ และสร้างประเทศขึ้นมา
อนุสาวรีย์ของ Hasan Riza Pasha วีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองจากการรุกรานในช่วงสงครามบอลข่าน ยืนอยู่ท่ามกลางสวนเล็ก ๆ อย่างสงบ ราวกับกำลังเฝ้ามองเมืองที่เขาเคยปกป้องเอาไว้
ถัดมาไม่ไกล คืออนุสรณ์สถานรำลึกถึงผู้ตกเป็นเหยื่อของระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งสะท้อนอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์แอลเบเนีย
แท่งหินสีขาวและประติมากรรมผู้คนที่ดูหม่นเศร้าทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่ประเทศแห่งนี้เคยปิดตัวเองจากโลกภายนอก และประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะมีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐ
ในฐานะนักท่องเที่ยว เราอาจมองเห็นเพียงงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
แต่สำหรับชาวแอลเบเนีย มันคือความทรงจำที่ยังไม่จางหาย
เดินต่อไปอีกเล็กน้อย เราพบอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญหลายคนที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ
ทั้ง Gjergj Fishta กวีและนักปราชญ์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีแห่งชาติ” และ Luigj Gurakuqi นักการศึกษา นักการเมือง และหนึ่งในผู้ร่วมลงนามประกาศเอกราชของประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ชโกดราไม่ได้แสดงความภาคภูมิใจผ่านพระราชวังใหญ่โตหรือพิพิธภัณฑ์หรูหรา แต่เลือกเก็บรักษาเรื่องราวเหล่านี้ไว้ตามสวนสาธารณะ ลานเมือง และทางเดินที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน
ราวกับว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิต แต่ยังเดินเคียงข้างผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อเดินข้ามสี่แยกใหญ่ใจกลางเมือง เราพบลานกว้างซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจของชโกดรา
ด้านหนึ่งคืออนุสาวรีย์ของ Luigj Gurakuqi ที่โดดเด่นด้วยฉากหลังสีแดงสดตัดกับสีดำของนกอินทรีสองหัว สัญลักษณ์แห่งชาติแอลเบเนีย
อีกด้านหนึ่งคือรูปปั้นของ Mother Teresa
หลายคนอาจคุ้นเคยกับท่านในฐานะแม่ชีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่สำหรับชาวแอลเบเนียแล้ว ท่านคือบุคคลที่พวกเขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะมีเชื้อสายแอลเบเนีย
รูปปั้นของท่านไม่ได้ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ หากกลับดูเรียบง่าย สงบนิ่ง และเปี่ยมด้วยความเมตตา
ดอกไม้สดที่ผู้คนนำมาวางไว้ด้านหน้าแสดงให้เห็นว่าท่านยังคงอยู่ในหัวใจของผู้คนเสมอ
ตรงกลางลานแห่งนี้คือ มัสยิด Ebu Beker หรือมัสยิดหลวงแห่งชโกดรา
อาคารสีขาวสะอาดตา โดมขนาดใหญ่ และหออะซานคู่สูงเด่น ทำให้มัสยิดแห่งนี้กลายเป็นจุดสังเกตสำคัญของเมือง
แม้จะเป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกได้จากบริเวณรอบ ๆ กลับไม่ใช่ความแตกต่างทางศาสนา หากเป็นความกลมกลืน
ผู้คนมานั่งพักผ่อนบนม้านั่ง เด็ก ๆ ปั่นจักรยานผ่านไปมา นักท่องเที่ยวเดินถ่ายภาพ และผู้สูงอายุนั่งพูดคุยกันใต้ต้นไม้ใหญ่
ทุกอย่างดูเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่าย
ติดกับบริเวณมัสยิดคืออนุสาวรีย์ทหารพาร์ทิซาน ผู้เสียสละในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
แม้งานประติมากรรมคอนกรีตจะดูเรียบง่ายและผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เตือนใจผู้คนถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศได้เป็นอย่างดี
จากนั้น บรรยากาศของเมืองก็เริ่มเปลี่ยนไป
ประวัติศาสตร์ค่อย ๆ ถอยออกไปอยู่เบื้องหลัง และชีวิตของผู้คนเริ่มก้าวเข้ามาแทนที่
เราเดินเข้าสู่ถนนคนเดิน Pedonale หรือ Rruga Kolë Idromeno ซึ่งถือเป็นหัวใจแห่งการใช้ชีวิตของชาวชโกดรา
อาคารสีพาสเทลเรียงรายอยู่สองข้างทาง คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านไอศกรีม และร้านขายของที่ระลึกเปิดรับผู้คนตลอดแนวถนน
จักรยานจำนวนมากจอดอยู่หน้าร้านต่าง ๆ จนทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองนี้จึงได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งจักรยานของแอลเบเนีย”
ในช่วงเย็น ผู้คนเริ่มออกมาเดินเล่นมากขึ้น
คู่รักเดินจับมือกัน กลุ่มเพื่อนนั่งจิบกาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ ครอบครัวพาเด็ก ๆ ออกมาเดินเล่นหลังเลิกงาน
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะค่อย ๆ แทนที่ความเงียบของช่วงบ่าย
เมื่อแสงสุดท้ายของวันเริ่มจางหาย ไฟจากร้านอาหารและคาเฟ่ก็เริ่มส่องสว่างขึ้นทีละดวง
หออะซานของมัสยิดที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ กลายเป็นฉากหลังที่งดงามของย่านเมืองเก่า
และในบรรดาภาพทั้งหมดที่เราเห็นในค่ำคืนนั้น .. ภาพที่ทำให้เรายิ้มมากที่สุดกลับเป็นภาพธรรมดา ๆ
คุณลุงคนหนึ่งกำลังก้มลงเกาพุงเจ้าสุนัขที่นอนหงายท้องอย่างมีความสุขอยู่กลางถนนคนเดิน
ไม่มีอนุสาวรีย์ใดบอกเล่าเรื่องราวของเมืองได้ดีไปกว่าภาพนั้น
เพราะสุดท้ายแล้ว…
ชโกดราอาจไม่ใช่เมืองที่สวยที่สุดในแอลเบเนีย
แต่เป็นเมืองที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึง “ชีวิต” มากที่สุด
เมืองที่ประวัติศาสตร์ยังคงถูกจดจำ
ศาสนายังคงอยู่เคียงข้างผู้คน
และผู้คนก็ยังมีเวลานั่งจิบกาแฟ พูดคุย หัวเราะ และลูบท้องสุนัขตัวหนึ่งในยามเย็น
ซึ่งบางที นั่นอาจเป็นความสุขที่เรียบง่ายและงดงามที่สุดของการเดินทางก็ได้. 🇦🇱✨
โฆษณา